เมื่อาแเริ่มสมาน ขันทีรุ่นใหม่ 40 ชีวิตก็ถูกส่งตัวไปยังลานฝึกของขันทีฝึกหัด พวกเขาต้องเรียนเขียนอ่านอักษรที่จำเป็ เรียนกิริยามารยาท การดูแลเครื่องแต่งกายของขุนนาง การสังเกตสีหน้าอารมณ์ของผู้เป็นายและยังมีอีกหลายเื่ที่ต้องเรียนรู้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ขันทีผู้ดูแลมักจะเตือนพวกเขาอยู่เสมอนั่นก็คือ เรียนรู้ที่จะปิดปาก!
“พวกเ้าจะอยู่รอดในวังหลวงได้ก็ต้องมีลิ้นที่ยาวพอจะสรรเสริญผู้คนได้ทุกคน และจำเป็ต้องมีฟันที่แข็งแรงพอที่จะกัดลิ้นตนเองเอาไว้ให้แน่นในยามที่เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น” ซุนไห่ ขันทีผู้ฝึกสอนกล่าวพลางเดินตบหลังศิษย์ใหม่แต่ละคน
เหอซือหานยืนหลังตรง สายตาจ้องมองตรงไปข้างหน้า ในใจได้แต่คิดถึงภาพรถเข็นที่มีเสื่อเก่าขาดห่อหุ้มร่างกายที่ไร้ลมหายใจของเด็กชายหลายที่ทนความเ็ปจากาแไม่ไหว ถูกเข็นออกจากเรือนพักขันทีไปทีละคนอยู่เงียบๆ
เขาได้ยินมาว่าในลานแรกรับมีเด็กที่ถูกขายเข้ามาเป็ขันทีใหม่ถึง 88 คน ยามนี้เหลือเพียงสี่สิบคนเท่านั้น นั่นหมายความว่ามีหลายสิบชีวิตเลยทีเดียวที่ไม่ผ่านการตรวจร่างกายหรือถูกเข็นออกไปโดยมีเสื่อคลุมร่าง โชคดีที่สหายร่วมห้องอีกสามคนของเขาไม่มีผู้ใดต้องมีจุดจบไปเช่นนั้น แต่ชีวิตใหม่ในสถานที่ใหม่แห่งนี้ก็ยังน่าหวาดหวั่นอยู่ดี
“ตำหนักหลังของวังหลวงเปรียบได้กับครัวหลังบ้านของเรือนใหญ่ ใครมีกำลัง ใครรู้กฏ ใครอ่านใจเ้านายออกคนนั้นอยู่รอด!” เสียงของซุนไห่ยังพร่ำสอนต่อไปไม่หยุด
“ส่วนคนที่ไม่รู้จักพูดจาให้ถูกกาลเทศะ เดินไม่รู้จังหวะหรือแม้แต่หายใจผิดจังหวะ ย่อมตกจากชั้นกระดาน!”
เหอซือหานยืนฟังคำสั่งสอนของซุนไห่ร่วมกับกลุ่มกับขันทีใหม่ด้วยหัวใจเต้นโครมคราม เพราะเสียงของซุนไห่นั้นดังมาก ทุกครั้งที่เขาตวาดเด็กชายจะรู้สึกเหมือนตับไตไส้พุงของตนเองกำลังสั่นะเือยู่ในร่าง
และแม้ว่าแผลจากการ “ผ่าชะตา” จะยังไม่หายสนิท เขาก็จำเป็ต้องขยับตัวตามจังหวะฝึกฝนร่างกายเหมือนคนอื่นๆ
“เงยหน้าขึ้น!! ขันทีไม่ใช่แมว พวกเ้าจะก้มหน้าก้มตามองหาอะไรที่พื้นกัน!” เสียงตวาดของซุนไห่ดังกึกก้องทั่วลานฝึกเป็ครั้งที่ร้อย
เหอซือหานแอบชำเลืองตาไปด้านข้างเป็ครั้งแรก เพื่อลอบมองใบหน้าของขันทีรุ่นพี่ที่กำลังขู่พวกเขาไม่หยุด ซุนไห่ผู้นี้อายุราว 30 กว่าปี รูปร่างผอมแห้งคล้ายเสาไม้ค้ำหลังคา แต่เสียงและดวงตากลับแหลมคมยิ่งกว่าหอก ใครเผลอกลอกตาในเวลาที่ไม่สมควรก็จะโดนเขาตวาดจนแทบลืมชื่อตัวเองไปเลยทีเดียว
“เอาล่ะ!! วันนี้เราจะฝึกบททดสอบแห่งตำหนักหลังกัน ใครรอด-อยู่ ใครถอดใจ-หอบเสื่อกลับบ้าน…หากพวกเ้ายังมีบ้านให้กลับนะ!” ซุนไห่ะเิหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างน่ากลัว
เหอซือหานกะพริบตาปริบๆ เขาไม่แน่ใจจริงๆ ว่าถ้อยคำที่ตนเพิ่งได้ยินนั้นเป็เื่จริงหรือไม่
“เสี่ยวผิง ทางราชสำนักได้มอบเงินให้กับครอบครัวของพวกเราแล้วใช่หรือไม่?”
“ก็ใช่น่ะสิ พวกเขาไม่โกงเงินเ้าหรอกน่า ถามทำไมหรือซือหาน”
“ถ้าข้าไม่ผ่านการทดสอบแล้วถูกส่งกลับเล่า ราชสำนักก็จะทวงเงินจากครอบครัวเราคืน?”
เสี่ยวผิงอ้าปากหวอ เขาไม่รู้เื่นี้จริงๆ
“พวกเ้าก็แค่ต้องทำบททดสอบให้ผ่านแค่นั้นเอง อย่างอื่นอย่าเพิ่งไปคิด ตั้งใจฟังซุนไห่ก่อนเขาหันมาทางนี้แล้ว!” หลี่เอินรีบเตือนสหาย
เหอซือหานหน้าซีด ไม่ว่าทางการจะเรียกคืนเงินค่าตัวเขาหรือไม่ เขาก็ไม่อาจยอมให้ตนเองถูกส่งกลับบ้านอย่างแน่นอน!! ประการหนึ่ง เขา้าเงินเบี้ยเลี้ยงเพื่อส่งไปซื้อลูกอมให้น้องสาว อีกประการหนึ่ง..เขายังไม่รู้เลยว่าเ้าตัวเล็กอยู่ที่ไหน!!
“พร้อมแล้วก็เริ่มบททดสอบแรก!!” ซุนไห่ประกาศอีกครั้งพร้อมกับล้วงเมล็ดแตงออกมานั่งแทะกินสบายใจ
เด็กชายแต่ละคนได้ถาดไม้มาถือไว้ในมือคนละใบ ข้างในถาดวางถ้วยชาบางเฉียบที่เหอซือหานสงสัยยิ่งนักว่าคนที่ใช้ถ้วยใบนี้ได้จะไม่ได้แผลจากมันบ้างเลยหรือไร
เขาแอบมองเด็กชายคนอื่นๆ นอกจากการถือถาดไม้ที่มีถ้วยชาวางอยู่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่พวกเขาต้องทำอีก แล้วการทดสอบนี้คืออะไรกันแน่?
“เ้าคิดว่าถาดแค่นี้มันเบาใช่หรือไม่!?” ซุนไห่ลุกออกจากที่นั่งตรงมาที่เด็กชายคนหนึ่งที่ทำสีหน้าเบื่อหน่าย แล้วก็ดึงถาดไม้จากมือเด็กคนนั้นมาเขวี้ยงลงกับพื้นเสียงดังเพล้ง!!
“เ้าคงคิดว่านี่เป็งานสบายๆ น่าเบื่อหน่ายสินะ! ข้าจะบอกให้ มันไม่เบาเลยเพราะมันหนักด้วยศักดิ์ศรีของเ้านายเ้า!” เขาตะคอกเสียงดังจนเด็กที่เหลือคิดว่าต้องมีการนองเืกันแน่แล้ว
ร่างสูงของซุนไห่เดินไปเดินมาจ้องมองเด็กชายผู้นั้นตาไม่กะพริบ ก่อนจะเอ่ยออกมาช้าๆ
“ข้าเคยเห็นขันทีคนหนึ่งสะดุดล้ม ชาที่หกออกมาจากถ้วยเพียงหนึ่งหยดก็ทำให้เขาต้องโดนโบยไปถึงห้าสิบไม้! ทีนี้เข้าใจหรือยังว่าเ้าสมควรใส่ใจคำพูดของข้าหรือไม่!”
เด็กชายคนที่ทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่เมื่อครู่เบิกตาโพลงร่ำไห้ร้องเสียงหลง “อย่าตีข้านะขอรับ”
“แน่นอนว่านี่เป็เพียงแค่การฝึกซ้อมเท่านั้น ข้าจะไม่ดีเ้า แต่พวกเ้าจะรอดหรือไม่ในชีวิตจริงมันก็ขึ้นอยู่กับการทุ่มเทฝึกฝนของพวกเ้าทั้งสิ้น เข้าใจหรือยัง!!”
“เข้าใจแล้วขอรับ!!” เด็กชายทุกคนตอบกลับเกือบจะพร้อมกัน
เหอซือหานใช้สิบนิ้วประคองถาดเอาไว้แน่น เพราะขั้นต่อไปพวกเขาจะไม่ได้ยืนถือถาดอยู่กับที่ แต่กลับต้องเดินไปด้วย!!
เขาพยายามทรงตัวเดินต่อไปให้ถาดในมือไม่สั่นด้วยความหวาดกลัว สายตามองแผ่นหลังของสหายด้านหน้าพร้อมกับฟังเสียงฝีเท้าของคนข้างหลังเพื่อไม่ให้เสียจังหวะ แต่ขณะที่เขาเดินผ่านกระถางต้นไม้กลับมีแมวตัวหนึ่งเดินตัดหน้าจนเขาเสียจังหวะ หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น แต่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้อีก
“เหมียววววววว!!”
เสียงร้องของแมวดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องของเด็กชายสามคนที่อยู่ข้างหลังเหอซือหาน พวกเขาไม่คิดว่าคนข้างหน้าจะหยุดกะทันหันจึงเสียหลักลื่นล้มหน้าคะมำ ตามด้วยเสียงถ้วยชาแตกสามใบ!
เหอซือหานยังไม่ล้ม แต่หัวใจกลับตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาพยายามประคองถ้วยชาในถาดที่ลื่นไถลมาถึงมือไม่ให้หล่นแตก แต่กลับสะบัดมือแรงไปนิดหนึ่ง…น้ำชาในถ้วยสาดใส่ใบหน้าของซุนไห่เข้าเต็มๆ!!
ทุกคนกลั้นหายใจ แม้แต่เด็กชายสามคนที่ลื่นล้มไปเมื่อครู่ก็ยังไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมาอีกแม้แต่คำเดียว
ซุนไห่กะพริบตาถี่ๆ ขณะที่น้ำชาหยดลงมาจากหัวคิ้วแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นะเื
“เหอซือหาน..เ้าคิดว่าหน้าข้าคือถาดเช่นนั้นหรือ?”
เหอซือหานกลืนน้ำลายเสียงดังเอื้อกก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาขันทีผู้ฝึกสอน ก่อนจะตอบเสียงแ่
“ข้า..ข้าแค่คิดว่า ถาดก็หน้าเหมือนท่าน..เหมือนจะมั่นคงพอให้ข้าวางถ้วยได้ขอรับ”
เสียงหัวเราะะเิออกมาทั่วทั้งลานฝึก แม้แต่ซุนไห่ก็ยกมือขึ้นลูบหน้าแล้วหัวเราะพ่นน้ำชาออกจากจมูกเช่นเดียวกันกับเด็กๆ
“ข้าให้เ้ารอดบททดสอบแรก เพราะกล้าพูดมากกว่ากลัว” ซุนไห่ยิ้มมุมปาก พลางตบไปที่หลังของเหอซือหานแรงๆ สองครั้ง
เหอซือหานรู้สึกราวกับว่าได้เกิดใหม่ เขาคิดว่าอีกเดี๋ยวตนเองคงจะถูกฟาดด้วยถาดไม้เสียอีก แต่กลายเป็ว่าคำตอบของตนกลับทำให้ซุนไห่เปลี่ยนท่าทีเป็กันเองมากขึ้น และเขาก็เริ่มมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีการสังหารทิ้งในระหว่างการฝึกฝนเป็แน่!
“เอาล่ะ บททดสอบที่สองของพวกเ้าในวันนี้มีชื่อว่า ฟังเสียงแล้วคลาน" คราวนี้ซุนไห่ไม่ได้นั่งแทะเมล็ดแตงนิ่งๆแล้ว เขากลับมายืนเป็เสาไม้ค้ำหลังคาที่มั่นคงตามเดิมอยู่กลางลานฝึก
“ขันทีฝึกหัดต้องรู้จังหวะที่เ้านายตื่น เ้านายง่วง เ้านายหงุดหงิดจากเสียงฝีเท้า”
“การฝึกฝนเป็ขันทีเหตุใดจึงฟังดูวิปลาสเช่นนี้กันนะ!” หลี่เอินรำพันเสียงเบา ส่วนเหอซือหานได้แต่อมยิ้มอยู่เงียบๆ
เขาเห็นซุนไห่เดินขึ้นไปนั่งบนแท่นสูง ข้างกายมีขันทีผู้ช่วยอีกสองคนคอยเคาะถ้วยลงบนพื้น ส่งเสียงดังเสียงเบาสลับกันไป