ลึกลงไปใต้รอยแยกของเทือกเขาเหมันต์ที่หนาวเหน็บจนิญญาแทบจะหยุดนิ่ง "ถ้ำน้ำแข็งใต้พิภพหมื่นลี้" คือสถานที่ที่แสงตะวันไม่เคยส่องถึงมานับพันปี ในความมืดมิดที่มีเพียงแสงเรืองรองจากผลึกแร่หิมะ ร่างของ ฉางเสวี่ย นั่งสงบนิ่งอยู่บนแท่นศิลาที่รายล้อมด้วยเสาน้ำแข็งธรรมชาติที่งอกเงยขึ้นมาตามกาลเวลา
นางใช้เวลาที่นี่เพียงลำพังถึงสองร้อยปี เพื่อกักขังตนเองไว้กับความเงียบงันและความหนาวเหน็บที่แหลมคมดุจเข็มเหล็ก ความทรงจำเกี่ยวกับโลกภายนอกถูกชั้นน้ำแข็งในใจปกคลุมจนเลือนราง ใบหน้าของผู้คนพร่ำเพรื่อถูกลบเลือนไป เหลือเพียงความว่างเปล่าและการเฝ้าดูการไหลเวียนของปราณในกาย
ทันใดนั้น เสียง "เปรี้ยะ" ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วโถงถ้ำ เมื่อไอพลังหยินสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากร่างของหญิงสาวประดุจัหิมะที่ตื่นจากนิทรา ความเย็นที่เคยกดทับนางไว้บัดนี้กลับถูกนางสยบได้อย่างสมบูรณ์ ฉางเสวี่ยลืมตาขึ้น ั์ตาสีน้ำเงินเข้มขยับวูบส่งประกายเจิดจ้าท่ามกลางความมืด
'200 ปี... หรือมากกว่านั้นกันแน่'
นางค่อยๆ พยุงกายขึ้นจากแท่นศิลา ร่างกายที่เคยบอบบางบัดนี้เปี่ยมไปด้วยพลังวัตรที่หนาแน่นจนอากาศรอบกายสั่นะเื ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความโหยหาผู้คน แต่คือความอิ่มเอมในมรรคผลที่ได้รับ
ความรู้สึกของการบรรลุขั้นหยวนอิงนั้นเหนือกว่าที่นางเคยจินตนาการไว้ เหมือนกับว่าร่างกายของนางได้หลอมรวมเข้ากับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ ทุกเส้นเื ทุกกล้ามเนื้อ ทุกเซลล์ในร่างกายเต็มไปด้วยพลังที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่ง นางรู้สึกได้ถึงการไหลเวียนของธาตุน้ำแข็งในอากาศรอบกาย สามารถควบคุมมันได้ด้วยความคิดเพียงเล็กน้อย
พลังวัตรที่เคยต้องใช้ความพยายามในการควบคุม บัดนี้กลายเป็ส่วนหนึ่งของการหายใจ การเคลื่อนไหวของนางแต่ละท่าทางล้วนแต่เต็มไปด้วยพลังที่ลึกซึ้ง เหมือนกับว่านางได้กลายเป็ตัวแทนของธาตุน้ำแข็งในโลกนี้
นางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าก่อนจะเข้ามาที่นี่ นางได้ร่ำลาใครไปบ้าง หรือศิษย์รับใช้ชื่ออะไร... สิ่งเดียวที่ยังคงยึดเหนี่ยวจิตใจของนางไว้คือสัญลักษณ์ของ สำนักเหมันต์เร้นลับ ที่ปักอยู่บนอกเสื้อ
ฉางเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมองเพดานถ้ำที่สูงลิบ นางผนึกปราณไว้ที่ฝ่ามือแล้วซัดออกไปเบาๆ พลังทำลายล้างที่บรรลุขั้นสูงสุดเจาะทะลวงชั้นหินและน้ำแข็งนับหมื่นลี้เปิดทางสู่โลกเบื้องบนในชั่วพริบตา
การใช้พลังครั้งนี้ทำให้นางรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน เมื่อก่อนการทำลายหินและน้ำแข็งต้องใช้พลังมาก แต่ตอนนี้เหมือนกับการเป่าลมใส่ใบไผ่ เบาสบายและไม่ต้องออกแรงเลย พลังที่ออกมาจากฝ่ามือมีความแม่นยำสูง ไม่ทำลายสิ่งที่ไม่จำเป็ แต่เจาะทะลุเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ร่างบางพุ่งทะยานขึ้นสู่ปากรอยแยกดุจภูตพรายที่หลุดพ้นจากพันธนาการ ความเร็วในการเคลื่อนที่ของนางเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ร่างกายเบาโหวงจนเกือบจะไร้น้ำหนัก การควบคุมการเคลื่อนไหวในอากาศทำได้อย่างแม่นยำ เหมือนกับว่านางได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของลมและอากาศ
เมื่อนางก้าวพ้นขอบเหวออกมาสู่โลกภายนอก ลมหนาวปะทะใบหน้าชวนให้รู้สึกถึงชีวิตอีกครั้ง แต่ความหนาวที่เคยทำให้นางรู้สึกเ็ป บัดนี้กลับให้ความรู้สึกสดชื่นและเป็มิตร เหมือนกับการได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน ิัของนางไม่รู้สึกหนาวเลย แต่กลับดูดซับความเย็นเข้าไปเป็พลังงาน
นางทอดสายตาไปทางทิศเหนือที่ซึ่งความทรงจำอันน้อยนิดบอกว่านั่นคือที่ตั้งของสำนัก ด้วยสายตาที่เพิ่งได้รับการเสริมพลัง นางสามารถมองเห็นได้ไกลกว่าเดิมหลายเท่า รายละเอียดของูเาไกลๆ ที่เคยเห็นเป็เพียงเงาๆ บัดนี้ชัดเจนราวกับอยู่ใกล้แค่เอื้อม
การรับรู้ของนางขยายออกไปในทุกทิศทาง สามารถรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของสัตว์เล็กๆ ในป่า การไหลของลำธาร การสั่นไหวของใบไม้ แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของอุณหภูมิในอากาศ ทุกอย่างเข้ามาในความรู้สึกของนางอย่างชัดเจน แต่ไม่ทำให้รู้สึกวุ่นวาย เพราะจิตใจของนางได้เรียนรู้ที่จะกรองและเลือกข้อมูลที่สำคัญ
ความรู้สึกใหม่นี้ทำให้นางเข้าใจว่า การบรรลุขั้นหยวนอิงไม่ได้เป็เพียงการเพิ่มพลัง แต่เป็การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของการมีอยู่ นางไม่ได้เป็เพียงมนุษย์ที่มีพลังมาก แต่ได้กลายเป็สิ่งมีชีวิตในระดับที่สูงกว่า เป็ผู้ที่สามารถเข้าใจและควบคุมกฎธรรมชาติได้ในระดับหนึ่ง
'ป่านนี้... ท่านอาจารย์ไม่แน่ใจว่าสบายดีอยู่หรือไม่ ส่วนคนอื่นๆ... ข้าแทบนึกหน้าใครไม่ออกเลยสักคน'
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาโดยไม่มีความเศร้าโศกใดๆ เหมือนกับเป็เพียงข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ สองร้อยปีเป็่เวลาที่ยาวนานเกินไปสำหรับชีวิตมนุษย์ธรรมดา แม้แต่ปรมาจารย์ที่มีอายุยืนก็ไม่สามารถมีชีวิตได้นานขนาดนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกแปลกใจคือ การสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับผู้คนกลับไม่ทำให้นางเ็ป แทนที่จะเป็เช่นนั้น นางกลับรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยจากภาระบางอย่าง เหมือนกับว่าความผูกพันทางอารมณ์ที่เคยมีได้ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่า
นางเริ่มออกเดินทางหวนคืนสู่บ้านเกิดด้วยความสงบเยือกเย็น ไม่มีความรีบร้อน การเคลื่อนที่ของนางเบาโหวงและรวดเร็ว แต่ละก้าวคือการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหลายสิบจังหวะ ความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต แต่ควบคุมได้อย่างแม่นยำ
ระหว่างทาง นางเริ่มทดสอบพลังใหม่ที่ได้รับ การควบคุมธาตุน้ำแข็งที่เคยต้องใช้ความเพ่งพิศ บัดนี้ทำได้ด้วยความคิดเพียงเล็กน้อย นางสามารถแช่แข็งลำธารเล็กๆ ได้โดยไม่ต้องแตะต้อง หรือสร้างดอกไม้น้ำแข็งที่ซับซ้อนและงดงามได้ในพริบตา
พลังการรักษาของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง เมื่อพบต้นไม้ที่เหี่ยวแห้ง นางสามารถส่งพลังหยินที่บริสุทธิ์เข้าไปช่วยฟื้นฟูได้ ใบไม้ที่เหลืองใสกลับเขียวชอุ่ม กิ่งก้านที่แห้งเหี่ยวกลับมีชีวิตชีวา การใช้พลังเพื่อสร้างสรรคแทนการทำลายทำให้นางรู้สึกถึงความสมดุลที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทว่าในใจกลับมีเมฆหมอกแห่งความสงสัย เมื่อััได้ว่าลมที่พัดมาจากทางสำนักนั้น ไม่ใช่ลมหনาวที่บริสุทธิ์เหมือนเมื่อสองร้อยปีก่อน แต่มันกลับแฝงด้วยกลิ่นอายที่แปลกประหลาด