ร่างสูงขยับไปยืนด้านหลัง เฉิงอี้แนบสร้อยลงกับลำคอของเขาแล้วอ้อยอิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง เซียวซีรู้สึกได้ถึงเนื้อหยกเย็น กดอยู่กับอก แต่ครั้งนี้มันกลับหนักอึ้งแปลกพิกล ราวกับจะทำนายอนาคตเบื้องหน้าโดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าคำทำนายคืออะไร หรือไม่อย่างนั้นก็อาจเป็นเพราะความหนักแน่นที่แผ่ออกมาจากตัวของเฉิงอี้ที่กดทับเขาเอาไว้
ค่ำคืนนั้น ทหารอยู่กันเงียบ ๆ ด้วยรู้ถึงชะตากรรมที่แผ่อยู่เบื้องหน้า แม้จะมีเสียงหัวเราะดังแว่ว ๆ แต่เกือบทุกคนก็เลือกที่จะนอนพักผ่อนแต่หัววัน เซียวซีเดินตรวจตราไปรอบค่ายเช่นที่ทำเป็นอาจิณ ระหว่างหยุดมองดงไม้ทางด้านหลังที่ขยับไหวผิดปกติก็มีลูกธนูแหวกผ่านอากาศเสียงดังหวือ เขาขยับหลบทัน ดูเหมือนว่าคนยิงไม่ได้ตั้งใจให้มันปักโดนเขาแต่อย่างใด
เขาก้มลงหยิบมันขึ้นมา มีกระดาษผูกอยู่กับหัวลูกศร เขาหันซ้ายหันขวา มีทหารยามยืนห่างไปไม่ไกล หากเกิดอะไรขึ้นคงช่วยเหลือได้ทัน เขาจึงคลี่กระดาษออกอ่านความความใคร่รู้
‘หลานชายที่รัก ลุงไม่รู้จะพรั่งพรูความในใจให้หลานรับรู้ได้อย่างไร ว่าลุงดีใจแค่ไหนที่ได้เห็นหลานเติบโตขึ้นเป็นบุรุษที่สง่างามถึงเพียงนี้ ดูท่าว่าสายเลือดของตระกูลจะหลั่งไหลเข้มข้นอยู่ในตัวเจ้า เช่นที่มันอยู่ในตัวมารดา หรือก็คือน้องสาวของลุง…’
ข้อความเกริ่นนำทำให้เซียวซีเกือบโยนจดหมายทิ้งเพราะมันช่างดูเหลวไหลไร้สาระและน่าจะส่งผิด บางทีคนที่ยิงธนูอาจอยากบอกความนัยกับทหารยามที่อยู่ด้านหลังเขาก็ได้ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่กระตุ้นอยู่ภายใน เซียวซีจึงอดทนอ่านต่ออีกนิด
‘เซียวซี มีความจริงบางเรื่องที่ลุงอยากให้เจ้ารู้ มันสัมพันธ์กับชาติกำเนิดและตัวตนที่แท้จริงของเจ้า หากเจ้าอยากรู้ว่ามารดาผู้งดงามของเจ้ามีต้นกำเนิดอย่างไร อะไรทำให้นางเจ็บปวดทุกข์ตรม และคนที่เจ้าเรียกว่าเสด็จพ่อนั้นชั่วช้าเพียงใด จงมาหาลุงที่ต้นน้ำในป่าด้านทิศตะวันตก ลุงคนนี้หรือก็คือฮ่องเต้แห่งแคว้นหยวนยินดีต้อนรับเจ้ากลับมาตุภูมิอย่างยิ่ง และขอฝากความปรารถนาดีไปยังฝู่ซิน น้องของพี่ที่งามจนพระจันทร์ยังต้องสยบยอม’
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าจดหมายตั้งใจส่งถึงเขา ไม่ว่าจะชื่อของเขา การเอ่ยนามมารดาและความเกี่ยวข้องกับแคว้นหยวน แต่ที่เขาไม่เข้าใจคือคำกล่าวร้ายต่อเสด็จพ่อที่รักเขายิ่งกว่าผู้ใด เซียวซีอยากหาคำตอบ แต่อีกใจหนึ่ง มันเปรียบได้กับการเดินเข้าหากับดักที่ชัดแจ้งเสียยิ่งกว่าการถลำลงไปในหุบเขาลึกเสียอีก
ด้วยความกลัดกลุ้ม ไม่อาจสลัดถ้อยคำเหล่านั้นออกจากใจได้ เขาเก็บจดหมายไว้กับตัว นอนพลิกกระสับกระส่ายและไม่อาจทิ้งปริศนาเหล่านี้ออกไปจากหัวได้ ก็แล้วมันจะไม่มีเค้าความจริงเลยได้อย่างไร ในเมื่อมารดาของเขาไม่มีญาติพี่น้องให้การสนับสนุนอยู่ในเหมืองหลวงเลย และที่มันเป็นอย่างนั้นก็อาจเพราะต้องออกจากแคว้นหยวนด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง
เซียวซีไม่มีทางบุ่มบ่ามในช่วงสงคราม แต่ไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นลุงของเขานั้นมุทะลุกว่ามาก ในคืนต่อมาที่เซียวซีเดินไปหยุดตรงจุดเดิมด้วยหวังว่าจะมีจดหมายเพิ่มเติม ชายที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้และมีเพียงแสงจันทร์สาดส่อง ดูไม่ต่างจากภูตผีได้กวักมือเรียกเขาเข้าไปหา
“ท่านน่ะหรือ ฮ่องเต้แคว้นหยวน” เขาพึมพำ ยกมือห้ามทหารยามที่ดูเหมือนจะเห็นความผิดปกติเช่นกัน จากนั้นก็เดินคลำทางไปหยุดยืนต่อหน้าชายผู้นั้น ดวงตากวาดมองว่ามีผู้ติดตามมาด้วยกี่คน ไม่น่าเชื่อว่าชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง แต่งตัวด้วยชุดดำพรางตัวจะมีเพียงสี่คนเท่านั้น
“ตอนที่แม่เจ้าหนีไป เจ้ายังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก” เสียงแข็งกระด้างเอ่ยขึ้น
เซียวซีขยับถอย มือกำด้ามดาบแน่น “หากท่านคิดว่าจะหลอกข้าด้วยนิทานหลอกเด็กได้ ข้าก็จะตอบแทนด้วยคมดาบนี้”
“หยกนั่นเป็นของแม่เจ้า แล้วนางได้บอกหรือเปล่าว่าผู้ที่มอบให้นางคือชายที่แต่งตั้งนางให้เป็นฮองเฮากับมือ แต่สุดท้ายแล้ว นางก็ทรยศเขาไปกับชายชู้”
“เหลวไหล”
“เข้ามาสิ ลุงจะเล่าให้ฟัง”
คำเชิญชวนนั้นไม่ต่างจากจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่ล่อหลอกให้คนเดินเข้าหาจุดจบ แต่เซียวซีก็ยังอยากเดินต่อไป