นายน้อยเจ้าสำราญ : คนบ้าแห่งต้าเฉิน (นิยายแปล)**จบแล้ว**

    ตอนที่ 55 น้อยคนนักที่เข้าใจเขา

    ตอนที่ 55 น้อยคนนักที่เข้าใจเขา


    ได้ยินว่าที่หอต้านสุ่ยมีอาหารจากสวีเสี่ยวเสียนเพิ่มมาอีกสามอย่าง จี้เยวี่ยเอ๋อรู้สึกหิวขึ้นมาทันใด


    รสชาติเลิศรสของเต้าหู้ผิงเฉียวกับผัดหัวปลาเกล็ดเงินยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำของนาง คาดมิถึงว่าสวีเสี่ยวเสียนจะทำอาหารออกมาใหม่อีก มิว่าเยี่ยงไรก็ต้องไปลิ้มรสให้ได้


    ในเมื่อจะไปกินอาหารเลิศรส แน่นอนว่ามิสามารถลืมน้องสาวเยี่ยงจี้ซิงเอ๋อไปได้ การทะเลาะกันคือความขัดแย้งภายใน นางคุ้นชินกับการทะเลาะกับน้องสาวมาตั้งแต่ยังเยาว์แล้ว เมื่อมีเรื่องดี ๆ เช่นนี้นางย่อมพาน้องสาวไปด้วยอยู่แล้ว


    รถม้าของโจวรั่วหลานตรงไปยังจวนจี้ เมื่อจี้ซิงเอ๋อที่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจมากยิ่งนัก นางกอดพี่สาวทั้งยังหอมแก้มพี่สาวของตนฟอดใหญ่อีกด้วย “รู้อยู่แล้วว่าท่านพี่ดีต่อข้าที่สุด”


    จี้เยวี่ยเอ๋อถลึงตาใส่นาง “ดังนั้นจะเทียบขนาดอีกหรือไม่ ? ”


    “ไม่ ๆ ๆ ข้ารู้สึกว่าขนาดเล็กก็ดีเช่นกัน มันช่างวิจิตรนัก”


    “เหอะ ! ”


    สองพี่น้องเดินขึ้นรถม้า โจวรั่วหลานจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีประหลาดใจว่า “จวนเฉียนที่อยู่ข้าง ๆ จวนสวี ได้ย้ายบ่าวที่คอยดูแลเรือนผู้นั้นไปยังเมืองเหลียงโจวแล้ว เรือนของเขาฝากไว้ที่พ่อค้านายหน้าตั้งสองปี ราคาตั้ง 500 ตำลึงเชียว ราคาสูงถึงเพียงนี้ผู้ใดจะไปอยากได้กัน”


    สีหน้าของจี้เยวี่ยเอ๋อดูมิเป็นธรรมชาติทันใด


    แต่โจวรั่วหลานมิได้สนใจ “ซูผิงอันผู้นั้นมีเงินทว่าโง่เขลา คาดมิถึงว่าเขาจะซื้อเรือนหลังนั้น ! เขากล่าวว่า...เขารู้สึกว่าสวีเสี่ยวเสียนแตกต่างจากผู้คนทั่วไป เขาจึงอยากผูกมิตรด้วย”


    โจวรั่วหลานกางแขนทั้งสองออก “พวกเจ้ารู้หรือไม่ ? ข้าคิดว่าซูผิงอันเป็นคนโง่เขลามิมีสมอง แต่คาดมิถึงว่าวันนี้ตอนที่เขานำตั๋วเงินไปหาพ่อค้านายหน้า จึงได้ทราบว่าเรือนหลังนั้นถูกผู้อื่นซื้อไปแล้ว”


    “ฮ่า ๆ ๆ ๆ มิทราบเช่นกันว่าเป็นผู้ใดที่โง่เขลาซื้อเรือนซอมซ่อนั่น ซูผิงอันหดหู่ใจอยู่เนิ่นนาน พวกเจ้าว่าน่าขันหรือไม่ ? ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อและจี้ซิงเอ๋อหันไปมองหน้ากัน จี้ซิงเอ๋อยื่นหน้าเข้าไปแล้วเอ่ยถามเสียงแผ่วว่า “เจ้ามิทราบจริง ๆ หรือว่าคนโง่จากที่ใดมาซื้อไป ? ”


    “ข้าจะไปรู้ได้เยี่ยงไร ? เขาให้พ่อค้านายหน้ารักษาเป็นความลับเอาไว้”


    “ไอหยา...เช่นนั้นข้าจะบอกให้เจ้าฟัง”


    ในตอนที่จี้ซิงเอ๋อกำลังจะบอกเล่า จี้เยวี่ยเอ๋อก็ได้จับเข้าที่เอวของจี้ซิงเอ๋อ จากนั้นก็บีบเนื้อของนางแล้วออกแรงบิด


    “โอ๊ย...”


    ใบหน้าของจี้เยวี่ยเอ๋อแดงก่ำ เยี่ยงไรเรื่องนี้ก็ปิดมิมิดเป็นแน่ เมื่อใดที่เรือนนั้นตกแต่งซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว นางก็พร้อมย้ายเข้าไปอยู่อาศัยทันที โจวรั่วหลานเป็นสหายสนิทของนาง ดังนั้นโจวรั่วหลานต้องไปเยือนถึงประตูเรือนเป็นแน่ สู้ยอมรับไปซึ่ง ๆ หน้ายังจะดีเสียกว่า


    “ข้ารู้สึกว่าฮวงจุ้ยของเรือนหลังนั้นดีเป็นอย่างยิ่ง มิใช่ว่าคหบดีเฉียนย้ายไปรัฐเหลียงแล้วหรอกหรือ ดังนั้นแล้ว...คนโง่ที่ซื้อเรือนหลังนั้นก็คือข้าเอง”


    โจวรั่วหลานสูดหายใจเข้าลึก


    “เอาเถิด ข้าผิดไปแล้ว ! ฮวงจุ้ยของเรือนหลังนั้นดีเป็นอย่างยิ่ง ด้านข้างยังมีสวีเสี่ยวเสียนหรือสวีฝานจืออาศัยอยู่อีกด้วย ถือว่าเต็มไปด้วยบรรยากาศของวรรณกรรม”


    ดวงตาหงส์ของจี้เยวี่ยเอ๋อตวัดมองด้วยอารมณ์ที่แปรปรวน “หยุดคิดไร้สาระประเดี๋ยวนี้ ! ”


    “ท่านพี่ ท่านหยิกข้าเนื่องด้วยเหตุอันใดกัน ? ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อหันหน้าหนี “ข้าหยิกเจ้าเมื่อใดกัน...ถึงแล้ว ลงรถ ! ”


    ......


    ......


    กิจการของหอต้านสุ่ยในตอนนี้ดีกว่าในอดีตมากโข !


    ประการแรกราชวงศ์ต้าเฉินได้ก่อตั้งมา 16 ปีแล้ว ประเทศมีความมั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ เหล่าพ่อค้าจึงกระตือรือร้นกันมากขึ้น


    เขตเหลียงอี้มีระยะห่างมิไกลจากราชวงศ์เว่ย์เหนือและแคว้นซีหยุน บัดนี้ราชวงศ์ต้าเฉินกับทั้งสองแคว้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน เพราะมิได้มีข้อห้ามเกี่ยวกับการค้าขายที่เขตชายแดน


    ดังนั้นจึงมีพ่อค้าหาบเร่หลั่งไหลเข้ามาที่นี่ ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผ้าไหม ชาและเครื่องลายครามที่ผลิตจากราชวงศ์ต้าเฉินได้รับความชื่นชอบจากบุคคลสำคัญของทั้งสองแคว้นเป็นอย่างมาก


    อีกทั้งดาบ กระบี่ ม้า โค กระบือและแกะที่ผลิตจากทั้งสองแคว้นนั้นก็เป็นที่ชื่นชอบของเศรษฐีในราชวงศ์ต้าเฉินเช่นกัน


    หลังจากที่มีการไปมาหาสู่กัน เขตเหลียงอี้ที่ห่างไกลความเจริญนี้ก็ค่อย ๆ รุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ


    ส่วนประการที่สอง หอต้านสุ่ยคือภัตตาคารที่มีระดับที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดของเขตเหลียงอี้ หลังจากที่นำเสนอเต้าหู้ผิงเฉียวและผัดหัวปลาเกล็ดเงินออกไป ก็ได้รับความชื่นชอบจากพ่อค้าเร่ที่มาจากเจียงหนานมากยิ่งขึ้น


    ความมั่งคั่งของต้าเฉิน ทำให้เจียงหนานกลายเป็นเขตที่ร่ำรวยที่สุด !


    พ่อค้าเหล่านี้ส่วนมากทำกิจการผ้าไหม ตระกูลของพวกเขามั่งคั่งเป็นอย่างมาก อาหารสองรายการนี้เหมาะสำหรับรสนิยมของพวกเขา ดังนั้นลูกค้าที่มาเยือนหอต้านสุ่ยส่วนมากจะเป็นพ่อค้าจากเจียงหนาน


    บัดนี้เป็นเวลาของมื้อกลางวันพอดี ภายในหอต้านสุ่ยจึงมิมีที่ว่างให้นั่งเลย


    จูจ้งจี๋ในฐานะบุตรชายของตระกูลที่ร่ำรวยอันดับหนึ่งของเขตเหลียงอี้ ได้ส่งคนมาจองห้องรับรองเซียนเค่อหลายของชั้นสองเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว


    โจวรั่วหลานพาสองพี่น้องเดินตามหลงจู๊เถาเข้าไปในห้องรับรอง


    ซูผิงอันที่อยู่ในห้องรับรองถอนหายใจออกมา “ข้ามิเข้าใจเลย เรือนที่อยู่ข้าง ๆ จวนสวีติดอยู่ที่พ่อค้านายหน้าตั้งสองสามปีแล้ว วันนี้พอข้าตัดสินใจซื้อ มันกลับถูกขายไปเสียแล้ว เจ้าว่าสมองของผู้ที่ซื้อเรือนนั้นมีปัญหาหรือไม่ ? เฮ้อ...”


    จี้เยวี่ยเอ๋อนั่งลงพลางชำเลืองมองซูผิงอัน ด้วยสีหน้ามิพอใจ 


    จี้ซิงเอ๋อเองก็นั่งลง จากนั้นก็จ้องเขม็งไปทางซูผิงอัน ซึ่งสายตาของนางค่อนข้างเย็นชา ซูผิงอันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหารจาง ๆ เขามองไปทางจี้ซิงเอ๋อพลางหนีบสองขาเอาไว้แน่น


    “คุณชายซูจากซูโจว ผู้ใดจะนำเรื่องค้าขายไปบอกเล่าให้ผู้อื่นฟังกัน ? เรือนหลังนั้นติดอยู่ที่พ่อค้านายหน้าตั้งหลายปี หรือว่าคุณชายซูสนใจมัน...ดังนั้นจึงมิอนุญาตให้ผู้อื่นซื้อเยี่ยงนั้นหรือ ? ”


    “ข้ามองว่า หากจะโทษ...ก็โทษที่มือของคุณชายซูสั้นไปเล็กน้อย นอกจากนี้...เจ้าเป็นบุรุษจะซื้อเรือนข้าง ๆ จวนสวีไปทำอันใดกัน ? ”


    “ข้าจะบอกความจริงกับเจ้าก็แล้วกัน เรือนหลังนั้น พี่สาวของข้าเป็นคนซื้อเอง เจ้าว่า...สมองของพี่สาวข้ามีปัญหาเยี่ยงนั้นหรือ สมองของสวีเสี่ยวเสียนก็มีปัญหาเช่นกัน สมองของพวกเขาต่างก็มีปัญหาด้วยกันทั้งคู่ ถือเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างมาใช่หรือไม่ ? ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อหันหน้าไปมองจี้ซิงเอ๋อ นางหมายความว่าเยี่ยงไร ?


    สมองของพวกเขาสองคนต่างก็มีปัญหา นี่มันหมายความว่าเยี่ยงไรกัน ?


    ซูผิงอันอ้าปากค้าง ทันใดนั้นเขาถึงได้เข้าใจว่าตนได้ทำให้นางขุ่นเคืองโดยมิทันระวัง


    แต่ว่า... แต่ว่าเหตุใดจี้เยวี่ยเอ๋อถึงซื้อเรือนหลังนั้นกัน ?


    จูจ้งจี๋หมดอาลัยตายอยากในทันใด ใช่แล้ว ! สมองของทั้งสองคนต่างก็มีปัญหา ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันเสียจริง ! การกระทำของจี้เยวี่ยเอ๋อแสดงออกชัดเจนถึงเพียงนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่านางสนใจในตัวสวีเสี่ยวเสียน นี่มิใช่เค้าลางที่ดีเลยสักนิด


    ซูผิงอันยกมือขึ้นมาคารวะจี้เยวี่ยเอ๋อ เขาจ้องมองนางด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่นพลางเอ่ยว่า “คุณหนูเยวี่ยเอ๋อโปรดยกโทษให้ข้าด้วย ข้ามิทราบโดยแท้จริงว่าคุณหนูเป็นผู้ซื้อ โปรดยกโทษให้กันด้วย”


    “มิเป็นไร ข้ามองว่าฮวงจุ้ยของเรือนหลังนั้นมิเลวเลย... คุณชายจู วันนี้พวกเราจะทานอันใดกัน ? ”


    ทานอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ?


    ใช่ ! พวกเรามาที่นี่เพื่อทานอาหาร อย่าให้เรื่องนี้ส่งผลต่อความอยากอาหารเลย


    “หลงจู๊เถา นำอาหารใหม่สองรายการนั้นมาให้พวกเราลิ้มลองด้วย”


    “ขอรับ ! ”


    หลงจู๊เถาหันหลังเดินออกไป จูจ้งจี๋จึงหันไปมองทางจี้เยวี่ยเอ๋อแล้วเอ่ยถามออกมาอย่างตะกุกตะกักว่า “เจ้า...ซื้อเรือนหลังนั้น เพราะฮวงจุ้ยมิเลวจริง ๆ หรือ ? ”


    “แล้วเจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดกันล่ะ ? ”


    “ฮึ ๆ ข้านึกว่าเจ้าสนใจในตัวสวีเสี่ยวเสียนเสียอีก” จูจ้งจี๋เพิ่งวางใจได้มินาน จี้เยวี่ยเอ๋อก็ได้ยิงศรปักลงกลางใจของเขาอีกครา


    “ข้ามิขอปิดบังพวกท่าน ข้าสนใจในตัวสวีเสี่ยวเสียนอย่างแท้จริง ! ”


    นอกจากจี้ซิงเอ๋อแล้ว แม้แต่โจวรั่วหลานก็ตื่นตกใจเช่นกัน “ไม่ ! เยวี่ยเอ๋อ ข้าเคยเห็นใบสั่งยาของเขา โรคของเขาร้ายแรงยิ่งนัก เจ้าอย่าได้ผลีผลามเชียว ! ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อยกยิ้มขึ้นมาบาง ๆ หลังจากนั้นก็ถอนหายใจออกมาหนัก ๆ “ใต้หล้านี้...น้อยคนนักที่จะเข้าใจเขา ! ”


    ดวงตาของซูผิงอันเป็นประกายขึ้นมาทันใด “ข้าเข้าใจ ! ”


    เจ้าเข้าใจกับผีน่ะสิ !


    จี้เยวี่ยเอ๋อนำบทกวีทั้งสองบทที่อยู่ในแขนเสื้อออกมา “เจ้าลองอ่านสิ่งนี้ดู แล้วจงเอ่ยมาว่าเจ้าเข้าใจเขามากเพียงใด ? ”


    คล้ายกับเรื่องนายน้อยเจ้าสำราญ : คนบ้าแห่งต้าเฉิน (นิยายแปล)**จบแล้ว** ที่คุณอ่าน