หลิวอิ่นเอ่ยเสียงใสเจื้อยแจ้ว อาจจะเพราะเห็นกันมาตั้งแต่เล็กเจ้าตัวเลยไม่มีทีท่าขี้อาย แต่หลิวชิ่งกลับคิดว่าแบบนี้ไม่ดีนัก หากยังไม่กล้าสู้หน้าผู้อื่นแบบนี้อาจจะติดนิสัยขี้กลัวไปจนโต ทำอะไรก็ต้องรอพ่อแม่ให้ท้ายทุกครั้งทั้งเฟิงจื่อซือและหลิวเต๋อหมินช่างเลี้ยงลูกแบบตามใจเกินไปเสียจริง หลิวอิ่นถึงได้ไม่เป็นผู้เป็นคนเสียที"คิดว่าคงชอบ แต่อย่าทำมันตายล่ะ ไม่งั้นท่านแม่อาจเสียใจได้" เขาพยักหน้าพลางยิ้มให้กับอีกฝ่าย"ข้าจะระวัง" หลิวอิ่นพยักหน้ารับก่อนจะวิ่งออกไปทางเรือนสี่ฤดูหลิวชิ่งมองตามจนคนพี่หายไปจากสายตา มือเล็กปิดตำราที่ตนกำลังอ่านลง พลางลุกขึ้นและเดินไปอีกทางตรงข้ามกับหลิวอิ่น ตัดผ่านสวนที่รายล้อมไปด้วยต้นเหมยและดอกไม้สีสวยงดงาม เข้าสู่เขตเรือนใหญ่ของพรรควังโลหิตที่ดูดุดันน่าเกรงขาม ตัวเรือนสร้างจากไม้สีดำสนิท ลานข้างหน้าปูด้วยหินสีหม่นให้สัมผัสที่เย็นเยียบ ที่น่าตระการตาก็คือธารน้ำสีแดงสดดั่งเลือดที่ผุดออกมาจากใต้ผืนดินกลายเป็นสระโอบล้อมไปทั่วเรือน นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อพรรควังโลหิตเรือนธาราโลหิตคือที่พักผ่อนของประมุขพรรค ทว่าหลังจากแต่งงานกับเฟิงรุ่ยหลิวเต๋อหมินก็ได้สร้างเรือนสี่ฤดูแยกให้กับนางและย้ายตนเองไปพักที่นั่นแทน เหตุเพราะที่ธาราโลหิตออกจะวุ่นวายไม่เหมาะแก่การพักผ่อนซึ่งบางทีหลิวชิ่งก็สงสัยว่าสตรีที่มีจิตใจดีเช่นเฟิงจื่อซือแต่งงานเข้ามาอยู่เป็นคู่ชีวิตกับบิดาตนได้อย่างไร แล้วแบบนี้เวลาที่หลิวเต๋อหมินลงมือสังหารใครจะไม่สะเทือนใจแย่รึ? เว้นแต่ว่าหากไม่ใช่คนใจแข็งมากพอก็เลือดเย็นไม่ต่างจากสามี ที่โอนอ่อนใจดีก็อาจจะเฉพาะครอบครัวเท่านั้น"หลิวชิ่ง มาหาพ่อเจ้ารึ? "ระหว่างที่กำลังเดินบนทางเชื่อมเพื่อไปที่ห้องทำงานของหลิวเต๋อหมิน เสียงหนึ่งก็ทักทายขึ้นมา หลิวชิ่งหันไปมองก็พบว่าเป็นผู้อาวุโสตงซ่านเจี๋ยกำลังเดินตรงมาทางเขา คนผู้นี้อยู่ในชุดสีครามตัดลวดลายสีดำ ใบหน้าดูสะอาดสะอ้านน่านับถือ ดูยิ้มทว่าก็ไม่ยิ้มคล้ายมีลับลมคมใน ลักษณะภายนอกคล้ายกับบัณฑิตมากกว่าผู้อาวุโสพรรคมาร สายตาคมดุจกระบี่ไปรอบ ๆ ราวกับหาอะไรบางอย่าง"ทำไมไม่เอาคนรับใช้ตามมาด้วย"ตงซ่านเจี๋ยย่อกายลงมาให้สายตาอยู่ระดับเดียวกันกับเด็กน้อยเบื้องหน้า คนผู้นี้นับได้ว่าเป็นสหายที่หลิวเต๋อหมินสนิทและไว้ใจที่สุด จนหลิวชิ่งอยากจะรู้นักว่าเพราะเหตุใดบิดาของตนถึงได้กล้าไว้ใจคนผู้นี้จนแทบจะนับเป็นครอบครัวอีกคน"ไม่ใช่ว่ามีคนของท่านพ่อตามข้าตลอดอยู่แล้วหรอกหรือ" เด็กน้อยกระพริบตาปริบ ๆ และกล่าวตอบตามตรงเมื่อครู่ที่อีกฝ่ายกวาดตามองหาก็คือคนคุ้มกันที่ซ่อนตัวตามเขาอยู่ตลอดเวลา แม้จะดูไม่เป็นส่วนตัว ทว่าก็คงดีกว่าที่จะให้เขาเดินไปมาที่เรือนธาราโลหิตตัวคนเดียว แม้จะเป็นคนของพรรควังโลหิตก็ใช่ว่าจะภักดีกันหมดทุกคน"ไม่ได้หมายถึงแบบนั้น อย่างน้อยเจ้าก็ควรมีคนรับใช้ที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลา"หลิวชิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าของเด็กน้อยดูงอแงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ "ข้าไม่ชอบคนรับใช้ของท่านแม่ พวกเขามักห้ามข้าไปเสียทุกเรื่อง แม้กระทั่งการมาที่นี่"เพราะเห็นเขาเป็นแค่เด็กที่ไม่ประสีประสา แม้กระทั่งการวิ่งเล่นยังแทบจะอุ้มเขาแล้ววิ่งแทน นับประสาอะไรกับการพาเขามาที่ธาราโลหิต คงคิดว่าที่นี่มันน่ากลัวไม่เหมาะกับการที่เด็กจะมาวิ่งเล่นกระมัง ถ้าพวกนั้นอยากประคบประหงมก็ไปทำกับหลิวอิ่นแทนเถอะแต่ก็นับว่ายังดีที่บิดาตนไม่ห้ามที่เขามาที่นี่ แม้จะแลกกับการที่ตนต้องถูกคนตามเป็นเงาแทนก็ตาม"หลิวเต๋อหมินกำลังคุยเรื่องงานอยู่ ถ้าเจ้ามาหาเขาเพราะอยากรู้อะไรก็ถามข้าแทนได้"หลิวชิ่งมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส "คราวก่อนท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าที่นี่มีคลังอาวุธ ท่านอาพาข้าไปดูจะได้หรือไม่"เขาชอบตรงที่เรือนธาราโลหิตมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ทั้งห้องหนังสือที่รวมศาสตร์หลายด้านให้ศึกษา ทั้งคลังอาวุธที่มีศาสตราวุธหลากชนิดนับไม่ถ้วน การฝึกวิชาอาคมนอกรีตประหลาด ที่นี่เหมาะกับเขามากกว่าเรือนสี่ฤดูมากนัก"ได้สิ ข้าจะพาเจ้าไปดูเอง"หลิวชิ่งยิ้มกว้างอย่างดีใจ ตงซ่านเจี๋ยลุกขึ้นยืนพลางยื่นมือมาทางเขา เด็กน้อยจึงเอื้อมไปจับมืออีกฝ่ายทันที ก่อนที่ผู้อาวุโสตงจะจูงมือพาเขาเดินไปยังห้องเก็บอาวุธทั้งคู่เดินอ้อมมาทางด้านหลังเรือนธาราโลหิตและหยุดอยู่หน้าบานประตูขนาดใหญ่ มันสร้างด้วยเหล็กกล้าหนาหนักและมีอาคมผนึกเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อกันผู้ไม่หวังดีแอบเข้ามาขโมยหรือทำลายได้โดยง่ายตงซ่านเจี๋ยปลดผนึกให้คลายออก และดันประตูให้เปิดออกด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย หลิวชิ่งมองตามอย่างไม่คลาดสายตา การมีพลังมันช่างเป็นเรื่องง่ายแก่ชีวิตนักดูแล้วช่างรู้สึกตื่นตาตื่นใจและน่าอิจฉาทุกครั้ง เขาเองก็อยากจะทำแบบนั้นให้ได้เร็ว ๆ เหมือนกัน"ที่นี่ถูกลงอาคมปิดไว้ไม่ให้ใครเข้าออกโดยพลการ คราวหลังหากเจ้าอยากมาก็บอกข้าหรือหลิวเต๋อหมินก่อน""เข้าใจแล้วท่านอา" หลิวชิ่งพยักหน้ารับ ต่อให้ที่นี่ไม่ลงอาคมไว้เขาก็ไม่สามารถเปิดประตูเหล็กนั่นได้ด้วยตัวคนเดียวอยู่แล้วตงซ่านเจี๋ยจูงมือเขาเดินเข้าไปข้างใน แสงไฟถูกจุดขึ้นมาให้มองเห็นรอบห้อง หลิวชิ่งมองด้วยความตื่นตาตื่นใจ อาวุธทุกอย่างถูกรวบรวมมาไว้ที่นี่ กระบี่ มีดสั้น ทวนยาว ค้อน กระบอง แม้กระทั่งสิ่งของอย่างเช่นพัดเหล็กหรือเครื่องดนตรี เมื่ออยู่ในมือคนธรรมดามันย่อมเป็นแค่ของไร้ค่า แต่กับคนที่มีพลังปราณย่อมกลายเป็นอาวุธชั้นเลิศหลิวชิ่งหยิบพวกอาวุธชิ้นเล็กขึ้นมาดูทีละอย่างด้วยความสนใจ บางอย่างเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันใช้ทำอะไรได้บ้างจึงถามตงซ่านเจี๋ย อีกฝ่ายก็ตอบให้ความรู้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่เขามิอาจยกพวกของชิ้นใหญ่อย่างดาบหรือกระบี่ไหว จึงทำได้เพียงแต่มองเท่านั้น"อันนั้นอย่าจับ มันมีพิษ"ตงซ่านเจี๋ยกล่าวพลางยกมือขึ้นมาห้ามเมื่อหลิวชิ่งกำลังจะเอื้อมไปหยิบเข็มแท่งยาวสีดำ เด็กน้อยมองมันอย่างสงสัยก่อนจะเอ่ยถาม"ถ้าจับไม่ได้แล้วปกติใช้ยังไง ต้องสวมถุงมือตลอดเลยงั้นหรือ"ตงซ่านเจี๋ยส่ายหน้า "ความจริงแล้วก็จับได้ แต่มันออกจะอันตรายสำหรับคนทั่วไปหน่อย"กล่าวพลางเอื้อมมือไปหยิบเข็มขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะใช้ปลายเข็มแทงไปบนฝ่ามืออีกข้างและดึงออกอย่างรวดเร็ว หลิวชิ่งมองเลือดที่ซึมออกมาเพียงนิด พร้อมกับผิวหนังตรงบาดแผลจะกลายเป็นสีดำและลุกลามกว้างขึ้นเรื่อย ๆ"เห็นไหม แค่ปลายเข็มทิ่มผิวพิษก็แล่นไปทั่วแล้ว"ตงซ่านเจี๋ยเก็บเข็มไปวางไว้ที่เดิมด้วยสีหน้าและท่าทางปกติ ราวกับว่าพิษเมื่อครู่ไม่ได้มีผลอันใดกับร่างกาย ทำให้เด็กน้อยมองด้วยความแปลกใจ ไหนว่ามันคือพิษร้ายแรง แล้วแบบนี้หากใช้เป็นอาวุธจะสามารถฆ่าศัตรูได้หรือ"ท่านบอกว่ามันอันตราย แต่ข้าไม่เห็นมันจะส่งผลอะไรต่อท่านเลย"ผู้อาวุโสมารหัวเราะเสียงเบา "หลิวชิ่ง ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูเจ้าไม่ควรบอกว่าตนเองเก่งกาจด้านไหนหรือมีจุดอ่อนอะไร เข้าใจที่ข้าพูดใช่ไหม"เรื่องแบบนี้ทำไมเขาจะไม่รู้กันเล่า แต่ที่เขาสนใจคือความสามารถของตงซ่านเจี๋ยมากกว่า ถึงอีกฝ่ายจะไม่ยอมปริปากพูด ทว่าเขาก็จะใช้ความขี้สงสัยในร่างเด็กถามต่อไปเรื่อย ๆ นี่แหละ"เช่นนั้นหากข้าอยากทำแบบท่านได้บ้างเล่า"ตงซ่านเจี๋ยมองเขาด้วยสีหน้าประหลาด พลางหัวเราะออกมา มือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาดีดหน้าผากของตนเบา ๆ หลิวชิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อถูกกระทำเช่นนี้"เจ้านี่ช่างดื้อดึงนัก รู้ไหมว่ามันอาจจะทำให้เจ้าตายได้หากคิดอยากเป็นเช่นข้า"หลิวชิ่งลอบหัวเราะกับตนเอง ความตายมิใช่จุดจบของที่สุดทั้งตนยังเคยผ่านมันมาแล้ว เหตุใดเขาจะต้องเกรงกลัวด้วย หากเทียบกันแล้วเขากลัวความอ่อนแอไร้พละกำลังเสียมากกว่า"แต่ข้าอยากแข็งแกร่งเหมือนท่านอานะ สอนข้าไม่ได้หรือ"เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน พลางจ้องเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า พยายามทำให้เหมือนกับว่าตนเองมีความมุ่งมั่นอยากจะเรียนรู้"ถ้าสนใจนักเอาไว้โตกว่านี้ข้าถึงจะสอน"เขาถอนหายใจ ก็จริงดังที่ว่า ตอนนี้เขาเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ที่ยังป้องกันตนเองไม่ได้ด้วยซ้ำ คิดไปคิดมาก็ช่างอิจฉาหลิวอิ่นไม่น้อยเหมือนกัน รายนั้นสมควรที่จะเริ่มฝึกพื้นฐานร่างกายได้แล้ว แต่กลับลอยชายเล่นไร้สาระเป็นเด็กไม่ยอมโต ต่างจากเขาที่ต้องการจะเติบโตเร็ว ๆ"โตที่ว่า ต้องรออีกกี่ปีกัน"หลิวชิ่งพึมพำด้วยสีหน้าของเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจ ทว่าตงซ่านเจี๋ยก็ได้ยินชัดเต็มสองหู เสียงถอนหายใจจากคนที่เป็นผู้ใหญ่ดังขึ้นทำให้เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นไปมอง อีกฝ่ายลดตัวลงมาคุยกับเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม"ทำไมถึงอยากเรียนวิชามากถึงเพียงนั้น เจ้าอยากก้าวสู่โลกที่โหดร้ายมากกว่าจะสนุกกับการเป็นเด็กหรืออย่างไร"เขาไม่เคยรับรู้ว่าการเป็นเด็กมันต้องสนุกอย่างไร อย่างหลิวอิ่นที่เล่นสนุกไปวัน ๆ เขาก็ลองทำมาแล้ว แต่ความคิดอ่านของเขาผ่านพ้นคำว่าเด็กมานานแล้วดังนั้นจึงไม่ค่อยเข้าใจนัก ตั้งแต่จำความได้ก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตในโลกที่โหดร้ายไร้ซึ่งความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง อยู่แค่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น"ข้าแค่ไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ"เพราะเมื่อไหร่ที่ไร้กำลังก็จะเป็นฝ่ายถูกกดขี่ การอยู่เหนือผู้อื่นจะทำให้ตนเองสามารถอยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเป็นใหญ่ ยิ่งพวกเขาเป็นพรรคมารที่ฝึกวิชานอกรีต ในสายตาของพวกเซียนก็เป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องกำจัดทิ้ง"ไม่มีใครอยากเป็นคนอ่อนแอหรอก แต่เรื่องบางเรื่องก็ปล่อยให้ค่อยเป็นค่อยไปตามเวลาเถิด ฝืนไปก็ใช่ว่าจะดีต่อตัวเจ้า"ตงซ่านเจี๋ยกล่าวพลางลูบศีรษะของหลิวชิ่ง ดวงตาสีเทาจ้องอีกฝ่ายก่อนจะก้มหน้าลงมามองตนเองอย่างเปรียบเทียบ ร่างกายของเขาตอนนี้เรียกได้ว่าสูงเลยเข่าพวกผู้ใหญ่นิดเดียวเท่านั้น จะทำอะไรด้วยตนเองก็ยังไม่ค่อยสะดวกนักบางทีเขาอาจจะใจร้อนเกินไป เพราะเริ่มต้นใหม่กับร่างของเด็กน้อยไร้ความสามารถ ทำให้เขาหวาดกลัวว่าจะตกเป็นรอง ที่ตงซ่านเจี๋ยกล่าวมาก็ถูก แม้ใจจะพร้อมแต่ตัวเขากับไม่พร้อม ยิ่งเป็นศาสตร์มืดด้วยแล้วคงถูกย้อนกลืนกินไปเสียก่อน"ข้าเข้าใจแล้ว"หลิวชิ่งตอบรับอย่างจำใจ ที่ผ่านมาเขายังอดทนรอเพื่อเป้าหมายได้ ครั้งนี้ก็ต้องทำได้เช่นกัน"ได้ยินเช่นนี้ข้าก็ดีใจ มาเถิด เจ้าอยากดูอาวุธต่อหรือกลับเรือนสี่ฤดู"หลิวชิ่งส่ายศีรษะ "ข้ายังไม่อยากกลับ"ได้ยินเช่นนั้นตงซ่านเจี๋ยจึงลุกขึ้นพลางเดินนำไปอีกฝั่ง เท้าเล็กก้าวตามไปติด ๆ ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงักลง หางตาหันไปเห็นมีดสั้นสวมปลอกวางอยู่ เขาเหลือบมองดูผู้อาวุโสพรรคมารเพียงครู่ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันซ่อนในชายเสื้อและเดินต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นับตั้งแต่กลับออกมาจากห้องเก็บคลังอาวุธ หลายเดือนต่อมาหลิวชิ่งอยู่ติดเรือนสี่ฤดูมากขึ้น มิค่อยได้ไปขลุกตัวที่ธาราโลหิตดังเช่นเกือบทุกวันอีก พวกผู้ใหญ่ก็ดูเหมือนจะสบายใจขึ้นเมื่อเขาทำแบบนั้น ช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนสี่ฤดูเขาก็มิได้ทำอันใดมาก วันหนึ่งก็คุยเล่นกับมารดา มองนางเย็บปักถักร้อยตามประสาสตรี บ้างก็ช่วยหลิวอิ่นฝึกวาดเขียนหนังสือ อยู่เป็นเพื่อนเล่นให้กับอีกฝ่ายจนตอนนี้ติดเขายิ่งกว่ามารดาไปเสียแล้ว"อาชิ่ง ไปเล่นลูกหนังกัน"หลิวชิ่งถอนหายใจให้กับเสียงตะโกนที่ดังมาตั้งแต่ยังไม่เห็นตัว หลิวอิ่นวิ่งเข้ามาหาเขาในเรือนพร้อมกับลูกหนังในมือ"นี่มันใกล้ค่ำแล้วนะ ยังจะเล่นอยู่อีกเหรอ"แม้ตะวันยังไม่ตกดินแต่อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็จะมืดแล้ว ยิ่งพวกเขาอยู่กลางป่าลึกที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ย่อมมืดเร็วกว่าปกติหลิวอิ่นทำหน้ามู่ทู่คล้ายผิดหวัง "แปปเดียวเอง เมื่อวานเจ้าบอกว่าจะเล่นด้วยก็ไม่ได้เล่นนี่"หลิวชิ่งถอนหายใจ "ก็ได้ ก็ได้"หลิวอิ่นยิ้มแฉ่งก่อนจะเข้ามาจูงมือตนวิ่งออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว ทำให้หลิวชิ่งจำต้องวิ่งตามอย่างเสียไม่ได้ เด็ก ๆ นี่ช่างรีบร้อนราวกับว่าพรุ่งนี้จะไม่มีเวลาเล่นอีกอย่างนั้นแหละพวกเขาออกไปเล่นตรงลานหญ้าไม่ไกลจากตัวเรือนนัก ผลัดกันเตะลูกหนังไปมาประมาณสองเค่อ หลิวอิ่นก็เผลอเตะแรงเกินจนลูกหนังลอยปลิวข้ามหัวหลิวชิ่งไปทางพุ่มไม้"เจ้าเตะแรงไปแล้ว ดูสิปลิวไปไหนแล้วก็ไม่รู้"หลิวชิ่งบ่นก่อนจะวิ่งไปตามทิศทางของลูกหนังเพื่อตามหามัน ร่างของเด็กน้อยแหวกพุ่มไม้ที่สูงกว่าตัวเองออกพลางกวาดตามองหา เช่นเดียวกับหลิวอิ่นที่วิ่งมาช่วยอีกแรงคนพี่ถาม "เจอไหม"คนเป็นน้องส่ายหน้า "ไม่เจอ"เห็นดังนั้นหลิวอิ่นจึงแทรกตัวเข้าไปตามพุ่มไม้ นับว่ายังดีที่อีกฝ่ายสูงพอจะกวาดตามองได้ทั่วถึงกว่าหลิวชิ่ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาไม่เจอ เจ้าตัวจึงบ่นออกมา"ก็มันกลิ้งมาแถวนี้นี่ จะหายไปไหนได้กัน"หลิวชิ่งเงยหน้าขึ้นมองตามกิ่งไม้ด้านบนเผื่อว่าจะไปติดค้างแถวนั้น ทว่าก็ไม่มีเช่นกัน ไม่รู้ว่าลูกหนังอันนั้นกลิ้งไปไกลแค่ไหน แต่พวกเขาก็หากันมาตั้งนานจนรู้สึกถอดใจจะหาต่อแล้ว"ช่างเถอะ ค่อยบอกให้ท่านพ่อซื้อมาให้ใหม่ก็ได้"หลิวชิ่งบอกให้อีกฝ่ายเลิกหา หลิวอิ่นมีสีหน้าเสียดายแต่ก็ยอมรามือแต่โดยดี เจ้าตัวเดินแหวกพุ่มไม้กลับมาหาเขา ทว่าตรงมาได้ไม่กี่ก้าวก็ชะงักและหันไปมองอะไรบางอย่างที่อยู่อีกทางเสียก่อน"นั่นกระต่ายนี่! "หลิวอิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แววตาดูเป็นประกายลืมเรื่องลูกหนังที่หายไปเสียสิ้น หลิวชิ่งที่อยู่อีกด้านพยายามยืดตัวชะโงกมองตามนิ้วของอีกฝ่ายที่ชี้ไป ทว่าก็พบแต่กิ่งไม้ใบหญ้าเขาพยายามแหวกพุ่มไม้เข้าไปดู "ตรงไหน ข้ายังไม่เห็นเลย""เจ้าตัวเล็กเกินไปน่ะสิ นั่นไงอยู่ตรงพุ่มไม้"คนที่ถูกว่าตัวเล็กกว่าจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้เก็บมาคิดจริงจังนัก ก่อนที่เขาจะแทรกตัวเข้าไปอยู่อีกฝั่งของพุ่มไม้ได้สำเร็จ ก่อนจะเห็นกระต่ายสีขาวตัวหนึ่งอยู่ไม่ไกลนักดังที่เจ้าตัวว่า เขามองหลิวอิ่นที่กำลังย่องฝีเท้าเข้าไปใกล้อย่างเงียบ ๆ พยายามไม่ส่งเสียงดังให้กระต่ายตัวนั้นตกใจจนหนีไปเสียก่อนแต่ด้วยสัญชาติญาณของสัตว์กินพืชย่อมระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา เพียงแค่มันเห็นหลิวอิ่นเข้าไปใกล้ก็กระโดดหนีทันที ในตอนแรกหลิวชิ่งคิดว่าหลิวอิ่นจะหยุดไม่ไล่ตาม ที่ไหนได้กลับวิ่งไล่เจ้ากระต่ายตัวนั้นโดยไม่สนใจเสียงห้ามของเขาแม้แต่น้อย"เดี๋ยว! อย่าวิ่งไปไกล"หลิวอิ่นวิ่งไปไกลแล้ว หลิวชิ่งรู้สึกอยากทึ้งหัวตัวเองนัก สุดท้ายเขาเองก็ต้องวิ่งตามไปอย่างเสียไม่ได้เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะหลงหาทางกลับไม่เจอ พวกเด็กนี่มันซนจนได้เรื่องเสียจริง ไอ้เจ้ากระต่ายโง่นั่นจะโผล่มาทำไมตอนนี้ก็ไม่รู้ มันน่าจับเชือดคอแล้วโยนให้สุนัขกินนัก"หายไปไหนแล้ว"หลิวชิ่งหันรีหันขวางเมื่อหลิวอิ่นหายไปจากสายตา อีกฝ่ายวิ่งไวกว่าเขามาก เพียงแค่ครู่เดียวก็ทิ้งระยะห่างไปไกลเกินกว่าที่จะตามได้ทัน อีกทั้งพุ่มไม้โดยรอบก็สูงบดบังทัศนวิสัยไปเสียหมด"หลิวอิ่น! "เขาตะโกนเรียกหวังว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมาให้ได้ยิน อย่างน้อยเขาก็จะตามหาได้ถูกทาง ทว่าก็มีเพียงแค่ความเงียบเท่านั้น จนหลิวชิ่งเริ่มรู้สึกเคร่งเครียดกลัวว่าหลิวอิ่นจะเป็นอะไรไป อีกทั้งตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว บรรยากาศโดยรอบเริ่มมืดลงจนการมองเห็นแย่ขึ้นไปอีก พวกเขาไม่มีโคมไฟอะไรติดตัวมาด้วย ถ้ามืดมากกว่านี้จะให้เขาคลำทางต่อคนเดียวก็คงไม่ไหว บางทีควรกลับไปบอกคนให้ออกมาตามหาหลิวอิ่นจะดีกว่าหลิวชิ่งหันหลังกลับ อย่างน้อยตอนที่วิ่งมาเขาก็จำทางได้ดี หวังว่าตอนที่เขากลับไปบอกคนอื่นหลิวอิ่นจะยังไม่เป็นอะไร เพราะยิ่งมืดยิ่งมีสัตว์ร้ายออกมาล่าเหยื่อเต็มไปหมดระหว่างที่กำลังกลับไปที่เรือน ชั่วขณะหนึ่งหลิวชิ่งก็ได้ยินเสียงเหยียบใบไม้ใกล้ ๆ เด็กน้อยหยุดชะงักฝีเท้าของตนเองทันที ลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะใช่หลิวอิ่นหรือไม่ แต่ก็ไม่มั่นใจนักจึงไม่ได้ตะโกนหรือเดินไปหา ก่อนที่จะหลบหลังต้นไม้อย่างรวดเร็วเพื่อดูว่ามันคืออะไรเสียงเหยียบใบไม้เข้ามาใกล้เขามากขึ้น หลิวชิ่งขมวดคิ้วอย่างรู้สึกประหลาดใจ การเหยียบมันเชื่องช้าแปลก ๆ เขามั่นใจว่าเสียงแบบนี้ไม่ใช่การเดินของหลิวอิ่นหรือสัตว์สี่ขาอย่างแน่นอนเด็กน้อยชะโงกหน้าแอบมองด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินมันเดินผ่านเขาไป เพ่งมองเพียงครู่ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างด้วยความตกใจ เขาหันหน้ากลับมาและปิดปากตัวเองไว้ไม่ให้เผลอส่งเสียงดังออกไป หัวใจตรงอกเต้นระรัวด้วยความกลัวเขาเคยอ่านเจอในหนังสือเกี่ยวกับพวกซากศพเดินได้ แต่ไม่นึกว่าจะมาเจอในเวลานี้ ก็รู้ดีว่าในป่าย่อมอันตรายยิ่งเป็นป่าเขตรอบนอกพรรคมาร แต่ไม่นึกว่าบิดาตนจะใช้ผีดิบออกลาดตะเวน เมื่อเจอคนเป็นพวกมันจะไล่ตามดวงวิญญาณไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะฆ่าคนคนนั้นได้ นับว่ายังดีที่เมื่อครู่เขาไม่โผล่หน้าออกไปให้มันเห็น"ท่านแม่! ช่วยด้วย!! "ในขณะที่เขาพยายามปิดปากเงียบ เสียงหนึ่งก็ตะโกนดังลั่นขึ้นมากลางป่า หลิวชิ่งมีสีหน้าอยากจะร้องไห้ทันทีที่ได้ยิน เวรกรรมแท้ ๆ อยากจะบ้าตาย ทำไมเด็กนั่นถึงได้หาเรื่องใส่ตัวอยู่ตลอดเวลาแบบนี้กัน!แม้อยากจะปล่อยให้ตายนัก แต่สุดท้ายหลิวชิ่งก็คลานออกจากที่ซ่อน พยายามก้มตัวเลียบไปตามพุ่มไม้อย่างเงียบเชียบ กระทั่งพ้นจากศพที่ป้วนเปี้ยนเมื่อครู่ได้ หลิวชิ่งก็รีบวิ่งไปตามทางที่ได้ยินเสียงหลิวอิ่นอย่างระมัดระวังทันที อย่างน้อยก็หวังว่าเจ้าเด็กนั่นจะหนีเอาตัวรอดโดยไม่ตายไปเสียก่อน"อย่าเข้ามา!! ฮือออ"หลิวชิ่งเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าให้เร็วขึ้น แม้ใจอยากจะให้หลิวอิ่นหุบปากเงียบ แต่เพราะเสียงแหกปากนั่นทำให้เขาวิ่งหาอีกฝ่ายจนเจอ หลิวชิ่งเห็นผีดิบตนหนึ่งกำลังวิ่งไล่ตามหลังหลิวอิ่นอย่างกระชั้นชิด เจ้าตัวก็วิ่งไปหันหลังไปมองอยู่นั่น แบบนี้เดี๋ยวก็โดนจับได้กันพอดี