รุ่งเช้าหลังฝนต้นวสันต์ เมืองหลวงทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีจาง กลิ่นดินชื้นลอยปะปนกับกลิ่นดอกเหมยที่ปลิวมาตามสายลมเย็นอ่อน
ภายในจวนสกุลหลิว บ่าวรับใช้ต่างเดินกันขวักไขว่ั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างนัก เพราะวันนี้เป็วันแรกที่คุณหนูใหญ่ต้องกลับเข้าสำนักศึกษาหลวงหลังล้มป่วยอยู่หลายวัน
“คุณหนู วันนี้อากาศยังเย็นอยู่ ท่านควรสวมเสื้อคลุมเพิ่มอีกชั้นนะเ้าคะ” อวี้เอ๋อเอ่ยพลางยกเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนขึ้นมาพาดบนไหล่ของผู้เป็นายอย่างระมัดระวัง หลิวเซียงเยว่เพียงพยักหน้ารับเบาๆ ดวงตาคู่นั้นทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบงัน กลีบดอกเหมยสีแดงชาดกำลังปลิวร่วงผ่านลานเรือน
งดงาม…
แต่กลับทำให้นางนึกถึงคืนนองเืในชาติที่แล้วอย่างไม่มีเหตุผล ในคืนที่ตระกูลหลิวถูกล้อมฆ่า ดอกเหมยก็ร่วงเช่นนี้ ร่วงลงบนพื้นหิน ร่วงลงบนคราบเืและร่วงลงบนร่างไร้ิญญาของคนในตระกูลหลิวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเจ็ดชีวิต หลิวเซียงเยว่ค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเพื่อรวบรวมสติ ก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาของนางสงบนิ่งกว่าชาติที่แล้ว มั่นคงกว่าเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาในวันนั้น ครั้งนี้นางจะไม่ปล่อยให้ทุกอย่างจบลงเช่นเดิมอีก พร้อมกับที่นางเดินออกจากเรือนนอนเพื่อออกไปขึ้นรถม้ามุ่งสู่สำนักศึกษาหลวง
รถม้าสกุลหลิวแล่นผ่านถนนหินสายหลักของเมืองหลวงอย่างเชื่องช้า สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนและร้านค้าคึกคัก ทว่าในสายตาของหลิวเซียงเยว่ ทุกอย่างกลับคล้ายห่างไกลราวภาพฝัน นางจำได้ดี อีกไม่นาน ท่านพ่อจะเริ่มตรวจสอบบัญชีเงินของกรมคลังและหลังจากนั้นทุกอย่างจะเริ่มพังทลาย ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกค่อยๆ กำเตาอุ่นมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
“คุณหนู ถึงแล้วเ้าค่ะ” เสียงอวี้เอ๋อดังขึ้นเบาๆ
หลิวเซียงเยว่เงยหน้าขึ้นมอง “สำนักศึกษาหลวง” ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กำแพงหินสีหม่นทอดยาว รายล้อมด้วยต้นสนสูงชะลูด เสียงกระดิ่งลมใต้ชายคาดังแ่เบาเคล้ากับเสียงลมวสันต์ สถานที่แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของโชคชะตาทั้งหมด ทันทีที่นางก้าวลงจากรถม้า เสียงพูดคุยรอบด้านก็ค่อยๆ เบาลง
“นั่นคุณหนูหลิน”
“ได้ยินว่าล้มป่วยหนัก”
“แต่เหตุใดวันนี้ดู…”
เสียงซุบซิบค่อยๆขาดหายไป เมื่อหญิงสาวในสุดสีเขียวอ่อนเงยหน้าขึ้น แม้ใบหน้ายังคงงดงามอ่อนเยาว์เช่นเดิม ทว่าบรรยากาศรอบกายนางกลับเปลี่ยนไปอย่างประหลาด นิ่งเกินวัยและบรรยากาศรอบตัวนางเย็นเกินกว่าจะเป็คุณหนูวัยแรกแย้ม
หลิวเซียงเยว่ไม่สนใจสายตาเ่าั้ของบรรดาเพื่อนร่วมเรียนในสำนักศึกษาหลวง นางเดินผ่านระเบียงไม้ยาวไปยังลานด้านในของสำนักศึกษา แต่แล้วฝีเท้านางกลับชะงักลงเล็กน้อย เมื่อสายตานางหันไปพบว่าใต้ต้นสนเก่าแก่กลางลาน มีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ชุดสีดำเข้มขับให้ร่างสูงสง่าน่าเกรงขาม กระบี่ยาวด้านข้างสะท้อนแสงแดดยามเช้าเย็นเยียบราวน้ำแข็งเหนือทิศอุดร
เซียวจวินหาน
ลมหายใจของหลิวเซียงเยว่ชะงักวูบ ภาพในอดีตพลันย้อนกลับเข้ามาอย่างรุนแรง นางยังจำได้ คืนที่จวนสกุลหลิวถูกเพลิงเผาผลาญ บุรุษผู้นี้ควบม้าฝ่าสายฝนเืมาถึงพร้อมกองทหารทิศอุดร ดวงตาแดงก่ำราวคนเสียสติ แต่เขามาช้าเกินไป ช้าเพียงก้าวเดียวนางตายอยู่บนบันไดหินก่อนที่เขาจะเอื้อมถึงตัว หัวใจของหลินเยว่บีบรัดขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เหตุใด์จึงให้พวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง
ราวกับััได้ถึงสายตาที่มองมาทางตน เซียวจวินหานค่อยๆเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาของทั้งสองสบกันกลางสายลมเงียบงัน และเพียงเสี้ยวขณะนั้นเอง คิ้วของเซียวจวินหานก็ขมวดลงเล็กน้อย
เขาจำได้ว่า หลิวเซียงเยว่ในความทรงจำของตนนั้นเป็เด็กสาวที่มักยิ้มอยู่เสมอ ดวงตากระจ่างใสราวแดดยามต้นวสันต์ แต่นางตรงหน้ากลับแตกต่างเหมือนคนที่ผ่านความหนาวเหน็บของฤดูหนาวอันยาวนานมาแล้วครั้งหนึ่ง
เ็า
เงียบงัน
และห่างไกลเกินเอื้อม
“คุณหนูหลิว” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นด้านหลัง หลิวเซียงเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปช้าๆ พบบุรุษในชุดบัณฑิตสีเทาอ่อนกำลังเดินเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนประดับรอยยิ้มบาง ดวงตาสุขุมคู่นั้นมองมายังนางอย่างห่วงใย
หลี่เหวินชู
อดีตคู่หมั้นของนางและบุรุษที่ครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่าจะฝากชีวิตไว้ด้วย ทันทีที่เห็นใบหน้านั้น ภาพความทรงจำในชาติที่แล้วพลันฉีกกระชากกลับเข้ามาอีกครั้ง คืนแห่งการล้างตระกูล เื เปลวไฟ เสียงร้องไห้ และบุรุษตรงหน้าผู้นี้ยืนอยู่เคียงข้างองค์หญิงสี่เซียวอวี้หรง ในขณะที่ตระกูลหลินถูกตัดสินโทษฏ ปลายนิ้วของหลิวเซียงเยว่ค่อยๆ เย็นเฉียบ
“ได้ยินว่าเ้าล้มป่วย ข้าเป็ห่วงอยู่หลายวัน” น้ำเสียงของหลี่เหวินชูยังคงอ่อนโยนดังเดิม อ่อนโยนจนนางแทบไม่เชื่อว่าเ้าของเสียงนี้ เคยยืนมองนางถูกลากไปสู่แดนปะาโดยไม่แม้แต่เอ่ยคำใด หลิวเซียงเยว่ก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ขอบคุณท่านอาจารย์หลี่ที่เป็ห่วงเ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางเรียบนิ่งจนผิดปกติ หลี่เหวินชูมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังพิจารณาบางอย่าง
“หลังจากล้มป่วย ดูเหมือนเ้าจะเปลี่ยนไปมาก” หลินเยว่ยังไม่ทันตอบ เสียงหัวเราะแ่เบาก็ดังขึ้นจากระเบียงชั้นบน
“ผู้คนล้วนเติบโตขึ้นมิใช่หรือ” เสียงสตรีนั้นนุ่มนวลดุจสายน้ำ ทว่าแฝงอำนาจจนผู้คนรอบด้านต่างก้มศีรษะลงแทบพร้อมกัน หลิวเซียงเยว่เงยหน้าขึ้นช้าๆ พบร่างระหงร่างหนึ่งเหนือระเบียงไม้แกะสลัก องค์หญิงสี่กำลังยืนทอดสายตามองลงมา อาภรณ์สีแดงเข้มขับให้ใบหน้างดงามสูงศักดิ์ยิ่งดูเย็นเยียบ ดวงตาคู่นั้นหยุดนิ่งอยู่ที่หลี่เหวินชูเพียงครู่เดียว ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่หลิวเซียงเยว่ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นตรงมุมปากขององค์หญิงงดงามแต่อันตรายราวอสรพิษใต้เงาบุปผา และในวินาทีนั้นเอง หลิวเซียงเยว่ก็เข้าใจทันที
บางสิ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้วั้แ่ตอนนี้ สายลมวสันต์พัดกลีบดอกเหมยปลิวผ่านกลางลานกว้างเงียบงัน ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ั้แ่วินาทีที่คนทั้งสี่กลับมาพบกันอีกครั้ง ชะตาของราชวงศ์นี้ก็เริ่มเคลื่อนไปสู่หายนะที่มิอาจหลีกเลี่ยง…