“ ฮ่าวเทียน เ้าตัวี้เีนี่ ชักช้านัก รีบมาช่วยปู่ของเ้าเร็ว! ” เสียงชายหนุ่มวัยกลางคนดังอื้ออึงไปทั่วด้านหลังตำหนักของขุนนางผู้หนึ่ง
“ ข้าทราบแล้วๆ ” เด็กหนุ่มกำลังรีบวิ่งอย่างร้อนรน ที่แท้เด็กน้อยนี่กลับมีตำแหน่งสูงส่งเป็ถึง คนตัดฟืน!
“ เฮ่อ เมื่อไหร่ชีวิตข้าจะได้สุขสบายเช่นคนอื่นเสียบ้าง ” เด็กหนุ่มตอนนี้อายุได้ 12 ปีแล้ว แม้ใช้ชีวิตเรียบง่ายเป็คนใช้ท้ายวัง ไม่ต้องพบเจออันตรายใด แต่ธรรมดาของเด็กวัยนี้ที่กำลังเริ่มทำความเข้าใจโลก อยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด
“ ท่านปู่ๆ วันนี้ถ้าข้าทำงานเสร็จทั้งหมด ท่านสัญญาจะเล่าเื่เกี่ยวกับ ยุทธภพ ให้ข้าฟังอีก ” แววตาเปี่ยมด้วยความลิงโลดของเด็กหนุ่มทำเอาชายหนุ่มค่อนชราถึงกับส่ายหัว
“ รีบทำงานให้เสร็จซะ”
“ วันนี้ ปู่จะเล่าตำนาน มารโลหิตสีชาด ให้เ้าฟังเป็อย่างไร ? ” ดวงตาของเด็กหนุ่มคล้ายบ่งบอกว่าถูกใจความคิดนี้มากนัก
“ ดีๆ ท่านจะต้องเล่าให้ข้าฟังทั้งหมด จากนั้น ท่านปู่จะต้องสอนวรยุทธ์ให้ข้า ปราบมารชั่วร้าย ฮ่าๆ ” เด็กหนุ่มรูปร่างกำยำ แข็งแรงเป็ที่สุด ดูภายนอกมีรอยแผลด้านชามากมาย บ่งบอกถึงการทำงานหนักมาเนิ่นนาน เพียงแววตาไร้เดียงสานัก
“ วรยุทธ์ ? ไปเอาคำนี้มาจากที่ใด ข้าจำไม่ได้ว่าเอ่ยถึงแก่เ้า วรยุทธ์คือสิ่งที่เด็กเช่นเ้าไม่ควรเฝ้าฝันที่สุด นำพาซึ่งภยันตราย ฝันร้ายไม่สิ้นสุดแก่ผู้แตะต้องมัน เ้าห้ามพูดถึงมันอีก หาไม่ ปู่จะไม่ให้เ้าเห็นเดือนตะวัน! ” ชายหนุ่มตั้งท่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ ได้ๆ ข้าทราบแล้ว ชิ! ท่านปู่ขี้งก ”
เด็กหนุ่มสะพายขวานไม้ด้ามใหญ่ด้วยความกระฉับกระเฉง ออกเดินเข้าสู่ป่าลึกเพื่อหาของป่าตามที่ชายชราได้สั่งไว้
“ ท้องฟ้าสีแปลกตานัก ใช่มีพายุรึไม่...ข้าต้องหาที่กำบังเผื่อไว้เสียแล้ว” ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังตัดกิ่งไม้สมุนไพรก็ได้ยินเสียงอึกทึกมาจากทิศเหนือไม่ห่างไกล ด้วยความสงสัยจึงตามไปแอบดู เด็กหนุ่มพบเห็นขบวนคาราวานหนึ่งคล้ายขนสินค้า มีรถม้าอีกสองคัน รอบด้านเต็มไปด้วยผู้คุ้มกันที่สอดส่องรอบด้านตลอดเวลา ฮ่าวเทียนแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่เพื่อคอยดูขบวนคาราวานที่น่าตื่นตานี้อย่างลับๆ
“ อา...ดูเหมือนเป็เด็กน้อยผู้หนึ่ง เป็เราคิดมากไป ” เสียงหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นด้านหลังเด็กหนุ่ม ทำเอาฮ่าวเทียนสะดุ้งโหยงด้วยความใ หันหลังกลับมามองแทบไม่ทัน
“ พวกท่านมาได้ยังไง เมื่อกี้ๆ ข้าเห็นพวกท่านอยู่ตรงโน้นแท้ๆ! เป็ผี ผีๆๆ! ” ฮ่าวเทียนหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มอีกครั้งเมื่อเห็นกลุ่มคนตรงหน้าตนลอยขึ้นไปบนฟ้าช้าๆ
“ ท่าว่าเป็เพียงเด็กหลงทางหาของป่าท่านหญิง มิใช่มือสังหารใด ” เสียงหนักแน่นของทหารหนุ่มดังขึ้น
“ เด็กน้อย มิต้องตื่นใจกลัว พวกข้าเพียงจับััได้ว่ามีคนแอบซุ่มมองจึงติดตามดู เ้าไปเสียเถอะ ”
ฮ่าวเทียนเพิ่งจะได้จ้องมองนางตรงๆ คล้ายเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่าง
“ พี่นางฟ้า ท่านงดงามนัก พวกท่านเหาะได้ด้วย ใช่สิ่งที่เรียกว่าวรยุทธ์รึไม่ ? ” เด็กหนุ่มจับจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวในอาภรณ์สีฟ้าคราม ช่างงดงามนัก....ชีวิตนี้เด็กหนุ่มอาศัยอยู่เพียงท้ายวัง พบเจอนางสนมกำนัลอยู่บ้าง แต่ไม่มีผู้ใดงดงามและดูทรงพลังเช่นนี้
“ พวกข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ตามเ้าว่า เ้าถามทำไม ? ” เสียงทหารผู้หนึ่งดังขึ้น
“ ท่านปู่ไม่ยินยอมให้ข้าฝึกฝนวรยุทธ์ ยามข้าพูดถึงก็บอกแต่ว่าอันตรายๆ พวกท่าน พวกท่านจะสอนข้าได้รึไม่ เล็กน้อยก็ยังดี ข้าจะตอบแทนพวกท่านแน่นอน ” น้ำเสียงจริงจังของเด็กหนุ่มทำเอาเหล่าทหารหัวเราะร่วน
“ เด็กน้อย วรยุทธ์ มิใช่เกิดขึ้นมาเอง คิดฝึกฝนต้องมีอาจารย์ มีสำนักคอยชี้แนะ นั่นยังไม่สำคัญเท่าเด็กยากจนเช่นเ้าจะมีสิ่งใดตอบแทนพวกข้า สุราสักไหยังดูท่าหาไม่ได้ ฮ่าๆๆ ” เด็กหนุ่มโมโหเล็กน้อยพลันตอบกลับ
“ ข้าเป็คนตัดฟืนหาของป่า พืชพรรณสมุนไพรวิเศษมากมายข้ารู้จักดี พวกท่านต้องไม่เคยเห็นแน่! ” เด็กหนุ่มรีบหยิบตะกร้าด้านข้างขึ้นมาและเปิดฝาออก แจกแจงสมุนไพรวิเศษให้เหล่าทหารฟังพร้อมสรรพคุณ นับว่าเป็ความรู้เดียวที่เด็กหนุ่มมีนอกจากตัดฟืน...
“ สมุนไพรพวกนี้แม้ในบ้านผู้ร่ำรวยของเมืองหลวงยังนับว่ามีราคาค่างวดนัก เ้ารู้จักของเหล่านี้ได้เช่นไร ทั้งยังหามันเจอ ? ” เสียงทหารแก่ผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย จ้องมองไปยังสมุนไพรเ่าั้ด้วยความตื่นตะลึง...
“ เป็ท่านปู่สอนข้า ท่านเป็คนตัดฟืนชั้นเทพเลยเชียวล่ะ พวกท่านจะแลกเปลี่ยนหรือไม่ เพียงเล็กน้อยก็ยังดี ” เด็กหนุ่มอ้อนวอนร้องขอ ไม่ทันสิ้นเสียง ทหารแก่ที่เพิ่งกล่าวคำซักครู่มายืนตรงหน้าตน กระทุ้งฝ่ามือใส่หน้าท้องเด็กหนุ่มทันที
“ อุ้กก ท่านตีข้าด้วยเหตุใดเนี่ย ข้าเพียง.... ” ไม่ทันสิ้นเสียงเด็กหนุ่ม ทหารเฒ่าก็เอ่ยปาก
“ ร่างกายเ้าฝึกยุทธ์ได้แน่นอน เพียงแต่จุดชีพจรในร่างเ้าตีบตัน แปลกประหลาดนัก ” ไม่ทันสิ้นเสียงชายชรา หญิงสาวที่ยืนเงียบอยู่เนิ่นนานก็เอ่ยปาก
“ มิใช่ตีบตัน เป็ผนึก ” เด็กหนุ่มยืนมองหญิงสาวอย่างโง่งม ผนึกอะไร ในตัวข้างั้นรึ... ด้วยความสงสัยหญิงสาวร่อนลงมาช้าๆ ปล่อยปราณสายนึงเข้าคลุมร่างเด็กหนุ่ม ไม่ถึงอึดใจกลับถอยร่นกระอักเืคำโต
“ อั่กก เ้า...เป็มาอย่างไรแน่ ผนึกนี้ มิใช่ผนึกธรรมดา ทรงพลังยิ่งยวด แ่าขีดสุด เ้าเป็ใครกันแน่! ” ไม่ทันสิ้นเสียงหญิงสาว เหล่าทหารส่วนนึงคุ้มกัน อีกส่วนจับกุมเด็กน้อยกดลงกับพื้นทันที
“ ท่านหญิง! ท่านาเ็ภายใน ต้องรีบรักษา เร็ว! พาท่านหญิงไปที่รถม้า สังหารเ้าเด็กนรกนี่ซะ ” เด็กหนุ่มพยายามหันมองหญิงสาวที่ปากเต็มไปด้วยคราบเืสีหน้าซีดเซียว รีบเอ่ยปาก
“ ท่านใช้สมุนไพรนี้ เพียงวางใกล้ตัวใช้สิ่งที่พวกท่านเรียกว่าปราณดึงเอาไอเย็นมันสู่ตัว ท่านจะหายดีแน่ๆ ” เหล่าทหารไม่ฟังคำ ง้างแขนจะฟาดฟันเด็กหนุ่มทันที
“ หยุดมือ! เป็ข้าเองแส่หาเื่ ทั้งเด็กน้อยนี่ไร้วรยุทธ์จะทำร้ายข้าได้เยี่ยงไร องค์รักษ์เช่นพวกเ้าจะลงมือสังหารเด็กรึ ” เหล่าทหารหยุดมือรับคำสั่งทันที
“ ท่านหญิงเ้าเด็กนี่ลงมือต่อท่าน ความผิดร้ายแรงไม่อาจอภัย! ” หญิงสาวทอดถอนใจครั้งหนึ่ง เดินมายังเด็กหนุ่ม
“ เด็กน้อย เ้าอายุเท่าใด ชื่อเสียงเรียงนาม อาศัยที่ใด จงตอบตามจริง ” หญิงสาวเอามือกุมอกถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ ข้าฮ่าวเทียน ปีนี้อายุ 12 เป็คนตัดฟืน แต่ไหนแต่ไรอาศัยอยู่ท้ายวังท่านอ๋องหก ข้ามีเพียงท่านปู่เป็ครอบครัวเท่านั้น ” หญิงสาวจ้องมองด้วยท่าทีไม่เชื่อถือ
“ ดูท่าเ้าไม่รู้ ผนึกในตัวเ้า เรียกว่า ผนึกห้วงิญญาสาปสูญ สูงส่งนัก แม้ระดับจักรพรรดิ ยังมิอาจถอนได้ เ้ากลับบอกว่าเป็คนตัดฟืนเรอะ! ”
ระ....ระดับจักรพรรดิ? เหล่าทหารตื่นตะลึงจากคำพูดของนายหญิงพวกมัน ระดับที่ว่านั่นเป็ตัวตนสูงส่งที่มีแค่หยิบมือในโลกหล้า นางกลับพูดออกปากว่าไม่สามารถคลายผนึกนี่ได้! เด็กหนุ่มฟังอย่างโง่งม จักรพรรดิอันใดกัน ด้วยความไม่รู้จึงเอ่ยถามไป
“ ข้าทั้งไม่เข้าใจ และไม่สนใจที่ท่านบอกกล่าวนัก เพียงอยากฝึกฝนวรยุทธ์ไว้ป้องกันตัว พวกทหารในวังต่างบอกข้าว่า เพียงมีวรยุทธ์ติดตัวบ้าง ข้าไม่ต้องกลัวเสือสิงห์ใดๆในป่าอีก พลิกมือจัดการมันได้ง่ายๆ หากวันใดมีเสือจะเขมือบท่านปู่เล่า ข้ามิต้องยืนดูอย่างคนโง่รึ พี่สาวนางฟ้า ท่าน....สอนข้าเถอะนะ ”
น้ำเสียงอ้อนวอนจากชายหนุ่มทำเอาหญิงสาวในอาภรณ์สง่าสีฟ้าลังเลใจ นางเผยมือสีขาวนวลราวหยกวิเศษ โยนหนังสือเก่าเล่มหนึ่งให้เด็กหนุ่ม
“ ฮ่าวเทียน บนร่างเ้ามีความลับบางประการซุกซ่อน ทั้งยังทรงพลังถึงที่สุด ผนึกนั้นทำให้ชีพจรเ้าตีบตัน หนังสือนี่คือกระบวนท่าอย่างง่ายสำหรับฝึกยุทธ์ แม้จะสอนโคจรเรียกใช้พลังปราณ แต่ตัวเ้าชีพจรตีบตันไม่อาจฝึกได้ ดูท่าผนึกนี้....เ้าต้องคลี่คลายด้วยตัวเอง ” ชายหนุ่มลิงโลดด้วยความดีใจ มันรีบคำนับขอบคุณหญิงสาว
“ ฮ่าวเทียนขอบคุณพี่นางฟ้า ไม่ทราบท่านชื่ออะไรและข้าจะหาท่านพบที่ใด ชาตินี้ข้าจะตอบแทนท่านแน่ ” ทหารผู้หนึ่งรุดขึ้นมาพร้อมออกปาก
“ เด็กโสโครกเช่นเ้า ไม่คู่ควรรู้พระนาม ทั้งไม่คู่ควรสนทนากับท่านหญิงด้วยซ้ำ ช่างบังอาจ....” ไม่ทันสิ้นเสียงทหารหนุ่ม หญิงสาวก็ยื่นป้ายหยกชิ้นหนึ่งให้กับเด็กหนุ่ม
“ นามข้าคือ ฟู่หลิงเยว่ เ้าไม่ต้องรู้ว่าข้าคือใคร จากนี้หกเดือน โรงเรียนราชวงศ์แห่งนครจันทราพิสุทธิ์ จะเปิดรับนักเรียนฝึกหัด เ้าไปยังที่นั่น แสดงสิ่งนี้ต่อคนคุมสอบ เอ่ยนามข้าและบอกว่าเ้าตามหาาุโ กู่หลิง ระหว่างนี้ฝึกฝนท่วงท่าในคัมภีร์ให้แตกฉาน จำไว้ หากฝึกไม่ครบไม่อาจไปได้” น้ำเสียงเรียบง่ายของหญิงสาวทำให้เหล่าทหารนึกสงสัย
“ ท่านหญิง นั่นเป็...มิอาจมอบให้ผู้ใดได้ ข้าเห็นว่า...”
“ พอแล้ว เราไปกันเสียที ไม่มีธุระอื่นอีก เสด็จพี่ข้ารอนานแล้ว ” นางเหินกายขึ้นพร้อมเหล่าทหาร ก่อนหันกลับมามองเด็กหนุ่มช้าๆ คำนึงในใจ ….ตัวข้าแม้ฝึกฝนจนถึงขั้นรวมิญญาขั้นที่ 5 ยังไม่อาจแตะต้อง ผนึกนี่เคยพบเจอในตำราบันทึกเก่าแก่ของราชวงศ์เท่านั้น แต่บันทึกนั้นร่วมหลายพันปีมาแล้ว นี่เื่ใดกันแน่.... เมื่อคิดถึงความเป็ไปได้ต่างๆนาๆจนหัวหมุน นางได้แต่ทอดถอนใจและจากไป
ฮ่าวเทียนกำลังลิงโลดกับคัมภีร์ที่ได้มา คิดหาหนทางหลบซ่อนจากท่านปู่ของมัน
“ ท่านปู่ ข้าทำงานเสร็จสิ้นแล้ว ท่านจะเล่าเื่มารนั่นได้หรือยัง ข้าแทบรอไม่ไหวแล้วนะ ” ชายชราทอดถอนใจด้วยความขบขันก่อนเอ่ยปาก
“ เอาล่ะๆข้าจะเล่าแล้ว ....ราวๆ 100 ปีก่อน มีงานประลองยุทธ์ที่เรียกว่า ชุมนุมเทพยุทธ์ เกิดขึ้นโดยมีราชวงศ์หมื่นเมฆาเป็ประธาน ระหว่างงานก็มีคนต่อสู้แย่งชิงชัยกันมากมาย แต่เหตุการณ์พลิกผันไปมากมาย ตัวเต็งของงานประลองเป็เทพยุทธ์จากสำนักคืนดารา เด็กน้อยเ้าคงไม่รู้จักหกสำนักใหญ่สิท่า ตัวตนพวกนั้น แม้แต่าาหมื่นเมฆายังต้องให้ความยำเกรง อา.....มารโลหิตสีชาดถือกำเนิดที่นี่เอง ”
เด็กหนุ่มตาโตด้วยความสงสัย “ ท่านปู่ ที่รวมคนเก่งเช่นนั้น มารบ้าที่ไหนจะกล้าไปตายกัน เื่นี้เป็ท่านกลั่นแกล้งข้ารึ ”
… “ ฮ่าวเทียน โลกนี้มีเื่มากมายที่เ้ายังไม่รู้จัก...มารโลหิตสีชาดคือตัวตนแห่งความหวาดกลัว อย่างที่ปู่เคยเล่าให้เ้าฟังเื่เทพมารา ตัวตนของมาร หายสาปสูญไปเนิ่นนานแล้ว แต่กลับอุบัติขึ้นที่งานประลองนี้ เป็ผู้ฝึกตนจากสำนักคืนดารา ข้อเท็จจริงไม่อาจล่วงรู้ เขาผู้นี้ร่วงหล่นสู่จิตใจต่ำทราม กลายเป็มาร ฆ่าสังหารผู้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปร่วมหมื่นคน โลหิตสีแดงชาดสาดกระเซ็นทั่วลานประลอง กระทั่งเด็กและคนแก่ก็ตกตายตามกัน เสียงร้องระงมดังก้องถึงฟ้า ขนาดองค์จักรพรรดิครานั้นยังแทบเอาชีวิตไม่รอด...”
ไม่ทราบด้วยเหตุใด ในใจชายหนุ่มถึงรู้สึกไม่สู้ดีนัก แน่นอกเป็ระยะ คล้ายหายใจลำบาก ถามด้วยความสงสัย
“ ท่านปู่แล้วมารตนนั้นที่แท้ตกตายแล้วหรือไม่ ฟังดูน่ากลัวนัก ” ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ ตกตายแล้ว เป็องค์าาครานั้นประกาศก้องเองว่า มารตนนั้นสิ้นฤทธิ์แล้วต่อหน้าพระองค์ พลังที่มันใช้ คร่ากุมตัวมันเองจนะเิตัวตกตายไป ” ชายหนุ่มฟังอย่างระรื่นหูตื่นเต้น
“ ท่านปู่เื่นี้ฟังดูน่ากลัวนัก ดีแล้วที่เราไม่ได้เกิดมาตอนนั้น มิเช่นนั้นคงพบเจอฝันร้ายน่ากลัวแล้ว... ”