ฉันวิ่งมาถึงที่ริมหาดก็เห็นยัยแจงกำลังยืนร้องไห้ทะเลาะกับต้นไม้อยู่
ผัวะ ผัวะ ผัวะ
“แจง หยุดเถอะ” สาวิ่งเข้าไปห้ามแล้วจับมือยัยแจงไว้ ส่วนฉันก็ได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ เพราะไม่รู้จะหาคำปลอบใจอะไรมาพูด ตอนนี้ยัยแจงกำลังเสียใจสุดๆ และฉันก็หาข้อแก้ตัวให้พี่เอิร์ทไม่ได้เลยจริงๆ
“ไม่ต้องเป็ห่วงฉันหรอก ขนาดพี่ชายแท้ๆ ยังไม่ห่วงฉันเลย ฮือ...”
“ไม่เข้าไปปลอบเพื่อนเธอหน่อยเหรอ” นายเมลล์มายืนข้างๆ ฉันั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ พอฉันหันไปมองก็เห็นว่าพวกสเต็ปเทพเดินตามเราออกมากันหมดทั้งแก๊ง
“ไม่รู้จะปลอบยังไง” ฉันตอบตามความจริง
พี่เอิร์ทนะพี่เอิร์ท ทำไมถึงหูเบาเชื่อผู้หญิงพวกนั้นได้นะ สงสารยัยแจงจัง
“เธอจะต่อยต้นไม้ไปเพื่ออะไร”
“แล้วมันเื่อะไรของนาย”
“ที่ถามเพราะกลัวว่าต้นไม้จะเจ็บ” นายเจลีนี่ก็กวนไม่รู้เวลาเอาซะเลย
“สงสารก็มาโดนแทนเลยสิ” ยัยแจงตะคอกแล้วเข้าไปทั้งทุบทั้งตีนายเจลี
ผัวะ ผัวะ ผัวะ ผัวะ
ซึ่งนายนั่นก็ยอมเป็ที่ระบายให้แต่โดยดี
“พี่เอิร์ทบ้า นิสัยไม่ดี แจงจะฟ้องพ่อ คอยดูนะ ฮือ…”
“ในเมื่อไม่มีใครเชื่อในตัวฝอยทองแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องมีแก๊งนี้อีกต่อไป” โอปอเดินกระแทกเท้าเข้ามากลางวงอีกคน ตอนนี้บรรยากาศตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม
“เฮ้ย โอปอ ใจเย็นๆ ก่อนสิ”
“เราทุกคนยังเชื่อใจฝอยทองอยู่นะ” บิวกับสาช่วยกันพูด
“แต่พี่เอิร์ทไม่เชื่อ พี่เอิร์ทไม่เชื่อทั้งๆ ที่รู้จักกับโอปอมาตั้งนาน ผิดหวัง! น่าผิดหวังจริงๆ”
“ใช่ น่าผิดหวังจริงๆ” ว่าแล้วยัยแจงก็เข้าไปกอดคอร้องไห้กับโอปอ
“บางทีอาจจะเพราะพี่เอิร์ทยังไม่รู้ก็ได้ว่ายัยพี่พวกนั้นเป็คนที่อยู่เื้ัเื่ห้องน้ำพังเมื่อวาน”
“ใช่! แต่พี่เอิร์ทก็ไม่คิดจะฟังคำอธิบายจากฉันเลย ฮือ...”
คำปลอบของสาไม่เป็ผล ยัยแจงยังคงฟูมฟายต่อไป
“ไอมุ โทรตามไอปริ๊นซ์มาหน่อย” นายกรีนหันไปบอกเพื่อน “ส่วนพวกเธอก็ใจเย็นก่อนดิ ต่างฝ่ายต่างใช้อารมณ์มันจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา”
หมอนี่เพิ่งพูดจาเข้าหูฉันเป็ครั้งแรกก็วันนี้แหละ
“แจง มือแกเป็แผลนะ ไปทำแผลก่อนมั้ยอ่ะ”
“แผลแค่นี้ เจ็บไม่เท่าความรู้สึกของฉันตอนนี้หรอก” ยัยแจงตอบฉันแล้วยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดน้ำตา
“แล้วนี่รถเมล์ไปไหนอ่ะ มีใครเห็นรถเมล์บ้าง” บิวหันไปถามพวกสเต็ปเทพแต่ทุกคนต่างก็ส่ายหน้า
“คงอยู่แถวนี้แหละ ไม่ต้องเป็ห่วงหรอก” นายพีทว่า
“กลัวมันจะโดนดักตบอีกอ่ะดิ”
“ไหน ใครจะตบเรียกมาเลยดีกว่า! เื่จริงจะเป็ยังไงเราก็เป็ฝ่ายผิดอยู่แล้วนี่” ยัยแจงเริ่มโวยวายอีกครั้งหลังจากที่บิวพูดจบ
“เธอนี่ก็เืร้อนจริงๆ หัดใจเย็นบ้างดิ เฮ้ยไอมุ ไปตามหารถเมล์ดิ๊”
“ทำไมต้องกูด้วยวะ” ถึงจะบ่นไม่หยุดแต่นายมุก็ยอมเดินออกไปตามคำสั่งของนายเจลีในขณะเดียวกันกับที่ปริ๊นซ์เดินเข้ามาพอดี
“ไงวะ”
“ปริ๊นซ์ ต่อไปนี้จะไม่มีแก๊งฝอยทองแล้วนะ”
“ถ้าไม่มีฝอยทองก็จะไม่มีทองฝอยเหมือนกัน” ปริ๊นซ์ตอบโอปอนิ่งๆ ทำให้นายกรีนเริ่มซีเรียส
“ไอห่าปริ๊นซ์ กูให้มึงมาพูดให้เค้าใจเย็น ไม่ได้ให้เคลิ้มไปกับเค้า ไอควาย”
“เออกูรู้”
ปริ๊นซ์ตอบนายกรีนก่อนจะหันไปหาโอปออีกครั้ง
“ยัยปักเป้า ถ้าเธอจะยุบแก๊งเพราะคนๆ เดียวอ่ะ เธอใจร้ายไปนะ ยังมีอีกตั้งหลายคนที่ติดตามฝอยทองกับทองฝอยมาตั้งนานและยังไม่หมดศรัทธา แค่คนๆ เดียวที่ไม่เชื่อใจเธอ ทำไมต้องแคร์เค้ามากขนาดนั้นจนลืมคิดถึงคนอื่นๆ วะ”
“…” คำพูดจากปริ๊นซ์ทำให้โอปอเงียบไปแต่มีสีหน้าและแววตาที่สงบลง
“ฉันจะพูดกับเธอแค่นี้แหละ ถ้าเธอยังยืนยันจะยุบแก๊งก็ตามใจ”
“ไม่” โอปอตอบเสียงหนักแน่นก่อนจะยิ้มออกมา “ใช่! ปริ๊นซ์พูดถูก ปอจะอยู่เพื่อคนที่เชื่อในตัวปอ”
สถานการณ์เริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ปริ๊นซ์ส่งสายตาและรอยยิ้มให้โอปออย่างอ่อนโยนก่อนจะพูดต่อ
“มันต้องอย่างงี้ดิ”
“แต่ว่า” รอยยิ้มของโอปอเปลี่ยนเป็สีหน้าเอาเื่อีกครั้ง “บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้เรียกปักเป้า อีบ้า!”
ผัวะ
“เฮ้ย เจ็บนะ คนอุตส่าห์ปลอบ ยังมาตีกันได้ลง”
“นี่สรุปคือ แก๊งฝอยทองกับทองฝอยยังจะมีต่อไปใช่มั้ย” ฉันถามขึ้นเมื่อเห็นทุกคนเริ่มหัวเราะกันออก
“ใช่ ฝอยทองจะยังคงอยู่ต่อไป ปอจะไม่แคร์คนที่เค้าไม่แคร์เราอีกแล้ว!”
“เออ!!! ทำไมต้องแคร์คนที่เค้าไม่แคร์เรา” ยัยแจงทำเสียงฮึกเหิมขึ้นบ้าง
“เออ อย่าคิดมากกันอีกเลย รอให้เฮียเอิร์ทใจเย็นก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกว่า ยังไงเืก็ต้องข้นกว่าน้ำอยู่แล้ว”
ปริ๊นซ์พูดแล้วแตะไหล่ยัยแจงเบาๆ อีกที บรรยากาศอึมครึมจางหายไปหมดสิ้น ฉันว่าปริ๊นซ์ควรเป็นักบำบัดอ่ะ
“ตอนนี้มาเล่นไพ่แก้เครียดกันดีกว่า”
“เฮ้ยเอาๆ ป๊อกเด้งนะ” โอปอยิ้มร่าขึ้นมาทันทีเมื่อปริ๊นซ์หยิบสำรับไพ่ออกมา “อ้าวอาร์ต จะไปไหนอ่ะ ไม่มาเล่นด้วยกันเหรอ”
“ไม่มีอารมณ์อ่ะ”
“เดี๋ยวเค้าปลุกอารมณ์ให้มั้ย” เสียงแหลมๆ ของโอปอดังไล่ตามหลังนายอาร์ตไป หมอนี่ก็แปลกคน ชอบแยกออกไปอยู่คนเดียว
“ป๊อกเด้ง ป๊อกเด้ง” บิวฮัมเพลงอย่างเริงร่าแล้วทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตามานั่งล้อมวงกัน “ใครแพ้โดนดีดมะกอกรอบวงนะ”
“แก ฉันลืมไปหมดแล้วว่ามันเล่นยังไง”
“นี่ใช่ป่ะ หนึ่งถึงเก้า ใครได้แต้มต่ำสุดก็แพ้ไป แกก็ดูว่าแต้มแกโอเครึยัง ถ้ายังก็จั่วเพิ่มได้หนึ่งครั้ง”
ปริ๊นซ์เริ่มแจกไพ่ให้ทุกคนในขณะที่ยัยแจงกำลังช่วยทวนวิธีการเล่นให้ฉัน
“ไม่อยู่หรอก จั่วเพิ่มดิ” นายเมลล์ชะโงกหน้ามาดูไพ่ 8 โพธิ์ดำกับ 3 ข้าวหลามตัดของฉันแล้วเสนอความคิด ฉันหยิบไพ่เพิ่มอีกใบได้เลข 3 ก็เท่ากับว่าได้ 4 แต้ม
“ป๊อกเก้า!!!” นายเมลล์ะโพร้อมกับวางไพ่
ทุกคนได้แต้มเยอะกว่าฉันหมดเลยอ่ะ
“ฟีนแพ้นะคร้าบบบ” ปริ๊นซ์หันมาพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
ฉันยื่นมือให้ทุกคนดีดตามบทลงโทษของผู้แพ้ แต่ละคนก็ดีดกันเบาๆ นะ แต่พอถึงคราวพวกสเต็ปเทพนี่ชักเริ่มแรง จนกระทั่งมาถึงตานายเมลล์
ป๊อก!!!
“โอ๊ย เจ็บนะ” ฉันะโแล้วเงื้อมือขึ้นเตรียมจะตบหมอนั่น
“อะไรๆ จะทำอะไร มันเป็กติกา คนแพ้ก็ต้องโดนป่ะ”
“เออ ไอเมลล์มันไม่ผิดนะ” ปริ๊นซ์เข้าข้างหมอนั่นซะงั้น
“เออ จำไว้เลยนะ แล้วอย่าให้ถึงตาฉันบ้างแล้วกัน”
แล้วปริ๊นซ์ก็เริ่มแจกไพ่ใหม่ คราวนี้ฉันได้ 5 กับ 3 บวกกันก็ได้ 8 แล้วนายเมลล์ก็ชะโงกหน้ามาสาระแนกับไพ่ของฉันอีกครั้ง
“วางดิ อยู่แล้ว ไม่ต้องจั่วเพิ่มหรอก”
“นี่! มาเล่นแทนฉันเลยมะ” ฉันประชดก่อนจะวางไพ่ไป
“เอาแล้ว ไอเมลล์ คราวนี้มึงโดนแน่” นายพีทพูด คราวนี้ทุกคนได้เลขสูงๆ กันหมด เหลือก็แต่นายเมลล์ที่ยังไม่ได้เปิดไพ่
“โธ่เว้ย! โดน”
“โดน โดน โดน” ปริ๊นซ์หัวเราะก่อนจะเริ่มดีดมะกอกนายเมลล์เป็คนแรกเมื่อไพ่นายนั่นออกมาบอดสนิททั้งสามใบ
ป๊อก!!! โห นายพวกนี้เล่นดีดกันแรงมากๆ เลยอ่ะ
“ฟีน ตาแกอ่ะ” ยัยแจงหันมาบอก ทำไงอ่ะ ฉันดีดมะกอกไม่เป็ซะด้วยสิ งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน
เพี้ยะ!!!
“โอ๊ยยย” นายเมลล์แหกปากทันที ก็บอกแล้วไงว่าดีดไม่เป็ แต่ดูท่าฉันคงจะมือหนักไปหน่อยแฮะ “โกงนี่หว่า”
“อะไร ไม่ได้มีกฎห้ามตบซะหน่อย” ฉันแก้ตัวไป
“ถือว่าถูกของฟีน” คราวนี้โอปอเข้าข้างฉัน
“เออ เดี๋ยวคราวต่อไปจับดูดปากเลย”
“ทะลึ่งละ”
“อ้าว ก็ไม่ได้มีกฎห้ามจูบนี่”
“พอๆ คราวต่อไปให้ดีดมะกอกกับตีมือก็พอนะ” ปริ๊นซ์สรุปตัดบทไม่ให้ฉันกับนายเมลล์เถียงต่อก่อนจะเริ่มแจกไพ่อีกครั้ง
“เฮ้ยไรวะ เล่นไม่รอ” เสียงนายมุดังขึ้นโดยมีรถเมล์เดินตามหลังมา “ป๊อกเด้งเหรอ ตาละห้าร้อยพอป่ะ”
“เค้าเล่นดีดมะกอกกัน ควาย!”
นายพีทว่าก่อนจะตามมาด้วยเสียงบ่นของนายมุ
“โห่ ไรวะ”
“จะเล่นก็เข้ามา ให้ไว ให้ไว” นายเจลีตอบน้ำเสียงหน่ายๆ
“รถเมล์ไปไหนมาเนี่ย”
“ล้างจานไง”
“รู้หน้าที่ดีมาก เดี๋ยวเพิ่มเงินเดือนให้” ยัยแจงว่าแล้วหันไปลุ้นไพ่ต่อก่อนจะะโออกมาว่า “เก้ามาแล้วเว้ย!”
“หกก็หกวะ” เจลี
“ห้าว่ะ” นายพีท
“แปดโว้ย” นายมุ
“เก้าว่ะ ฮ่าๆๆ” ปริ๊นซ์
“ห้า” กรีน
“เจ็ดอ่ะ” ไพ่ของสา
“หก” เลขของบิว
“เก้าค่ะ” เสียงจี๊ดๆ ของโอปอ
“รถเมล์ได้เจ็ดล่ะ”
“หก” ฉันพูดก่อนจะวางไพ่ ทีนี้ก็เหลือแต่นายเมลล์
“ไอเมลล์ ลีลาว่ะ” นายพีทเริ่มบ่น
“เงียบน่า กูกำลังลุ้นป๊อกเก้าสามเด้ง เสียงดังเดี๋ยวไพ่ตื่น” นายเมลล์ทำท่าลุ้นไพ่จริงจังมาก สงสัยนายนี่ตั้งใจจะมาแก้แค้นฉันจริงๆ
“เล่นไรกันอ่ะ”
เฮือก...อะ อะ อะ อาจารย์ O_O
“ถือไพ่อยู่ในมือเล่นหมากเก็บมั้ง ถามโง่ๆ” นายเมลล์ย้อนด่าโดยไม่หันไปดูต้นเสียงเลย นั่นอาจารย์เลยนะโว้ยยย
“อา-จารย์” นายเจลีอ้าปากบอกใบ้เป็สัญญาณโดยไม่เปล่งเสียง แต่นายเมลล์ยังคงค่อยๆ เปิดไพ่ของตัวเองลุ้นต่อไป
ตอนนี้อาจารย์ยืนอยู่หลังนายนั่นแล้ว คราวนี้นายตายแหง O*o
“เฮ้ย อย่ายุ่ง”
ผัวะ
ฉันตีขาหมอนั่นไปทีนึง แต่ก็ไม่ได้ช่วยเรียกสตินายนั่นให้กลับมาเลย จะบอกยังไงดีว่ามือที่นายปัดเมื่อกี้น่ะเป็มือของอาจารย์ ><
“ป๊อกเก้าสามเด้ง!!! ฮ่าๆๆ คราวนี้เธอโดนเล่นงานแน่ยัยคนเถื่อน” นายเมลล์ะโเสียงดังมากแต่ทั้งวงเงียบสนิทจนอาจารย์สะกิดหลังหมอนั่นอีกครั้ง
“เหี้ยอะไรนักหนาวะ ห๊ะ!” หมอนั่นโวยวายน้ำเสียงหงุดหงิดก่อนจะหันไป “หวัดดีครับจารย์”
“ไงปาณัสม์”
“ผมยังไม่ได้เล่นเลยนะ” นายเมลล์ตอบอย่างไวพร้อมกับทิ้งไพ่แล้วยกมือขึ้น อื้อหือ หน้าด้านมาก
“แล้วเมื่อกี้ใครมันป๊อกเก้าสามเด้งวะ”
เมื่อหลักฐานชัดเจนเราจึงต้องยอมเดินตามอาจารย์ไปโดยไม่มีข้อแก้ตัว
ฉันเพิ่งรู้จากโอปอว่าอาจารย์คนนี้ชื่อว่า ‘อาจารย์นิรุต’ หรือเรียกแบบเป็กันเองว่า ‘ครูดาม’ เป็อาจารย์สอนวอลเล่ย์บอล แถมยังเป็ฝ่ายปกครองอีกต่างหาก โอปอบอกว่าปกติแกเป็คนใจดี แต่ว่าในสถานการณ์แบบนี้ฉันไม่ค่อยจะมั่นใจสักเท่าไหร่เลย
“อาจารย์จะพาพวกเราไปไหนคะ”
“ทำโทษไง”
“โธ่…” สาเริ่มครวญคราง
“เป็เด็กเป็เล็กหัดเล่นการพนัน”
“แต่ว่าเราไม่ได้เล่นกินเงินกันนะคะ” บิวแย้ง
“ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นก็แปลว่าพวกเราไม่ได้เล่นการพนัน อาจารย์จะมาลงโทษพวกเราไม่ได้นะคะ” ยัยแจงเ้าแม่แห่งความยุติธรรมให้เหตุผลเสริม แต่ฉันว่ามันคือการแถมากกว่านะ
“อย่ามาหัวหมอใส่ครู ผิดก็คือผิด เห็นว่าพวกเธอไม่ได้เล่นกินเงินกัน ครูจะลงโทษเบาๆ แล้วกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องบ่นมาก”
“ลงโทษยังไงอ่ะคะเบาๆ” คราวนี้โอปอเป็คนถาม
“เห็นธงสีแดงๆ นั่นมั้ย” อาจารย์ชี้ไปที่จุดหมายนั่น “ไปกลับก็แค่สองกิโล ออกกำลังกายตอนเย็นหน่อย”
“เนี่ยเป็เพราะพวกนายแท้ๆ เลย พวกเราถึงต้องตกกระไดพลอยโจรทั้งๆ ที่ไม่ได้เล่นด้วย”
“โอ้โห่ ไม่ได้เล่น แล้วใครวะที่ชอบพูดว่า เก้ามาแล้วเว้ย ใครมันพูดห๊ะ” เอาอีกแล้ว ยัยแจงกะนายเจลีเถียงกันอีกแล้ว
“เธอแหละตอนโดนดีดมะกอกร้องเสียงดัง” นายเมลล์โยนขี้ให้ฉันบ้าง
“อะไร ตอนนายโดนฉันตบนายร้องดังกว่าอีกนะ”
“พวกเธอนั่นแหละผิด”
“พวกนายนั่นแหละ”
“เธอแหละ”
“นายแหละ”
“เธอแหละ”
“นายแหละ”
“เธอ…”
“หยุด! ทั้งสองกลุ่มนั่นแหละ” อาจารย์นิรุตพูดเสียงดังลั่น “ทีแรกจะให้วิ่งเดี่ยว แต่เล่นทะเลาะกันแบบนี้ เอาเลยจับคู่เลยชายหญิง วิ่งสามขา โทษฐานขาดความสามัคคี”
“หูย อาจารย์คะ ไม่เอาอ่ะ ให้วิ่งกับนายพวกนี้หนูยอมตายดีกว่า”
“โอ้โห่ ทำเหมือนผมอยากวิ่งกับคุณนักแหละ”
“เอ้า ทะเลาะกันเข้าไป เดี๋ยวก็ให้วิ่งหมู่หรอก”
ยัยแจงกับเจลีหยุดบ่นทันทีเมื่อได้ยินคำขู่
“จับคู่ เร็วๆ”
พูดจบครูดามก็ล้วงเอาเศษผ้าที่ใช้จากกิจกรรม่เช้ามาให้พวกเราแต่ละคู่ แน่นอนว่าปริ๊นซ์กับโอปอคู่กัน พวกเราที่เหลือยืนทำหน้าโง่กันพักใหญ่ถ่วงเวลาก่อนที่นายพีทจะเดินเข้าไปหาบิวเป็คู่แรกเมื่อครูดามเริ่มทำท่าหงุดหงิดแล้ว กรีนยื่นเชือกฟางให้สา นายเจลีก็ทำหน้าเหมือนกินหนูตายไปหายัยแจง เหลือก็แต่นายเมลล์กับนายมุ ฉันเลือกนายมุดีกว่า
ตุบ
“โอ๊ย” หน้าของฉันกระแทกพื้นทรายอย่างจัง อะไรกันเนี่ย เฮ้ย! เศษผ้านี่มาผูกขาของฉันกับนายเมลล์ั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย
“เอ้า ซุ่มซ่าม” หมอนั่นยื่นมือออกมาให้จับ และแน่นอนว่าฉันปัดมันออก
“ไม่เอาอ่ะ ฉันไม่คู่กับนาย”
“ต้องให้พูดกี่ครั้งว่าผมก็จำใจเหมือนกัน” นายเมลล์เอ็ดก่อนจะหันไปพูดกับรถเมล์ “เธอคู่กับมุนะ”
“ห๊ะ” นายมุอุทานแล้วชี้หน้าตัวเอง “กูอีกแล้วอ่อวะ”
“มุรังเกียจรถเมล์เหรอ ฮึก…” รถเมล์เริ่มสะอึก
“สงสัยต้องวิ่งยกกลุ่มจริงๆ แล้วมั้ง”
ครูดามพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจแล้วยกนาฬิกาจับเวลาขึ้นมา นายมุรีบผูกผ้าเข้ากับขารถเมล์อย่างไม่มีทางเลือก
“ถ้ามาช้าเกินครึ่งชั่วโมงครูให้วิ่งยกกลุ่มอีกรอบนะ จับเวลา เริ่ม”
“ก้าวเร็วๆ ดิ” นายเมลล์พูดประโยคนี้มาเป็ครั้งที่ห้าแล้ว
“นายนั่นแหละ ก้าวช้าๆ ลงหน่อยดิ เดินคนละจังหวะกันแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะถึงล่ะ”
“ก็เธอขาสั้นเองนี่”
“ฮูยยย ไอสูง ไอขายาว”
“พูดแค่นี้ทำยัวะ ปากงี้ไม่มีใครเอาหรอก”
“แล้วเื่อะไรนายต้องมาว่าฉันไม่มีคนเอาด้วยล่ะห๊ะ”
ฉันผลักนายเมลล์จนล้มลงไป แต่เอ๊ะ ขานายบ้านี่กับขาฉันมันถูกมัดติดกันอยู่นี่หว่า
“โอ๊ย” เสียงนายเมลล์ร้องขึ้นทันที
“อ๊ากกก” ส่วนนี่เสียงของฉัน
แต่ทำไมพื้นทรายมันนุ่มอย่างนี้เนี่ย...
“ร้องทำไม เธอล้มทับฉันนะ” นายเมลล์บ่นแล้วพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้น
“สมน้ำหน้าก็อยากมาว่าฉันก่อนทำไมล่ะ”
“เฮ้ยๆ ไอสองคนนี้อ่ะจะผสมพันธุ์กันเหรอ” ปริ๊นซ์กับโอปอวิ่งตีคู่ฉันกับนายเมลล์มาติดๆ สองคนนี้ดูสามัคคีกันดีจริงๆ
“เอ้า! ลุก” นายเมลล์ให้จังหวะฉันลุกขึ้นแล้วพยายามทรงตัวอีกครั้ง
“มาแล้วโว้ย” เสียงทะเล้นๆ ของนายเจลีดังขึ้นไม่ไกล “ช้าๆ ชิดซ้ายเพ่”
“นายเจลีพอก่อน เหนื่อยนะเนี่ย พักบ้างดิ แฮ่กๆ”
“อะไร แค่นี้เหนื่อยเหรอ” เจลีหยุดวิ่งแล้วมาเดินข้างๆ นายเมลล์ “ออกตัวมาดี ไหงช้าจังวะ”
“ก็คนแถวนี้เค้าขาสั้น เดินตามไม่ทันนี่หว่า”
“คำก็ขาสั้น สองคำก็ขาสั้น งั้นนายก็ไปคนเดียวเลยไปไอขาย๊าวยาว”
พูดจบฉันก็ผลักนายเมลล์ไปชนกับนายเจลีเข้าอย่างอย่างจัง
ตุบ
“เฮ้ย เล่นไรของเธออีกเนี่ยแม่สาวอารมณ์รุนแรง” นายเมลล์เอื้อมมือมาประคองตัวฉันไว้ โชคดีไปที่คราวนี้พวกเราทรงตัวได้ แต่ก็กลายเป็นายเจลีกับยัยแจงที่เป็คนล้มลงไปแทน
“อ๊ายยยยยยย”
“แจง! O_o” ฉันะโเมื่อเห็นภาพนายเจลีกับยัยแจงล้มลงไปกองกับพื้นในสภาพขาติดกัน เจลีล้มทับยัยแจงเข้าอย่างจัง เรียกได้ว่าหน้าอกชนหน้าอกกันเลยทีเดียว เฮือก!
“เฮ้ย”
ผัวะ
“ไอทะลึ่ง ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“เฮ้ย ตีทำไม ไอเมลล์เป็คนผลักนะ” นายเจลีบ่นแล้วฉุดยัยแจงให้ลุกขึ้น
“เมลล์ นายเล่นแบบนี้เหรอ”
“เฮ้ย เพื่อนเธออ่ะแหละ” นายเมลล์แก้ตัว
“อย่างนี้มันต้อง…โดน!”
พลั่ก
ตุบ
“อ๊ากกก” ฉันล้มลงอีกครั้งเมื่อยัยแจงออกแรงผลักนายเมลล์มาชนฉัน แล้วนายนั่นก็ล้มทับฉันอีกต่อ
“โชคดีนะบ๊ายบาย” ยังจะมีหน้ามาะโเยาะเย้ยฉันอีกยัยเพื่อนบ้า!
“โอย” ฉันร้องเบาๆ
“เป็ไรมากป่ะ”
“ไม่อ่ะ แล้วนี่นายจะลุกขึ้นได้รึยัง จะทับฉันอีกนานมั้ย”
การจ้องตากับนายเมลล์เป็ครั้งที่สองทำให้ฉันนึกถึงเื่ที่เต็นท์พยาบาลจนเกือบหลุดขำออกมา
“ทำหน้าอะไรประหลาดๆ” หมอนั่นพูดพร้อมกับยื่นมือมาฉุดฉันให้ลุกขึ้น
“เฮ้ย ตุ้มหูหายอ่ะ” ฉันเริ่มโวยวายเมื่อรู้ตัวว่าตุ้มหูคริสตัลรูปหัวใจที่พี่ปอนด์ซื้อให้หายไป
“ช่างเถอะน่า รีบๆ ไปเหอะ”
“แต่นั่นมัน…”
จริงสิฟีน เธอควรจะลืมมันไปซะ เลิกสนใจแล้วทิ้งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเค้าไปให้หมด มันถึงเวลาที่เราต้องเริ่มต้นใหม่ได้แล้ว!
“ทำอะไรอ่ะ” ฉันถามเมื่อเห็นนายเมลล์ยืนบิดไปบิดมาอย่างหงุดหงิด
“ก็หาตุ้มหูของเธอไง มันเป็ยังไง สีอะไรล่ะ” นายเมลล์หันมาขึ้นเสียงก่อนจะออกแรงลากฉัน “เอ้า เดินตามมาสิ ยืนอยู่กับที่แล้วจะหาเจอมั้ย”
“ไม่ต้องหาหรอก ช่างมันเถอะ ค่อยซื้อใหม่ก็ได้”
ฉันพูดพร้อมกับถอดตุ้มหูอีกข้างแล้วออกแรงลากนายเมลล์พาเอาไปทิ้งที่ถังขยะริมหาดก่อนจะเริ่มออกเดินไปยังจุดธงแดงต่อ
ฉันควรมูฟออนจริงๆ สักที!
พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว ท้องฟ้าสีส้มอ่อนๆ ส่องกระทบผืนทะเลให้เปล่งแสงสีทองเป็ประกายวิบวับ บรรยากาศดีๆ แบบนี้อยากเดินจูงมือกับใครสักคนที่เรารู้สึกดีด้วยไปตามชายหาดจัง
“เหม่ออะไรอยู่ เธอก้าวผิดจังหวะสามครั้งแล้วนะ”
“นี่ นายเมลล์” ฉันเรียกเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “นายมีแฟนมั้ย”
“ห๊ะ” หมอนั่นทำหน้าแบบไม่เชื่อหู คงจะไม่ได้คิดอะไรพิสดารๆ อีกหรอกนะ เฮ้อ ฉันพลาดเองแหละ “เธอชอบฉันเหรอ”
“ว่าแล้ว นายนี่มันหลงตัวเองจริงๆ”
“อ้าว ก็หล่ออ่ะ”
“โอ๊ย ช่างเถอะ ลืมๆ ไปซะ” ฉันพูดตัดบทเพราะี้เีต่อล้อต่อเถียง
“เฮ้ย คู่นี้อ่ะ รีบๆ หน่อยนะ รองโหล่เลย” ปริ๊นซ์กับโอปอวิ่งสวนพวกฉันไป ตามมาด้วยคู่ยัยแจงกับนายเจลี สากับกรีน และพีทกับบิว
ฉันก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป และตอนนี้พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าเป็สีส้มมืดๆ เหนื่อยจัง! ร้อนก็ร้อน ตัวยังเลอะแป้งกับสีผสมอาหารอยู่เลย หัวก็ยุ่งอย่างกับคนบ้า ฉันอยากจะอาบน้ำเต็มทีแล้วนะ
“ยังไม่มีหรอก”
“หือ?” ฉันหันไปมองหน้านายเมลล์
“แฟนน่ะ ยังไม่มีหรอก” หมอนั่นตอบโดยที่ไม่มองหน้าฉัน ก็ฉันบอกว่าไม่อยากรู้แล้วไงนายจะบอกฉันทำไม อ่อยฉันเหรอ! “แล้วเธอล่ะ”
“ทำไมฉันต้องบอกนาย”
“เฮ้อ ไม่บอกก็รู้ นิสัยแบบนี้ผู้ชายที่ไหนก็วิ่งหนี”
“จะดูถูกกันมากเกินไปละนะ” ฮึ่ย อีตาบ้า “แฟนฉันนะ ทั้งสูง หล่อ ขาว ตี๋ ดูดีกว่านายเยอะเหอะ”
“สูง หล่อ ขาว ตี๋ ผีจีนเหรอวะ ฮ่าๆๆๆๆ”
โอ๊ย ไม่อยากคุยกะตาบ้านี่แล้ว หาเื่จิกกัดฉันตลอดเวลาเลย อุตส่าห์จะมองนายในแง่ดีแล้วนะ ถึงจุดสตาร์ทเมื่อไหร่ฉันจะรีบแกะไอผ้าผูกขาบ้าๆ นี่ออกทันทีเลยคอยดู
ในที่สุดฉันกับนายเมลล์ก็วนกลับมาถึงจุดสตาร์ท ปริ๊นซ์กับโอปอมาถึงก่อนเป็คู่แรก ตามมาด้วยนายเจลีกับยัยแจงซึ่งฉันยังเคืองแม่นี่ไม่หาย ส่วนคู่ของสากับนายกรีน และนายพีทกับบิวนั้นมาถึงพร้อมกัน จากนั้นก็เป็คู่ของฉันกับไอบ้าเมลล์ ตอนนี้พวกเรากำลังยืนรอคู่นายมุกับรถเมล์อยู่
“ไอมุกับรถเมล์ไปทำอะไรกันวะ” นายกรีนเริ่มบ่น
“รถเมล์คงเป็ตัวถ่วงอีกตามเคย”
“อ้าว ทำไมนายพูดแบบนี้อ่ะ”
ยัยแจงหันไปค้อนใส่นายเจลี พอดีกับที่อาจารย์เดินกลับมา
“มากันครบรึยัง ใกล้จะหมดเวลาแล้วนะ”
“เหลือเวลาอีกกี่นาทีคะอาจารย์” บิวถาม
“หนึ่งนาที”
“มาแล้ว มาแล้ว” สาะโเต้นโหยงๆ ภาพที่เห็นตอนนี้คือมุกำลังอุ้มรถเมล์วิ่งกลับมา
“เร็วดิไอมุ” ปริ๊นซ์ะโพร้อมกับปล่อยก๊ากออกมา
“ทันเวลาเป๊ะ” ตามด้วยเสียงถอนหายใจของนายพีท
“รถเมล์ขาพลิกครับผมเลยต้องอุ้ม ดูดิครับร้องไห้ใหญ่เลย” นายมุพยายามอธิบาย
“ฮือ…รถเมล์ไม่ได้ขาพลิก”
“อ้าว” อาจารย์หันไปมองนายมุทีนึงแล้วหันกลับไปมองรถเมล์ “แล้วเธอร้องไห้ทำไม”
“เค้า…เค้าทำท่ารังเกียจหนูค่ะ ฮือ”
“พวกผู้ชายเรียงแถวเลย วิดพื้นสามสิบ”
“โห่ จารย์”
“ไม่ต้องเถียง”
“เอ่อ…อาจารย์คะ” บิวเรียกอาจารย์เกร็งๆ “อาจารย์ให้พวกเราวิ่งสามขาจะได้สามัคคีกันใช่มั้ยคะ”
“ก็ใช่”
“...ถึงคู่นี้จะไม่ได้วิ่งสามขามา แต่มุก็อุ้มรถเมล์จนกลับมาถึง อุ้มคนๆ หนึ่งมาตั้งไกล มันก็เหนื่อยเหมือนกันนะคะอาจารย์ อย่าทำโทษพวกสเต็ปเทพเลยค่ะ”
“ก็ถูก แต่ที่นายมุทะลุทำท่ารังเกียจรถเมล์ก็แปลว่าไม่สามัคคีกันอยู่ดี”
อาจารย์หันไปมอง ซึ่งรถเมล์ก็ทำหน้าจะร้องไห้หนักเข้าไปอีก
“พอแล้วไม่ต้องพูด พวกผู้ชายเรียงแถววิดพื้นสามสิบ”
สุดท้ายพวกสเต็ปเทพก็โดนลงโทษอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่นายพวกนั้นก็แข็งแรงกันน่าดู สามสิบทีไม่มีพักเลยแฮะ เป็ฉันคงตายั้แ่สามทีแรกแล้วอ่ะ
“เอาล่ะ พอแล้ว” ครูดามพูดขึ้นเมื่อนับครบสามสิบที “สำรับไพ่นี้ครูจะยึดไว้นะ ตอนนี้พวกเธอกลับที่พักไปได้แล้วไป”
เมื่ออาจารย์เดินออกไปแล้วนายเมลล์ก็เริ่มเปิดประเด็นทันที
“ทำไมเธอถึงซื่อแบบนี้อ่ะรถเมล์”
“ไม่ได้ซื่ออย่างเดียวนะ บื้ออีกต่างหาก” นายเจลีเสริม แล้วยัยแจงก็เถียงกลับทันที
“แล้วทำไมนายต้องด่าเพื่อนฉันด้วยล่ะ”
“แค่นี้ก็ช่วยโกหกหน่อยไม่ได้” นายพีทผสมโรง
“พวกนายจะอะไรกัน ก็แค่วิดพื้นเองฉันก็ไม่เห็นพวกนายจะตายซะหน่อย”
“แต่ถ้าเพื่อนเธอฉลาดกว่านี้ พวกเราก็ไม่ต้องทำหรอก” นายกรีนแย้งสา
“เื่อะไรต้องมาพูดแบบนี้กับรถเมล์ด้วยห๊ะ รถเมล์ไม่ใช่เพื่อนนายรึไง” คราวนี้ฉันเถียงบ้าง
“พวกเราไม่เคยมีเพื่อนซื่อบื้อ” นายเมลล์ตอบกลับมา
“ไอ…”
“ไม่ต้องเถียงกันแล้ว รถเมล์ผิดเองแหละ รถเมล์มันโง่ ทำอะไรก็ไม่เคยถูกสักอย่าง ฮือ” รถเมล์ปล่อยโฮลั่นก่อนจะวิ่งหนีไป ฉันไม่เคยคิดเลยว่านายพวกนี้มันจะใจร้ายได้ขนาดนี้
“ก็ได้ ถ้านายว่ารถเมล์โง่ ก็แปลว่าพวกนายว่าพวกฉันโง่ด้วย ถ้าสเต็ปเทพคิดว่าตัวเองฉลาดนักก็ไม่ต้องมายุ่งกับพวกเราอีก” สาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคืองๆ
“ฝอยทองไม่เกี่ยวนะ”
“ทองฝอยด้วยครับ” โอปอกับปริ๊นซ์รีบแสดงจุดยืน
“เออ จำไว้นะ อย่ามายุ่งกับพวกเราอีก” บิวย้ำ
“พวกฉันไม่เคยมีเพื่อนใจร้ายอย่างพวกนาย” สากระแทกเสียง
“สเต็ปเทพกิ๊กก๊อกเอ้ย!”
“เออ พวกเธอก็อย่ามายุ่งกับเราแล้วกัน” นายเมลล์ย้อนฉัน
“อยากยุ่งด้วยตายแหละ ชิ” แล้วยัยแจงก็ปิดท้าย
ไอพวกผู้ชายใจแคบเอ้ย!