ฮวาหลิงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเตรียมตัวออกจากห้องเพื่อหาซื้อสมุนไพรแก้พิษในร่างกาย ทว่านางยังไม่ทันก้าวออกจากห้องชายชราคนหนึ่งก็เดินพรวดพราดเข้ามาด้านในห้องเสียก่อน ใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามวัยแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขานั้นกังวลและดีใจเพียงใด
"เอ่อ…"นางยืนตะลึงในชั่วขณะั์ตาดำขลับทอแสงความสับสนแล้วมองชายชราฝั่งตรงข้ามไม่กระพริบตา
"เย่เอ๋อร์หลานฟื้นแล้ว รู้หรือไม่ปู่เป็ห่วงเพียงใด ปู่คิดว่าหลานจะทิ้งปู่ไปเสียอีก"จวิ้นเฉินหลง แม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉินในวัย ห้าสิบปี ใบหน้าของเขาในยามนี้เเสดงออกอย่างชัดเจนถึงความดีใจจนล้นทั่วใบหน้า
ฮวาหลิงก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณของความไม่คุ้นชิน ใบหน้างามแสดงออกบ่งบอกว่านางนั้นไม่รู้จักชายชราตรงหน้านางแม้แต่นิด
"....."เฉินหลงเห็นปฏิกิริยาของหลานสาวความเ็ปวิ่งผ่านหัวใจทันทีใบหน้าชราสลดลงมือที่คิดจะยื่นจับมือหลานสาวค้างกลางอากาศก่อนเขาจะชักมือกลับ กล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน"หลานคงจะยังเบลอๆ อยู่สินะ...ถ้าเช่นนั้นหลานพักผ่อนให้เพียงพอพรุ่งนี้ปู่จะมาเยี่ยมใหม่.."เขากล่าวน้ำเสียงอ่อนโยนทว่ากลับเบาราวกับเสียงกระซิบ
ฮวาหลิงชะงักก่อนนางจะมองสำรวจใบหน้าของเฉินหลงด้วยแววตาใส่กระจ่าง แต่นางไม่ได้พูดหรือชักชวนให้ปู่ของนางอยู่ต่อเพราะไร้ประสบการณ์ในการรับแขกไม่ว่าจะภพก่อนหรือภพนี้ความต่อต้านของนางยังคงมีอยู่
ในภพก่อนถึงนางจะเป็ถึงทายาทตระกูลการแพทย์ชื่อดังทว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวกับเป็ศูนย์ไม่ว่าจะบิดามารดาล้วนแต่เห็นงานสำคัญกว่าบุตรแท้ๆ แม้แต่คนที่เป็ปู่ของนางในภพก่อนยังชัดสีหน้าอย่างชัดเจนถึงความไม่ชอบนางทั้งที่เป็หลานแท้ๆ ของเขา หลายครั้งที่นางเคยทบทวนว่านางเป็ลูกหลานตระกูลไป๋จริงหรือแต่ความจริงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจากใบหน้ามารดาและความสามารถจากบิดานางล้วนแต่เหมือนพวกท่านทุกอย่างราวกับพิมพ์เดียวกัน เพราะงั้นการสื่อสารและสร้างสัมพันธ์ของนางจึงด้อยนัก ส่วนปฏิกิริยาที่นางแสดงออกถึงความห่างเหินและไม่คุ้นชินกับปู่คนใหม่ของนางนั้นได้มาจากปฏิกิริยาของปู่คนก่อนทั้งนั้น
ฮวาหลิงสับสนไม่กล้ารับความอ่อนโยนจากเฉินหลงเพียงนิดนางทำได้เพียงยืนนิ่งเป็รูปปั้นคอยส่งท่านปู่ของนางกลับ ถึงภายนอกนางจะดูนิ่งทว่าภายในใจนั้นกลับเต็มด้วยความวุ่นวายจนโกลหล
"คุณหนู..ข้อมูลที่ท่าน้าได้แล้วขอรับ"กงมู่กล่าวขึ้นทำลายความเงียบพร้อมทั้งยื่นแผ่นกระดาษที่มีความหนาให้กับผู้เป็นายด้วยมือที่สั่นเทา
ฮวาหลิงย่นคิ้วก่อนยื่นมือรับแผ่นกระดาษที่หนาจนนางสงสัยไม่คิดว่าข้อมูลตระกูลจวิ้นจะมีความหนาเป็ปึกเช่นนี้ทว่านางกลับมิได้ผลักไสแต่นางกลับรับด้วยมืออันเรียบเฉยแทน
นางเดินกลับมาอย่างห้องนอนพร้อมทั้งอ่านสำรวจตัวอักษรที่ตัวในแผ่นกระดาษอย่างจริงจังจนถึงประโยชน์หนึ่งนางถึงกลับงุนงง
"ข้าเป็ลูกคนเดียวมิใช่หรือ แล้วคุณชายจวิ้นอู่ิเป็ใครและกลายเป็บุตรชายบุญธรรมของตระกูลได้อย่างไร? "
"คุณหนูท่านคงจะยังไม่รู้ เมื่อปีที่แล้วนายท่านจวิ้นออกศึกได้ช่วยบุรุษคนหนึ่งไว้ อดีตเขาเป็เพียงบุตรชายของช่างตัดไม้ของหมู่บ้านผิงหยางที่เสียบิดามารดาในระหว่างเดินทางจึงไม่รู้ว่าทางนั้นมีการทำศึกกันเป็เหตุให้เขาเสียมารดาและบิดาไปด้วยความที่นายท่านจวิ้นมีเมตตานายท่านจวิ้นจึงรับคุณชายอู่ิเป็บุตรบุญธรรมขอรับ"กงมู่กล่าวอย่างระวังในขณะพูดเขาไม่แม้แต่มีความกล้าในการสบตากับผู้เป็นายเพียงนิดเพราะเขารู้นิสัยของนายสาวของเขาดีว่าเป็เช่นไร ความหยิ่งยโสเป็ที่หนึ่ง ความหึงหวงในสมบัติของตระกูลมีจนขึ้นหน้า ความร้ายกาจอย่าได้กล่าวถึง หากมีคนขึ้นแย่งชิงสมบัตินางย่อมไม่ปล่อยให้หลุดลอย
ฮวาหลิงวางปึกกระดาษนั้นลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทอดสายตามองกงมู่ที่กำลังสั่นกลัวอยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าเ็า
"เขาเป็คนเช่นไร"น้ำเสียงเย็นกล่าวขึ้นต่อพลางยกมือขึ้นกอดอกเดินรอบๆ ห้องอย่างครุ่นคิด
"เท่าที่ข้าน้อยเคยพบ คุณชายอู่ิเป็คนที่อ่อนโยนมากและยังเก่งกาจในเื่การสู้รบอีกแม้กระทั่งเื่การแพทย์ก็เก่งราวกับคุณชายเล่าเรียนด้านการแพทย์เลยขอรับ"
นางชะงักค้างกับคำบอกเล่าของกงมู่ นิสัยและความเก่งของอู่ิเหมือนกับ ซูเชียนบุรุษน่ารังเกียจคนนั้นทุกประการ นางกำมือแน่นก่อนจะหยุดฝีเท้าลงมองใบหน้าของกงมู่อีกครั้ง
"ข้าเชื่อใจเ้าได้หรือไม่"
"ขอ ขอรับคุณหนู! "กงมู่ตอบกลับอย่างหนักแน่นแววตามีเพียงแต่ความจริงจัง
"ดี ก่อนอื่นข้ามีงานให้เ้าทำอีกหนึ่งงาน…"นางว่าพลางเดินไปอย่างโต๊ะข้างหน้าต่างบรรจงเขียนตัวอักษรลงบนแผ่นกระดาษแผ่นเล็กก่อนยื่นให้กงมู่"เ้าหาสมุนไพรห้าชนิดนี้มาให้ข้าและก็เตาปรุงยา เครื่องบดยาและ…..หากสามารถหาได้ภายในสามวันนี้ถือว่าดีมาก เอาล่ะเ้าออกไปได้แล้วข้าอยากพักผ่อน"
"ขอรับคุณหนู! "กงมู่ค้อนกายก่อนละถอยออกจากห้องไป
นางนั่งลงข้างเตียงยกปึกกระดาษขึ้นมาอ่านทบทวนด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกทว่ากลับทอแสงของความเ็าทุกครั้งเมื่ออ่านถึงชื่อของบุตรชายบุญธรรมของท่านปู่ของนาง อู่ิ
นางหมกมุ่นอยู่เพียงแต่ในห้องไม่ได้ออกไปที่ใดแม้แต่ก้าวเดียว เพื่อว่างแผ่นชีวิตของนางอยู่เงียบๆ จนเสียงเคาะประตูดังขึ้นนางจึงยอมละสายตาจากแผนชีวิตที่นางวางไว้มองทางประตูห้องด้วยใบหน้าคิ้วขมวด ก่อนยันกายลุกขึ้นเดินมาเปิดประตู
บุรุษอาภรณ์สีฟ้าอ่อนใบหน้าหล่อเหลาคิ้วเรียวกระบี่มองมาที่ฮวาหลิงอย่างอ่อนโยนก่อนเขาจะกล่าวน้ำเสียงนุ่มนวลกับนางทั้งยังส่งกล่องใบเล็กให้นางอีก
"พี่ได้ยินว่าน้องหญิงล้มป่วย จึงนำยาที่พี่ปรุงขึ้นเองให้น้องหญิงพี่ตั้งใจปรุงให้น้องโดยเฉพาะเลยนะ"อู่ิกล่าวพลางยิ้ม
ผิดกับฮวาหลิงนักที่นางแสดงสีหน้าออกอย่างชัดเจนถึงความไม่ชอบใจ ทั้งยังมิยอมยื่นมือรับของฝากจากเขาด้วยซ้ำ
"ไม่จำเป็ ท่านเก็บไว้ใช้เองเถอะ"นางตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้าก่อนจะปิดประตูใส่ ทว่ามือใหญ่ของเขาดันประตูไว้เสียก่อนร่างงามเงยหน้าขึ้นตวัดสายตาเย็นะเืให้"ไร้มารยาท! "
"น้องหญิงรับไว้เถอะถึงอย่างไรพี่ก็อุตส่าห์ทำให้…."
"ข้ามีปัญญาหาเอง ท่านไม่จำเป็ต้องทำให้ข้าก็ได้ และอีกอย่างต่อไปอย่ามาที่นี่อีก ที่นี่ไม่ต้อนรับคนนอกตระกูลเช่นท่าน! "กล่าวจบบานประตูปิดลงใส่หน้าของเขาทันที
อู่ิมองบานประตูที่ปิดใส่หน้าเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกก่อนหันหลังกลับทันที
"คุณชายคุณหนูเสี่ยวเย่นิสัยไร้กาจนักท่านอย่าสนใจนางเลยขอรับ"ข้ารับใช้ข้างกายของเขากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"....."
"คุณหนูเสี่ยวเย่ถูกตามใจจนเสียคนั้แ่เด็ก นิสัยก็ไร้กาจบ้าอำนาจ หยิ่งผยอง ทุกคนในแคว้นฉินต่างรู้กันจนทั่ว ท่านยังไม่รู้นี่เป็เพียงนิสัยร้ายกาจเล็กน้อยเท่านั้นหากครั้งต่อไปข้าน้อยคาดว่านางจะไม่ไว้หน้าของคุณชายมากกว่านี้เป็แน่ขอรับ ท่านออกห่างๆ จากคุณหนูเสี่ยวเย่เถอะขอรับ"
เขายังคงเงียบทำเพียงเดินกลับเรือนพักทว่าสายตาที่เขาใช้มองทุกสิ่งล้วนแต่มีความเ็าจนถึงกระดูกเท่านั้น ส่วนการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่ฮวาหลิงแสดงต่อเขาเมื่อครู่เขาไม่ได้นำมาใส่ใจด้วยซ้ำเพราะเขาถือว่าเป็การทักทายระหว่างเขาและนาง