ท่ามกลางกงล้อแห่งโชคชะตาที่หมุนวนอย่างเชื่องช้าและไร้ความปรานีในวัฏสงสาร
มหานครคอนกรีตอันกว้างใหญ่ไพศาลตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้ท้องฟ้า
ที่ถูกฉาบด้วยสีเทาหม่นหมองของควันพิษและฝุ่นละออง ที่แห่งนี้ไร้ซึ่งกลิ่นอายแห่งจิติญญา
มีเพียงเสียงจอแจของเครื่องยนต์และฝีเท้าของผู้คนที่เดินขวักไขว่ราวกับมดงานที่ไร้ซึ่งความคิดเป็ของตนเอง
‘ธันวา’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี ผู้มีดวงตาหม่นแสงประดุจดาริกาที่ถูกเมฆหมอกบดบังมานับพันปี
เขากำลังยืนทอดถอนใจอยู่ท่ามกลางผู้คนเ่าั้ ชีวิตของเขาช่างจืดชืดและไร้จุดหมายประดุจน้ำบ่อขังที่รอวันเหือดแห้งหายไป
ร่างกายของเขาถูกพันธนาการไว้ด้วยสิ่งที่ผู้คนในยุคนี้เรียกว่า ‘คุกเหล็กไหล’
หรือออฟฟิศขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกองเอกสารพะเนินเทินทึก กองกระดาษเ่าั้เปรียบเสมือนูเาศพ
ที่ทับถมิญญาของเขาให้จมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่า เ้านายของเขาคือกงเต็กหน้าเืที่ไม่เคยพอใจในผลงาน
จ้องแต่จะสูบเค้นหยาดเหงื่อและลมหายใจของเขาไปแลกกับเศษเงินตราที่แทบจะไม่พอประทังชีวิต
ความตื่นเต้นเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตที่เหี่ยวเฉาของชายหนุ่ม คือการยืนรอขบวนรถไฟที่มักจะล่าช้ากว่ากำหนดเสมอ
เสียงล้อเหล็กเสียดสีกับรางประดุจเสียงกรีดร้องของิญญาร้ายในขุมนรกโลกันตร์
เป็สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ ทว่า...
์เบื้องบนที่หลับใหลมาเนิ่นนาน กลับตัดสินใจที่จะโยนหินก้อนเล็กๆ ลงบนผิวน้ำอันนิ่งงันแห่งโชคชะตาของเขา
เพื่อสร้างคลื่นพายุคลั่งที่จะสั่นะเืไปทั่วทั้งสามภพ!
เช้าตรู่วันหนึ่งที่อากาศเย็นะเืจนบาดลึกเข้าไปในกระดูก
ธันวากำลังก้าวเดินไปตามเส้นทางปกติที่เขาใช้สัญจรเป็ประจำ เขาสอดส่ายสายตาหาทางลัดเพื่อหลีกหนีฝูงชนที่เบียดเสียด และตัดสินใจเลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบๆ
ที่ล้อมรอบด้วยตึกสูงตระหง่าน ซอยแห่งนี้เป็ทางลัดไปยังสถานีรถไฟที่เขามักจะใช้สัญจรอยู่เสมอ
ทว่าในวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิม
ทันทีที่เขาย่างกรายเข้าสู่เงามืดของซอยแคบ บรรยากาศรอบกายพลันวิปริตแปรปรวน
ลมหนาวที่เคยพัดเอื่อยๆ กลับกลายเป็พายุหมุนขนาดเล็กที่พัดวูบมาปะทะใบหน้าของเขาอย่างรุนแรง
มันไม่ใช่ลมที่เกิดจากธรรมชาติของโลกใบนี้
แต่มันแฝงไปด้วยพลังงานบางอย่างที่ดุดันและเก่าแก่
ราวกับลมหายใจของอสูรโบราณที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลยาวนานนับหมื่นปี
พริบตาต่อมา จมูกของเขาก็ได้ัักับกลิ่นหอมประหลาดที่ไม่อาจหาได้ในโลกมนุษย์
มันคือกลิ่นของสมุนไพรทิพย์ที่ลอยอวลขึ้นมาจากพื้นดิน
กลิ่นนั้นหอมรัญจวนใจทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกกดดันอย่างมหาศาล
ราวกับว่าเพียงแค่สูดดมเข้าไปหยดเดียวก็สามารถทำให้คนธรรมดากระอักเืตายได้
ธันวาชะงักฝีเท้า หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
เขากะพริบตาถี่ๆ พยายามเพ่งมองภาพเบื้องหน้า
ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับกลายเป็ความพร่าเลือน มิติรอบกายบิดเบี้ยวและสั่นะเื
หมอกสีขาวจางๆ แผ่คลุมไปทั่วบริเวณ ปกปิดเส้นทางและกำแพงตึกจนหมดสิ้น
ด้วยความสับสนและไม่ทันระวังตัว
ธันวาได้ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าเพียงหนึ่งก้าว...
ทว่าหนึ่งก้าวนั้น กลับกลายเป็ก้าวที่ข้ามผ่านรอยต่อแห่งมิติและกาลเวลา!
เขาได้ก้าวล่วงเข้าสู่ "ประตูมิติ" ที่ซ่อนเร้นอยู่ในรอยแยกของขอบเขตระหว่างสองโลก
รอยแยกที่ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบมานับั้แ่ยุคา!
วิ้งงงง!
เสียงสะท้อนดังกึกก้องในโสตประสาท
ร่างกายของธันวารู้สึกเหมือนถูกฉีกทึ้งออกเป็ชิ้นๆ
แล้วประกอบขึ้นมาใหม่ในเสี้ยววินาที ความเ็ปนั้นเกินกว่าที่มนุษย์ปุถุชนจะรับไหว
ทว่าก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง
แสงสว่างจ้าก็สาดส่องเข้ามาเตะตา เมื่อเขากะพริบตาและลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
โลกทั้งใบที่เขารู้จักก็พังทลายลงสิ้น!
สภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงราวกับเป็คนละจักรวาล
เบื้องบนมิใช่ท้องฟ้าสีเทาหมองอีกต่อไป
แต่มันคือท้องนภาสีครามสดใสราวมณีน้ำงามที่ไร้ซึ่งราคีใดๆ
แสงแดดที่สาดส่องลงมานั้นอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
ผืนแผ่นดินเบื้องล่างถูกปกคลุมไปด้วยต้นหญ้าสีเขียวมรกต
ที่เรืองแสงวิบวับราวกับมีชีวิตเป็ของตนเอง
ทุกอณูอากาศอัดแน่นไปด้วยสิ่งที่ลี้ลับและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าออกซิเจนใดๆ ในโลกเดิม
ทว่า... ก่อนที่ธันวาจะได้ดื่มด่ำกับความงดงามระดับสรวง์ชั้นเก้า
ความจริงอันโหดร้ายก็ฟาดหน้าเขาอย่างจัง! กลิ่นคาวเืคละคลุ้งลอยมาปะทะจมูกแทนที่กลิ่นสมุนไพรทิพย์
เสียงะเิตูมตามดังกึกก้องจนแผ่นดินไหวะเื
จู่ๆ เขาก็พบว่าตนเองกำลังยืนนิ่งเป็เป้านิ่งอยู่กลางสมรภูมิรบขนาดมหึมา!
เบื้องหน้าของเขาคือทะเลเพลิงและซากศพ ผู้คนนับหมื่นที่สวมใส่อาภรณ์
โบราณราวกับหลุดออกมาจากซีรีส์กำลังฟาดฟันกันด้วยศาสตราที่เปล่งประกายแสงหลากสีสัน
สิ่งที่มโนได้ว่าคือ พลังปราณพวยพุ่งปะทะกันก่อให้เกิดพายุหมุนที่ฉีกกระชากผืนดิน
ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับถูกบดบังด้วยร่างของสัตว์อสูรขนาดมหึมาที่มีเกล็ดสีดำทมิฬ
พวกมันกระพือปีกเพียงครั้งเดียวก็กรรโชกให้ผู้บำเพ็ญเพียรนับร้อยปลิวว่อนราวกับใบไม้ร่วง
สัตว์อสูรเ่าั้กำลังะโคำรามเสียงดังกึกก้องจนแก้วหูแทบฉีกขาด
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็นมันเกินขอบเขตของสามัญสำนึก
ราวกับภาพลวงตาที่จงใจดึงดูดความสนใจและบดขยี้สติสัมปชัญญะของเขาให้แหลกละเอียด
ธันวายืนเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อประดุจรูปสลักหิน
เขาทำอะไรไม่ถูก สมองพยายามประมวลผลอย่างหนักหน่วง
'นี่มันเื่บ้าอะไรกัน? ฝันไปงั้นหรือ? หรือว่าฉันทำงานหนักจนช็อกตายคาซอยไปแล้ว?!'
แต่ก่อนที่ความสับสนจะกลืนกินสติของเขาจนหมดสิ้น
เสียงะโที่สั่นะเืไปถึงิญญาก็ดังแทรกทะลุความโกลาหลขึ้นมา
“หลงเฟิง... ท่านหลงเฟิงกลับมาแล้ว!”
โฮกกกกก!!
เสียงคำรามดังก้องไปทั่วสมรภูมิรับกับเสียงะโนั้น
บรรยากาศในสนามรบพลันหยุดชะงักราวกับถูกแช่แข็งด้วยเวทย์มนตร์กาลเวลา
ทั้งมนุษย์และอสูรต่างหันขวับมามองจุดที่ธันวายืนอยู่เป็ตาเดียว!
สายตานับหมื่นคู่จ้องมองมาที่ชายหนุ่มในชุดพนักงานออฟฟิศยับๆ
ธันวาััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งเป้ามาที่เขา มันหนักอึ้งประดุจขุนเขาไท่ซานกดทับลงบนบ่า
เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่า “หลงเฟิง” คือใคร หรือคือตัวอะไร
แต่สัญชาตญาณดั้งเดิมบอกเขาว่าชื่อนี้ต้องเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่
ระดับะเืฟ้าะเืดินเป็แน่แท้! ผู้คนรอบกายที่เมื่อครู่ยังรบราฆ่าฟันกันอย่างเอาเป็เอาตาย
บัดนี้กลับมีท่าทีเปลี่ยนไป
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในชุดโบราณต่างคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความสั่นเทา
สวมบทบาทผู้คลั่งลัทธิและร้องะโด้วยความปีติยินดี
พวกเขาต่างพากันประกาศก้องว่าชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยืนหน้าซีดเผือดคนนี้
คือมหาเซียนผู้ยิ่งใหญ่ที่หวนคืนมาจากความว่างเปล่า!
'ตูเรอะ เฮ้ๆ เดี๋ยวเส้! กระผม เอ้ยข้าน้อย..ชื่อ ธันวา! พนักงานแผนกบัญชีโว้ย ไม่ใช่มหาเซียนบ้าบออะไรนั่น!'
ธันวากรีดร้องในใจ เขาพยายามจะอ้าปากปฏิเสธและอธิบายความจริง
ทว่าความหวาดกลัวและความตื่นใที่ะเิอยู่ภายในอกกลับทำให้ลำคอของเขาตีบตัน
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้ราวกับว่าร่างกายนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอีกต่อไป
สายตาของศัตรูเผ่าอสูรจ้องมองเขาด้วยความหวาดระแวงและเคียดแค้น
ในขณะที่สายตาของเผ่ามนุษย์จ้องมองเขาด้วยความหวังและความเลื่อมใสบูชาสูงสุด
ในสถานการณ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็และความตายนี้
การปฏิเสธความจริงอาจหมายถึงการถูกสับเป็หมื่นๆ ชิ้นในเสี้ยววินาที!
ในเมื่อสถานการณ์มันบีบคั้นจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สมองอันชาญฉลาดของมนุษย์เงินเดือนที่ต้องคอยเอาตัวรอด
จากการถูกเ้านายด่าทุกวันจึงเริ่มทำงานอย่างเต็มสูบ!
เขาตัดสินใจเด็ดขาดในเสี้ยววินาทีนั้น... เขาเลือกที่จะเสแสร้ง!
เขาจะทิ้งตัวตนของ "ธันวา" ชายหนุ่มผู้อ่อนแอ
แล้วสวมหน้ากากรับบทบาทเป็จอมเซียนะผู้ยิ่งใหญ่
"หลงเฟิง" แทนที่จะยืนรอความตายในฐานะชายหนุ่มธรรมดาที่หลงทางมาในโลกแปลกใหม่
ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ระงับความสั่นเทาของร่างกาย เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
แววตาที่เคยหม่นหมองแปรเปลี่ยนเป็ความเ็าและเย่อหยิ่ง
ประดุจมหาเทพที่มองสรรพสัตว์เป็เพียงมดปลวก ชะตากรรมของเขาในโลกใบใหม่ได้เริ่มนับถอยหลังแล้ว
เขาตระหนักได้ในทันทีว่า... ความสามารถในการ "แถ" และการแสดงออกทางสีหน้าของเขา
อาจเป็ไพ่ตายและกุญแจดอกสำคัญที่สุดที่จะนำพาสู่วิธีการเอาตัวรอดในดินแดนแห่งการนองเืนี้!
"พวกเ้าจงหยุดมือ..."
ธันวาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้ทุ้มต่ำและทรงอำนาจที่สุดเท่าที่จะทำได้
แม้ในใจจะเต้นแรงระดับสิบเจ็ดริกเตอร์ก็ตาม
"ผู้ใดกล้าสร้างความวุ่นวายต่อหน้าข้า... มันผู้นั้นต้องดับสูญ!"