“เดี๋ยวข้าจะแนะนำอาจารย์ท่านหนึ่งให้เ้า นามว่าอาจารย์ซุน เป็อาจารย์ที่มีความรู้กว้างขวางที่สุดในสำนักศึกษาฮั่นปั๋วของเรา ทั้งยังเป็ดองกับท่านเ้าสำนักอีกด้วย ท่านเ้าสำนักไม่ค่อยพำนักอยู่ที่สำนักศึกษาบ่อยนัก อาจารย์ซุนท่านนี้จึงเป็ผู้ดูแลงานจิปาถะทั้งหมด อีกทั้งชั้นเรียนซิวจิ่นที่ท่านดูแลยังเป็ชั้นเรียนที่มีผลการเรียนดีที่สุดในสำนักศึกษา หากเ้าได้ติดตามเรียนกับท่านย่อมไม่ผิดหวังแน่นอน”
หลี่เจียเหรินพยักหน้าซ้ำ ๆ พร้อมกล่าวขอบคุณ
ขณะนั้นอาจารย์ซุนกำลังจิบน้ำชา เมื่อได้ยินว่ามีนักเรียนใหม่้ามาเข้าเรียนกับตนก็ไม่ได้ปฏิเสธ
หลี่เจียเหรินเขียนอ่านและคำนวณได้คล่องแคล่ว การแต่งกายสะอาดสะอ้าน กิริยาวาจาอ่อนน้อมสุภาพ
หลังจากอาจารย์ซุนซักถามไม่กี่ประโยคก็รู้สึกพึงพอใจ จึงรับของกำนัลแรกพบที่หลี่เหลาเอ้อร์นำมามอบให้ จากนั้นก็สั่งให้เจียเหรินเข้าสำนักศึกษาเพื่อทำพิธีกราบอาจารย์อย่างเป็ทางการในอีกสามวันข้างหน้า
สองพ่อลูกรีบกล่าวขอบคุณ
เมื่อเดินออกจากสำนักศึกษาก็ต่างมีความสุขเป็อย่างยิ่ง
จังหวะนั้นหลี่เหลาซื่อที่เพิ่งขายหนังกวางและเขากวางเสร็จก็เดินทางมาสมทบพอดี
เขากวางถูกส่งไปยังไป่เฉ่าถังและได้รับเงินมาห้าตำลึง ส่วนหนังกวางราคาถูกกว่า โดยร้านขายเครื่องหนังให้มาหนึ่งตำลึงครึ่ง
กวางตัวเดียวทำเงินได้กว่าหกตำลึง ซึ่งเกือบจะเพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนของเจียเหรินได้ถึงครึ่งปี ความรู้สึกผิดในใจของเขาจึงลดน้อยลงไปบ้าง
เมื่อทั้งสามคนกลับถึงบ้าน และทราบว่าเจียเหรินได้รับการตอบรับจากอาจารย์ที่มีความรู้ที่สุดในสำนักศึกษา คนในตระกูลหลี่ต่างก็ยินดีกันถ้วนหน้า
คืนนั้นจึงมีการหุงข้าวสองชนิดและตุ๋นไก่ป่าหนึ่งตัวเพื่อเฉลิมฉลอง
การที่ตระกูลหลี่ส่งบุตรหลานไปเล่าเรียนถือเป็เื่มงคล พวกเขาจึงไม่ได้ปิดบังเื่นี้
ไม่นานคนในหมู่บ้านก็ทราบข่าว และต่างชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของคนตระกูลหลี่
หลายวันต่อมา ชาวบ้านมักจะแวะเวียนมาพูดคุยที่บ้านตระกูลหลี่อยู่บ่อยครั้ง เพราะอยากเห็นหน้าเจียเหรินและทำความคุ้นเคยกับว่าที่บัณฑิตไว้ล่วงหน้า
“เจียเหรินเอ๋ย เมื่อเข้าสำนักศึกษาแล้วต้องตั้งใจเรียนนะ เ้าเกิดมาในครอบครัวที่ดี เมื่อได้ดีแล้วอย่าลืมตอบแทนท่านย่าของเ้าด้วยเล่า!”
เจียเหรินตอบรับคำแนะนำของทุกคนทีละคน
เมื่อแม่เฒ่าหลี่เห็นหลานชายเริ่มเขินจนหน้าแดง จึงไล่ให้เขาไปผ่าฟืนที่หลังบ้าน
“เด็กคนนี้กตัญญูและรู้ความจริง ๆ ในอนาคตต้องประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่แน่นอน!”
“เด็กบ้านหลี่ล้วนน่าภูมิใจ แม้แต่เจียอันที่เล็กที่สุดก็ยังฉลาดหลักแหลม! เ้าเอ้อร์ตั้นบ้านข้าโตกว่าเจียอันเสียอีก แต่กลับรู้แต่เื่ซนไปวัน ๆ ...”
แม่เฒ่าหลี่ยิ้มกริ่มขณะฟังคำชื่นชม พลางหยิบเกาลัดคั่วส่งให้แต่ละคน พร้อมกล่าวคำทักทายอย่างมีไมตรี
ในตอนนั้นเอง ผู้ใหญ่บ้านก็เดินทางมาเยือน
“พี่สาว ท่านผู้เฒ่าที่บ้านข้าได้ยินว่าเจียเหรินจะไปเรียนในอำเภอ จึงตั้งใจเย็บถุงหอม ‘สอบได้ป้ายทอง’ ให้เป็พิเศษ ภายในใส่สมุนไพรที่ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง หากดมตอนอ่านหนังสือตอนกลางคืนจะได้ไม่รู้สึกง่วง”
พูดจบเขาก็ยื่นกล่องใบหนึ่งให้ ภายในมีถุงหอมผ้าเนื้อละเอียดสีน้ำเงินเข้มสองใบ ปักคำว่า ‘สอบได้ป้ายทอง’ ไว้อย่างประณีต
แม่เฒ่าหลี่รีบกล่าวขอบคุณและเชิญผู้ใหญ่บ้านนั่งดื่มน้ำชา
เมื่อเจียเหรินได้ยินเสียงจึงวางขวานแล้วรีบมาทำความเคารพ
“หมู่บ้านของเราจะมีผู้มีความรู้เสียที เจียเหรินเป็เด็กดี ไม่ผิดหวังแน่ ต้องสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านชิงสุ่ยของเราได้อย่างแน่นอน!”
ผู้ใหญ่บ้านตบไหล่เจียเหรินด้วยความเอ็นดูในความสุขุมและมีสัมมาคารวะ
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอขอบคุณสำหรับคำอวยพร”
แม่เฒ่าหลี่บอกให้ทุกคนนั่งลงอีกครั้ง เมื่อนึกเื่หนึ่งขึ้นได้จึงกล่าวว่า “จริงด้วย ท่านผู้ใหญ่บ้าน ่ไม่กี่วันนี้ในขณะที่เจียเหรินยังอยู่ที่บ้าน ข้าอยากจะรบกวนให้ท่านช่วยนำทางพวกข้าไปเซ่นไหว้เ้าของเดิมของบ้านหลังนี้เสียหน่อย”
ก่อนหน้านี้ตอนที่ไปขายเขากวางในอำเภอ หลี่เหลาซื่อได้ซื้อกระดาษเงินกระดาษทองและธูปเทียนมาครึ่งตะกร้า ของเหล่านี้ไม่ควรเก็บไว้ในบ้าน จึงต้องรีบนำไปเผาส่งเสียให้เรียบร้อย
ผู้ใหญ่บ้านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงทันที
“ได้ พรุ่งนี้ไปได้เลย”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เถาหงอิงเตรียมของคืนนี้เลย” แม่เฒ่าหลี่ตัดสินใจเด็ดขาด เื่นี้จึงถูกกำหนดวันเป็ที่เรียบร้อย
คืนนั้น เถาหงอิงใช้แป้งละเอียดนึ่งหมั่นโถวสีขาวสะอาดหลายลูก นึ่งเนื้อกระต่ายจนสุกแล้วจัดวางในชาม พร้อมกับเตรียมผลไม้มาอีกสองจาน
เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งครอบครัวนำของเตรียมพร้อมแล้วไปรอที่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านนำอาหารและสุราติดตัวมาด้วย จากนั้นจึงนำทางคนตระกูลหลี่มุ่งหน้าไปยังจุดหมายอย่างพร้อมเพรียง
เ้าของบ้านเดิมไม่มีบุตร หลังจากเสียชีวิตผู้ใหญ่บ้านจึงเป็ผู้ช่วยฝังศพไว้ในป่าลึก
เมื่อเห็นเนินดินโดดเดี่ยวเพียงหนึ่งเดียว คนตระกูลหลี่ต่างก็รู้สึกะเืใจ
เถาหงอิงและจ้าวอวี้หรูช่วยกันจัดวางของเซ่นไหว้และธูปเทียนอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับช่วยรินสุราให้ผู้ใหญ่บ้าน
ส่วนอู๋ชุ่ยฮวาคงรู้สึกว่าที่แห่งนี้อัปมงคล จึงไม่ยอมช่วยแม้แต่น้อย และพยายามถอยห่างออกไปให้ไกลที่สุด
นางหลบอยู่หลังกลุ่มคน แม้หลี่เหลาเอ้อร์จะดึงอย่างไรนางก็ไม่ยอมขยับ
ผู้ใหญ่บ้านนั่งลงหน้าป้ายหลุมศพด้วยสีหน้าโศกเศร้า
ในอดีตยามสู้รบกับศัตรู ต้องหลั่งเืหลั่งเหงื่อและเผชิญความเป็ความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
สิ่งเ่าั้ไม่อาจทำให้ชายผู้แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าผู้นี้หลั่งน้ำตาได้แม้แต่หยดเดียว ทว่ายามนี้ดวงตากลับเริ่มแดงระเรื่ออย่างง่ายดาย
“สหายเก่าของข้าผู้นี้ ตายได้อย่างน่าเวทนานัก”
ผู้ใหญ่บ้านทราบว่ามีคนในหมู่บ้านพูดจาซุบซิบเกี่ยวกับบ้านที่ตระกูลหลี่อยู่ตอนนี้ เขาเกรงว่าคนตระกูลหลี่จะเข้าใจผิด จึงตั้งใจใช้โอกาสนี้อธิบาย
“ปีนั้นตอนพวกเราออกรบ มีศัตรูลอบโจมตีตอนกลางคืน สหายหลายคนถูกเชือดคอคาที่พักแรม สหายของข้าคนนี้โชคดีที่ปวดท้องจึงปลีกตัวไปทำธุระส่วนตัวจึงรอดชีวิตมาได้ แต่กลับกลายเป็ปมในใจ ทำให้เขานอนไม่หลับอย่างสงบในตอนกลางคืน ต่อมาเมื่อพวกเราย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านชิงสุ่ย เขาได้แต่งงานมีภรรยาและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่มีอยู่คืนหนึ่งเขาฝันร้าย ภรรยาของเขาไม่เข้าใจจึงเรียกเขาไม่กี่คำ เขากลับคิดว่าภรรยาเป็ศัตรู จึงพลั้งมือฆ่านางเสีย”
คนตระกูลหลี่ได้ฟังถึงกับสูดลมหายใจด้วยความใ สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านยิ่งดูโศกเศร้ามากขึ้น
“พอข้าไปถึง สหายของข้าก็นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น พลางกล่าวคำขอโทษภรรยา แล้วก็เชือดคอตัวเองตายต่อหน้าข้า...”
คนตระกูลหลี่รู้สึกหนักอึ้งในใจและเวทนายิ่งนัก ครอบครัวที่เคยอบอุ่นกลับต้องพังทลายลงในพริบตา
แม่เฒ่าหลี่ถอนหายใจ
“ช่างเป็คนที่น่าสงสารจริง ๆ ท่านผู้ใหญ่บ้าน โปรดวางใจเถิด ตระกูลหลี่ของข้าถือว่าได้รับประโยชน์จากเขา”
นางก้มศีรษะคำนับหลุมศพและให้คำมั่นด้วยเสียงเบา
“ตราบใดที่ตระกูลหลี่ยังพำนักอยู่ในหมู่บ้านชิงสุ่ย ข้าจะให้ลูกหลานมาเซ่นไหว้ทุกปี จะไม่ปล่อยให้สหายผู้นี้ต้องขาดการกราบไหว้บูชา”
ผู้ใหญ่บ้านรอคอยคำพูดนี้อยู่พอดี จึงรีบกล่าวขอบคุณ
“ข้าขอขอบคุณครอบครัวของพวกท่านแทนสหายของข้าด้วย”
ทุกคนร่วมกันเผากระดาษเงินกระดาษทอง โค้งคำนับ และช่วยกันถางหญ้ารกบริเวณหลุมศพจนสะอาด
ตามปกติผู้ใหญ่บ้านจะรั้งอยู่คุยต่ออีกสักพัก แต่คนตระกูลหลี่ได้ร่วมทางกันลงจากเขาไปแล้ว
การกระทำที่เอิกเกริกของคนตระกูลหลี่ ย่อมทำให้ชาวบ้านทราบเื่เป็ธรรมดา
บางคนบอกว่าตระกูลหลี่มีน้ำใจ บางคนบอกว่าตระกูลหลี่ใจกล้า แต่เมื่อเื่ถึงหูบ้านหลิว ย่อมไม่มีคำชมใด ๆ
“เงินคงเหลือใช้จนเผาเล่นสินะ มีของดี ๆ แทนที่จะเก็บไว้ กลับเอาไปประเคนให้คนตาย! ทั้งบ้านช่างเป็พวกไม่มีตาเห็นผิดเห็นถูกเสียจริง!”
สะใภ้กัวโกรธจนนั่งด่าทออยู่หน้าบ้าน คนตระกูลหลี่ยอมเสียสละเพื่อคนตาย แต่กลับไม่ยอมแบ่งให้บ้านนางแม้แต่น้อย
หลิวไหลฝูที่เพิ่งกลับจากในเมืองเมื่อสองวันก่อน เห็นภรรยาของตนตีพี่สะใภ้จนหน้าตาปูดบวม แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ยามนี้เมื่อได้ยินสะใภ้กัวด่าทอไม่หยุด เขาก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด จึงตัดสินใจเข้าเมืองไปหาอู๋เอ้อร์โก่วที่บ่อนพนัน
“อู๋เอ้อร์ เ้ายังจะมาทำงานเป็ลูกจ้างอยู่ที่นี่ทำไม? บ้านสามีพี่สาวเ้ารวยจะตาย เ้าให้พี่สาวเลี้ยงดูไม่ดีกว่าหรือ?”
คำพูดของหลิวไหลฝูเต็มไปด้วยความประชดประชัน ทำให้อู๋เอ้อร์โก่วเริ่มลังเล
ปกติเงินค่าจ้างเพียงน้อยนิดที่เขาหาได้ก็นำไปเล่นพนันจนหมดสิ้น ยามนี้เขาแพ้จนไม่เหลือเงินแม้แต่แดงเดียวและกำลังกลัดกลุ้มอยู่พอดี
เมื่อได้ยินดังนั้น จึงรีบวิ่งกลับไปที่บ้านตระกูลหลี่อย่างรวดเร็ว
อู๋ชุ่ยฮวาเห็นน้องชายกลับมา ก็รีบวุ่นวายเตรียมอาหารให้ และตั้งใจจะนำเนื้อกวางกับกระต่ายรมควันที่เก็บไว้มาให้
“พี่สะใภ้รอง! เนื้อกวางกับกระต่ายนี่ ท่านแม่สั่งให้เก็บไว้กินตอนปีใหม่ หากน้องชายท่านอยากกิน ก็ให้ขึ้นเขาไปล่าเอาเอง!”
เถาหงอิงไม่ได้เกรงใจแม้แต่น้อย นางปิดประตูห้องเก็บของใส่หน้าทันที
เจียอินที่เกาะอยู่บนหลังมารดาและกำลังดูเื่สนุกพอดี ก็ชูมือน้อย ๆ พร้อมส่งเสียงอ้อแอ้ ราวกับจะช่วยส่งเสียงสนับสนุนมารดาของตน!