สายโด่งของวันที่ 5
แสงแดดร้อนระอุแผดเผาลงมาอาบไล้ทั่วลานดินของหมู่บ้านธุลีแดง ท่ามกลางฝุ่นทรายที่ลอยคลุ้ง เสียงะโนับเลขจังหวะสุดท้ายดังกึกก้อง ราวกับเสียงของกองทัพเดนตายที่กำลังฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง!
"98!!"
"99!!"
"100!!!"
สิ้นเสียงะโคำสุดท้าย...
ตุบ! ตึง! โครม!
ชาวบ้านกว่า 100 ชีวิต ร่วงหล่นล้มระเนระนาดลงไปกองกับพื้นดินราวกับใบไม้ร่วง หรือไม่ก็คล้ายกับเป้าซ้อมยิงที่ถูกลูกธนูนับ 100 ดอกยิงทะลุร่างพร้อมๆ กัน
บางคนนอนหงายแผ่หลา ตาเหลือกค้างมองท้องฟ้า บางคนนอนคว่ำหน้า น้ำลายฟูมปากยืดเป็สาย กล้ามเนื้อของหลายคนกระตุกเกร็งเป็ตะคริวจนดิ้นพล่าน ร้องโอดครวญอย่างเ็ป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตของพวกเขากินเพียงรากไม้ขมๆ และปลาเค็มที่แข็งกระด้างราวกับท่อนไม้ แต่วันนี้ กลับถูกบังคับให้ออกกำลังกายคาร์ดิโอ ขยับแขนขาอย่างหนักหน่วงถึง 100 รอบโดยไม่หยุดพัก! ร่างกายที่ขาดสารอาหาร กำลังประท้วงอย่างรุนแรงถึงขีดสุด
โครกกกกกก... จ๊อกกกก...
เสียงกระเพาะอาหารนับ 100 บีบรัดตัวและส่งเสียงร้องครางประสานกันดังกึกก้อง ราวกับเสียงกลองศึกที่ตีเตือนถึงความตาย
อาฝูนอนหอบแฮกๆ เหมือนปลาที่ถูกโยนขึ้นมาบนบก หน้ามืดตาลายจนโลกหมุนติ้ว เด็กหนุ่มพยายามใช้ข้อศอกตะเกียกตะกาย คลานลากพาร่างกายอันหนักอึ้ง ไปจนถึงหน้าประตูกระท่อมของท่านแม่ทัพด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
ปัง! ปัง! ปัง!
เขาใช้กำปั้นทุบประตูอย่างอ่อนแรง
"ทะ... ท่านแม่ทัพ... ช่วยพวกเราด้วยขอรับ... หิวเหลือเกิน... หากไม่ได้สิ่งใดตกถึงท้องตอนนี้... พวกเราคงต้องขาดใจตายก่อนที่ศัตรูจะบุกมาถึงแน่ขอรับ..."
ภายในกระท่อมไม้ไผ่ตกอยู่ในความเงียบกริบไปชั่วอึดใจ
จากนั้น... เสียงคำรามที่แหบแห้งและเต็มไปด้วยความปวดร้าวอย่างแสนสาหัส ก็แผดก้องออกมา!
"ข้าก็กำลังจะหิวตายเหมือนกันโว้ยยยย!!!"
แอ๊ดดด—
บานประตูกระท่อมถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง
ลู่ชิงก้าวเดินโซซัดโซเซออกมาด้วยสภาพที่ทรุดโทรมและดูไม่ได้ยิ่งกว่าชาวบ้านคนใด ผมเผ้าชี้ฟูยุ่งเหยิง รอยคล้ำใต้ตาที่ดำลึกจนแทบจะกลืนไปกับโหนกแก้ม มือข้าง 1 กุมท้องที่แฟบแบนจนติดกระดูกสันหลังแน่น
ส่วนมืออีกข้าง... ถือท่อนปลาเค็มตากแห้งที่แข็งเป๊กราวกับก้อนหินเอาไว้
เขาจ้องมองท่อนปลาเค็มในมือ ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ราวกับกำลังจ้องมองศัตรู!
"ปลาเค็ม... ทำไมชีวิตข้า ต้องมานั่งแทะปลาเค็มแข็งๆ นี่ทุกวันด้วย..."
เขากัดฟันกรอด ภาพความทรงจำของรสชาติอาหารจากโลกใบเก่า สาดซัดเข้ามาในสมอง
น้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวจนหอมกรุ่น... น้ำแกงสีแดงฉานรสชาติเผ็ดร้อนชาลิ้น... หมูสามชั้นทอดกรอบที่กัดแล้วดังกร๊วบ...
ลู่ชิงดวงตาร้อนผ่าว น้ำตาแห่งความโหยหาเอ่อล้นคลอเบ้า
"ชีวิตของข้า... มันตกต่ำล่มจมถึงเพียงนี้เชียวหรือ..."
ความหิวโหยผลักดันให้ความเกียจคร้านแปรเปลี่ยนเป็ความคลุ้มคลั่ง! ลู่ชิงตวัดสายตา หันไปแผดเสียงสั่งการใส่อาฝูที่นอนพะงาบๆ อยู่ทันที
"ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!! ไปตั้งหม้อต้มน้ำ! วันนี้... ข้าจะกินหม้อไฟน้ำเดือดโว้ย!!"
อาฝูที่สติใกล้หลุดลอย สะดุ้งสุดตัว เบิกตากว้าง
ชายหนุ่มสั่งการรัวเป็ปืนกล ไม่เปิดโอกาสให้ใครหายใจ
"เอาหม้อต้มดินเผาใบที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านมาตั้งไฟ! ไปขุดหัวเผือกหัวมันมา! ไปเก็บเห็ดป่า! เด็ดผักหญ้าอะไรก็ได้ที่กินได้มาให้หมด! ไปเอาปลาเค็มที่เหลืออยู่ทั้งหมดมาสับโยนลงไป! ใครขุดเจอรากขิงแก่ๆ หรือพริกไทยป่า เอามาเทใส่ให้เกลี้ยง! เร็วเข้า!!! ข้าหิวจนจะกินหัวพวกเ้าได้อยู่แล้ว!"
คำว่าอาหารและต้มน้ำซุป เปรียบดั่งมนต์วิเศษที่ชุบชีวิตคนตาย
ชาวบ้านที่นอนสลบไสลไร้เรี่ยวแรง เมื่อได้ยินว่ากำลังจะมีของร้อนๆ ตกถึงท้อง ต่างก็กระเด้งตัวลุกขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งราวกับเกิดปาฏิหาริย์ ทุกคนดิ้นรนวิ่งวุ่นไปทั่ว ลืมความเ็ปไปจนสิ้น
เพียงไม่นาน หม้อต้มดินเผขนาดั์ก็ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานหมู่บ้าน น้ำในหม้อเดือดพล่านส่งเสียงปุดๆ หัวเผือกแข็งๆ เห็ดป่า ผักหญ้า ท่อนปลาเค็มสับหยาบๆ และพริกไทยป่าจำนวนมหาศาล ถูกชาวบ้านโยนสาดลงไปในหม้ออย่างมั่วซั่วไร้ซึ่งสูตรปรุงใดๆ
เมื่อสมุนไพรป่าปะทะกับความร้อน กลิ่นหอมที่เจือไปด้วยความเผ็ดร้อนฉุนเฉียวก็เริ่มลอยตลบอบอวล ชาวบ้านค่อยๆ คลานมารุมล้อมเตาไฟราวกับฝูงซอมบี้กระหายเื
ไม่นานนัก น้ำแกงต้มเดือดรวมมิตรก็เสร็จสิ้น ชาวบ้านนับ 100 ไม่รอช้า รีบกรูกันเข้ามาตักน้ำแกงและเศษอาหารใส่ชามบิ่นๆ แล้วยกซดคำแรกเข้าปากทันที
และวินาทีนั้นเอง...
"อ๊ากกกก!! ร้อนนน!!"
"น้ำตาข้าไหลแล้ว! ลิ้นข้าพองหมดแล้ว!"
"เผ็ด! เผ็ดร้อนทะลวงลำไส้!"
บางคนสำลักน้ำแกงจนหน้าแดงก่ำ บางคนไอโขลกๆ แทบขาดใจ ทว่าความหิวโหยทำให้ไม่มีใครยอมวางชาม ทุกคนฝืนกลืนน้ำแกงเผ็ดร้อนลงท้องอย่างตะกละตะกลาม
แต่หลังจากที่น้ำแกงเดือดพล่านตกถึงท้องไปได้เพียงไม่กี่อึดใจ... ปรากฏการณ์ประหลาดทางวิทยาศาสตร์ก็เริ่มบังเกิด!
ด้วยความเค็มจัดจากก้างปลาเค็มปริมาณมหาศาล มันได้เข้าไปชดเชย 'เกลือแร่และโซเดียม' ที่สูญเสียไปกับเหงื่อจากการคาร์ดิโออย่างหนัก ช่วยกอบกู้ภาวะช็อกจากการขาดน้ำได้อย่างพอดิบพอดี ซ้ำร้าย ความเผ็ดร้อนระดับทำลายล้างของพริกไทยป่าและรากขิง ยังทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความเผ็ดเสมือนเป็ความเ็ป สมองจึงหลั่งสาร 'เอนดอร์ฟิน' ซึ่งเป็ยาชาและสารแห่งความสุขตามธรรมชาติออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
อุณหภูมิในกายพุ่งสูง รูขุมขนทั่วทุกตารางนิ้วเบิกกว้างเปิดออก หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลทะลักออกมาจากทั่วทุกส่วนของร่างกายราวกับเขื่อนพังทลาย!
ซ่าาาาาา...
และสิ่งที่ไหลปนออกมาพร้อมกับหยาดเหงื่อ... คือคราบไคล ฝุ่นโคลน และสิ่งสกปรกหมักหมมที่สะสมฝังลึกอยู่ใต้ิัมาเนิ่นนาน!
เหงื่อสีดำคล้ำข้นเหนียว ไหลย้อยลงมาตามท่อนแขน ลำคอ และใบหน้า กลิ่นเหม็นคาวรุนแรง กระจายลอยคลุ้งไปทั่วทั้งลานกว้าง
ชาวบ้านทุกคนหยุดชะงักการกิน วางชามลง ก้มมองของเหลวสีดำที่ทะลักล้นออกมาจากิัตนเองด้วยความตกตะลึง
ผู้ใหญ่บ้าน 2 มือสั่นสะท้าน ทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้น น้ำตาแห่งความปีติไหลทะลัก
"การชำระไขกระดูก... นี่คือกระบวนการผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็น ชำระไขกระดูกในตำนาน!!!"
อาฝูเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด ร้องะโเสียงหลง
"ที่แท้ท่านแม่ทัพสั่งให้พวกเราฝึกวิชายืดเหยียดจนร่างกายเปิดช่องลมปราณอย่างสมบูรณ์! จากนั้น ท่านจึงเมตตามอบโอสถศักดิ์สิทธิ์หม้อนี้ให้พวกเราดื่มกิน เพื่อขับไล่พิษร้ายและสิ่งอุดตันทั้งหมด ให้ออกมาจากร่างกาย!!"
ความฟินจากการได้รับเกลือแร่ชดเชย ผสมผสานกับอาการเมาสารเอนดอร์ฟิน ทำให้ร่างกายที่เคยปวดเมื่อยพลันรู้สึกเบาหวิว ชายฉกรรจ์ผู้ 1 ลองชกกำปั้นเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่เพื่อทดสอบพลัง
ปึง!
ชายคนนั้นไม่ได้รู้สึกเ็ปเพราะฤทธิ์ของเอนดอร์ฟิน ซ้ำยังกรีดร้องด้วยความยินดี "พลัง... ข้าแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ ด้วย!!!"
ทั้งหมู่บ้านะเิเสียงโห่ร้องกึกก้องกัมปนาท แผ่นดินะเื
"ขอบพระคุณสำหรับโอสถ์!!! ท่านปราชญ์เซียนผู้ไร้พ่าย!!!"
บ่ายของวันที่ 5 ท้องฟ้าเหนือหุบเขาผาแดงถูกเมฆสีตะกั่วปกคลุมหนาทึบ บดบังแสงอาทิตย์จนมืดครึ้ม
แม่ทัพเกราะดำยืนตระหง่านอยู่ในกระโจมบัญชาการหลัก ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจดจ้องไปยังตำแหน่งของหมู่บ้านธุลีแดง
"ศัตรูที่ไม่ล่วงรู้ที่มาและพลังกำลัง คือศัตรูที่อันตรายที่สุดในสมรภูมิ!" เขากัดฟันสั่งการ "จัดส่งกองกำลังระวังหน้า 100 นายออกไป! คัดเลือกเฉพาะทหารม้าหุ้มเกราะเหล็กที่แข็งแกร่งที่สุด หน้าที่ของพวกมันคือ บุกทะลวงเข้าไปเปิดทางและหยั่งเชิงค่ายกลของศัตรู หากต้องสิ้นชีพ... ก็จงใช้เืเนื้อของพวกมัน เปิดเผยจุดอ่อนของหมู่บ้านนั่นให้ข้าเห็น!"
เวลาล่วงเลยไปเพียงชั่วครึ่งก้านธูป
กองทหารม้าเกราะเหล็ก 100 นาย ควบทะยานออกจากช่องเขาผาแดงอย่างเกรี้ยวกราด เสียงแผ่นเหล็กกล้าเสียดสีกระทบกันดังกังวาน เสียงเกือกม้าหุ้มเหล็กกระแทกบดขยี้ผืนดินอย่างหนักหน่วง ฝุ่นทรายสีแดงเดือดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
"เพื่อเกียรติภูมิแห่งแคว้นของเรา! บุกทะลวง!! ฆ่าให้เหี้ยน!!!" เสียงคำรามกระหายเืดังกึกก้องกัมปนาท
ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในกระท่อมดินดิบ
ลู่ชิงกำลังนอนแผ่หลา กางแขนกางขาอยู่บนเตียงไม้ไผ่อย่างหมดสภาพ กระเพาะอาหารของเขาอิ่มตึงไปด้วยน้ำต้มหญ้าป่าและรากไม้ขมๆ ทว่า จิติญญาของเขากลับกลวงโบ๋
"ข้าอยากกินเนื้อหมูย่างบนเตาถ่านร้อนๆ... เนื้อสามชั้นหั่นหนาๆ ที่มีไขมันแทรก..."
อาการโหยหาเนื้อสัตว์ทำให้สมองของเขาเริ่มทำงานผิดปกติ ทันใดนั้นเอง...
ครืด... ครืดดด...
เตียงไม้ไผ่ที่เขานอนอยู่เริ่มสั่นะเืเบาๆ ลู่ชิงปรือตาขึ้นช้าๆ คิ้วขมวดมุ่น พุ่งไปเกาะขอบหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปมอง
ณ เส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า มวลฝุ่นทรายสีแดงขุ่นคลั่กลอยคลุ้งบดบังทัศนียภาพ เสียงฝีเท้าหนักๆ กระแทกพื้นผิวดินดังกึกก้อง ด้วยความหิวโหย สมองของชายผู้โหยหาเนื้อย่างจึงบิดเบือนความจริงโดยพลัน!
มวลฝุ่นสีแดง ถูกแปลความหมายเป็ควันไฟจากการย่างเนื้อ แสงอาทิตย์ที่สะท้อนเกราะเหล็ก กลายเป็ความมันวาวของชั้นไขมันบนหนังหมูป่า!
"หมูป่า... ฝูงหมูป่าั์!!"
ชายหนุ่มเตะประตูพุ่งพรวดออกจากกระท่อมอย่างบ้าคลั่ง! เขาชี้นิ้วที่สั่นระริกไปยังกลุ่มฝุ่นควันนอกกำแพง แหกปากคำราม
"พวกเ้าทุกคน!!! อาหารมื้อค่ำอันโอชะกำลังวิ่งมาส่งถึงหน้าบ้านแล้ว! จับพวกมันให้หมด! คืนนี้พวกเราจะได้กินหมูย่างเตาถ่าน!!!"
ปฏิกิริยาเคมีแห่งความหิวโหย ผสมกับพละกำลังที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นจากเอนดอร์ฟิน ปะทุะเิออก!
ชาวบ้านกว่า 100 ชีวิต ไม่เว้นแม้แต่สตรีและคนชรา พุ่งทะยานพรวดออกจากประตูหมู่บ้านด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่ามนุษย์ปุถุชนทั่วไป 2 มือชูจอบ เสียม และท่อนไม้ฟืนไว้เหนือหัว แผดเสียงคำรามโหยหวนด้วยความหิวโซ
"เนื้อหมูย่างงงงงงงงงง!!!"
"สามชั้นนนนนนนน!!!"
ณ อีกฟากฝั่ง ทหารม้าเกราะเหล็ก 100 นาย ที่ควบม้ามาอย่างห้าวหาญ พลันชะงักงัน
ม้าศึกที่เป็สัตว์กินพืช เมื่อเผชิญหน้ากับมนุษย์นับ 100 ที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยรังสีอำมหิตของนักล่า สัญชาตญาณดิบแห่งความตายก็ตีตื้นขึ้นมาบดขยี้การฝึกฝนจนหมดสิ้น!
"ฮี้ฮี้ฮี้!!!"
ม้าศึกตื่นตูม สะบัดหัวตะกุยอากาศ ก่อนจะเสียหลักลื่นไถลไปกับพื้นโคลนหน้าหมู่บ้าน! ดินทรายที่ถูกพรางตาไว้เหนือผิวน้ำทรุดฮวบลง แนวหน้าของทหารม้า พุ่งถลำตกลงไปในคูเมืองที่เต็มไปด้วยหลาวไม้ไผ่!
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
หลาวไม้ไผ่แทงทะลวงผ่านรอยต่อของเกราะเหล็ก เสียงกรีดร้องโหยหวนดังกึกก้อง ทหารม้าแนวหลังที่เบรกม้าได้ทัน ชักดาบและหอกเตรียมพุ่งเข้าสังหาร ทว่าชาวบ้านกลับขยับตัวหลบหลีกด้วยสัญชาตญาณจากการเต้นแอโรบิก 100 รอบ!
บิดเอวพลิกท่อนบนหลบหอก แล้วเงื้อจอบสับลงมาเต็มแรงเหวี่ยง! งัดจนแผ่นเกราะเปิดอ้าหลุดกระเด็น!
"อ๊ากกกก!! ปล่อยข้า! พวกเราเป็คนโว้ย!! ไม่ใช่หมูป่า!!!"
ทหารเกราะเหล็กชั้นยอด ถูกชาวบ้านรุมทึ้งจับกดลงกับพื้นเพื่อพยายามจะถลกหนังทำอาหาร ศักดิ์ศรีป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!
ลู่ชิงยืนกอดอกมองความโกลาหลด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ
"ดี... ช่วยกันจับให้หมด คืนนี้ข้าจะได้มีเนื้อกินอิ่มท้อง..."
ยามเย็นคล้อย ลานกว้างกลางหมู่บ้านตลบอบอวลไปด้วยบรรยากาศครึกครื้น ทว่าภาพศูนย์กลางนั้นกลับชวนให้สยดสยอง
ทหารม้าเกราะเหล็กทั้ง 100 นาย ถูกจับมัดไพล่หลังโยงติดกับเสาไม้ เหลือเพียงกางเกงเตี่ยวผ้าฝ้ายสีขาวตัวใน เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว รองแม่ทัพถูกมัดรวมอยู่ตรงกลาง น้ำมูกน้ำตาไหลย้อย
เขาหันไปมองยอดนักฆ่าอันดับ 1 (เงาสังหาร) ที่ถูกมัดอยู่ข้างๆ
"ข้าคือเงาสังหารนะเว้ย!" เงาสังหารร้องไห้โฮ "แต่ข้ากลับถูกยายแก่ตาบอดข้าง 1 ใช้กระทะเหล็กฟาดกบาลจนร่วงหล่นจากกำแพง!"
ตึก... ตึก...
ลู่ชิงก้าวเดินออกมาจากกระท่อม ในมือขวากำมีดสับกระดูกเล่มโตวาววับ ดวงตาแดงก่ำด้วยความหิวโหย
"ในที่สุด... เนื้อหมูย่างของข้าก็พร้อมเสิร์ฟเสียที..."
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเชลย กวาดสายตามองสำรวจ
"อืม... ตัวนี้ไขมันหนาดี... ตัวนี้กระดูกใหญ่..."
รองแม่ทัพตัวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความกลัวพุ่งทะลุขีดจำกัดจนปัสสาวะแทบราดกางเกงเตี่ยว!
ทว่า ลู่ชิงกลับชะงักกึก คิ้วขมวดมุ่น ดวงตาสั่นไหว
"เดี๋ยวนะ... ั้แ่เมื่อไหร่กัน ที่หมูป่าูเามันหันมาใส่กางเกงเตี่ยวผ้าฝ้ายสีขาว..."
อาฝูค่อยๆ ก้าวเข้ามาเอ่ยกระซิบ
"ท่านแม่ทัพขอรับ... สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ หาใช่หมูป่าูเาไม่ขอรับ... แต่พวกเขาคือทหารม้าเกราะเหล็กของศัตรู..."
เคร้ง!!
มีดสับกระดูกร่วงหลุดจากมือลู่ชิง ชายหนุ่มทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นดินอย่างหมดเรี่ยวแรง 2 มือทึ้งผมตัวเอง
"์... เหตุใดจึงโหดร้ายกับข้านัก ข้าก็แค่อยากกินเนื้อหมูย่าง..."
ทว่าในสายตาของเชลย ภาพเหตุการณ์นี้กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมเป็ 100 เท่า!
"จะ... เ้าเห็นหรือไม่..." รองแม่ทัพกระซิบเสียงสั่นระริก "เขากำลังร้องไห้... เขาผิดหวังอย่างสุดซึ้ง ที่พวกเราไม่ใช่หมูป่า! เขาเสียใจที่ไม่ได้ชำแหละพวกเรากินเป็อาหาร!!"
ลู่ชิงลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าราบเรียบ เดินไปคว้ามีดตวัดฟันเชือกมัดรองแม่ทัพขาดสะบั้น
"กลับไปซะ..." สายตาของลู่ชิงเย็นะเื "ไสหัวกลับไปบอกนายของเ้า หากพวกเ้ายังส่งกองทัพเสียงดังรบกวนเวลานอนของข้า หรือมาทำให้ข้าดีใจเก้อเื่ของกินอีก... ครั้งหน้า จะไม่มีเศษซากิญญาดวงใด ได้กลับไปรายงานข่าวอีกแม้แต่ดวงเดียว"
รองแม่ทัพวิ่งเตลิดหนีออกจากหมู่บ้านไปอย่างบ้าคลั่งโดยไม่คิดชีวิต
ณ ค่ายทัพหุบเขาผาแดง รองแม่ทัพวิ่งโซซัดโซเซเข้าไปรายงานแม่ทัพเกราะดำด้วยร่างที่สั่นสะท้าน
"พินาศสิ้นแล้วขอรับ! กองทหารม้า 100 นายถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น! จอมมารผู้นั้นโกรธเกรี้ยวและผิดหวังอย่างมาก... ที่พวกเราเป็มนุษย์ ไม่ใช่หมูป่าให้มันชำแหละทำหม้อไฟ..."
ความหวาดกลัวทะลักทลายกัดกินหัวใจแม่ทัพเกราะดำ
"การศึกครั้งนี้ พวกเราหาได้ปะทะกับฏภูธรไม่... ทว่าพวกเราได้เผชิญหน้ากับภัยพิบัติระดับแว่นแคว้น ที่ทรงพลังเกินกว่ามนุษย์จะต่อกรได้แล้ว!"
รุ่งอรุณของวันที่ 6 ณ ลานดินกว้างหน้าหมู่บ้านธุลีแดง
ทหารม้าเกราะเหล็กที่เหลือ 99 นาย นั่งคุกเข่าตัวสั่นระริกจากความหนาวเหน็บ ลู่ชิงเดินลากเท้าออกมาจากกระท่อม ในมือถือไม้เกาหลังด้ามยาว แกรก... แกรก... เขาล้วงไม้ลงไปเกาแผ่นหลังด้วยความฟิน
ภาพชายหนุ่มผมเผ้ารุงรัง พร้อมกับเสียง แกรก... แกรก... ของไม้ไผ่ขูดิั ทำเอาเชลยศึกทั้ง 99 คนขนคอลุกซู่ พวกเขามั่นใจว่าจอมมารกำลังจินตนาการถึงความสนุกตอนที่จะได้ถลกหนังพวกเขาแน่ๆ
"หากฆ่าพวกมันทิ้ง เืก็สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อน ข้าก็ต้องมานั่งสั่งให้ตักน้ำล้างให้เหนื่อยยากอีก ี้เีชะมัด" ลู่ชิงเดาะลิ้น ชี้ปลายไม้เกาหลังไปยังกลุ่มทหาร
"ไอ้พวกสวะพวกนี้ รูปร่างกำยำล่ำสัน ทิ้งไปก็เสียของ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป พวกเ้าต้องกลายมาเป็ทาสแรงงาน ชดใช้ความผิดที่มารบกวนเวลานอนของข้า! แบ่งกำลังออกเป็ 3 กลุ่ม!"
"กลุ่มแรก 30 คน ไปผสมโคลนกับฟางแห้ง สร้างกระท่อมหลังใหม่ให้ข้า ขยำฟางให้ฟูๆ กำแพงต้องหนาเป็ 2 เท่า ข้า้าให้โพรงอากาศในฟางดูดซับคลื่นเสียงรบกวนให้หมด!"
"กลุ่มที่ 2 30 คน ไปหาไม้เนื้อแข็งมาประกอบเตียงนอนหลังใหม่ให้ข้า!"
"ส่วนพวกที่เหลือ ไปขุดหลุมทางท้ายหมู่บ้าน ขุดลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้ เพื่อให้ 'แบคทีเรีย' หรือจุลชีพย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจนมันทำงานอยู่ลึกใต้ผิวดิน ข้าจะทำส้วมหลุมใหม่! ใครทำชุ่ย ข้าจะจับมันถ่วงหินโยนลงคูเมือง!"
ทหารม้าเกราะเหล็กแย่งจอบและเสียมจากชาวบ้าน พุ่งตัวไปทำงานอย่างไม่คิดชีวิต
ณ มุม 1 ของลานก่อสร้าง เงาสังหารสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อวิเคราะห์กำแพงโคลนผสมฟาง
"กำแพงหนาทึบ... มีโพรงอากาศจากฟางแห้งเพื่อซับคลื่นเสียง... นี่มันคือบังเกอร์หลบภัย ที่ถูกสร้างมาเพื่อกักเก็บคลื่นเสียงกรีดร้องของผู้เคราะห์ร้าย ไม่ให้เล็ดลอดออกไปสู่โลกภายนอกได้แม้แต่เสี้ยวเดียว!"
ณ ท้ายหมู่บ้าน ทหารที่ขุดหลุมส้วมลึกลงไปจนเจอชั้นหินก้อนั์ขวางทาง พวกเขางัดแงะจนเล็บหลุดเืสาดกระเซ็น ทันใดนั้น น้ำขุ่นคลั่กสีน้ำตาลอมแดงก็ผุดทะลักขึ้นมาจากก้นหลุม
ทหารนาย 1 เข่าอ่อนทรุดลงทันที "สะ... ์... น้ำเหลืองจากขุมนรก! ท่านมารสั่งให้พวกเราขุดทะลวงลงไปเชื่อมต่อกับทะเลเืในปรโลกแล้ว! แม้แต่ 'แบคทีเรีย' หนอนกู่ปีศาจที่มันเพาะเลี้ยง ก็ยังต้องอาศัยกลิ่นอายศพใต้บาดาล!"
พลบค่ำมาเยือน
ผลงานก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ กระท่อมดินดิบหลังใหม่ตั้งตระหง่าน ลู่ชิงเดินเข้าไปสำรวจ เขาทิ้งตัวพุ่งหลาวลงไปบนเตียงไม้อย่างพึงพอใจ
ฟุ่บ!
"นุ่ม... นุ่มกำลังดีเลยโว้ย!"
เขาแผดเสียงะโออกไปด้านนอกด้วยความปีติ
"พรุ่งนี้! พวกเ้าไปหาขนเป็ดขนไก่ ทำหมอนนุ่มๆ มาเพิ่มให้ข้าอีก 3 ใบด้วย!"
ภายนอกกระท่อม ทหารหลายคนทรุดตัวลงนอนกอดดินร้องไห้สะอึกสะอื้น
'หมอนขนเป็ดขนไก่ 3 ใบ!? มันต้องใช้ขนอ่อนปริมาณมหาศาล... นี่ท่านมาร้าโรงฆ่าสัตว์ นกนับ 1000 ตัวเพื่อความสำราญในการหนุนนอนเชียวรึ!?'
บานหน้าต่างไม้ถูกปิดลงอย่างนุ่มนวล ทว่าเพื่อเป็การทดสอบประสิทธิภาพ ทหารเชลยนาย 1 เผลอทำค้อนหินหล่นกระแทกนิ้วเท้าตัวเองอย่างจัง
"โอ๊ยยยยยยยยยย!!!" เขาร้องลั่นด้วยความเ็ปอยู่หน้าประตูกระท่อม
ทว่า... ภายในกระท่อมกลับเงียบกริบ ไร้ซึ่งเสียงด่าทอหรือการขยับตัวของลู่ชิง
รองแม่ทัพหน้าขาวซีดไร้สีเื กลืนน้ำลายฝืดคอ
"ทะ... ท่านแม่ทัพไม่ได้ยินเสียงร้องเลยแม้แต่น้อย... บังเกอร์นี้เก็บเสียงกรีดร้องและความตายได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ!"
ในขณะที่ทุกคนกำลังหวาดผวาถึงขีดสุด... ลู่ชิงก็เข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน ปราศจากความกังวลใดๆ ทั้งปวง
ณ ค่ายบัญชาการทัพหุบเขาผาแดง
ทหารสายลับหน่วยสอดแนมคน 1 พุ่งถลันเข้ามาคุกเข่ากระแทกพื้น
"รายงานด่วนขอรับท่านแม่ทัพใหญ่!! ทหารระวังหน้าทั้ง 99 นาย... ทั้งหมดถูกปลดชุดเกราะ ยึดอาวุธ... และถูกบีบบังคับเยี่ยงทาสทารุณ ให้สร้างบังเกอร์มารให้แก่ผู้บงการหมู่บ้านนั้นขอรับ!"
"กำแพงของบังเกอร์มารนั้นหนาทึบผิดมนุษย์มนา! สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บและกลืนกินเสียงกรีดร้องโดยเฉพาะ!"
"และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด... พวกเขายังถูกบังคับให้ขุดหลุมมรณะขนาดั์ ลึกทะลวงจนถึงชั้นหินแกนโลก... สายลับของเราพบว่ามันมีน้ำเืจากปรโลกผุดขึ้นมาด้วย! มันคือบ่อหมักปฏิกูลไร้ก้น ที่เพาะเลี้ยงหนอนปีศาจแบคทีเรีย เพื่อย่อยสลายซากศพนับหมื่นอย่างแน่นอนขอรับ!"
แม่ทัพเกราะดำหน้าซีดขาวไร้สีเื แข้งขาอ่อนแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งกระแทกเก้าอี้
"ปีศาจตนนี้นั้น... มันกำลังวางรากฐาน สร้างขุมนรกบนผืนโลกมนุษย์อย่างนั้นรึ..."
ทั่วทั้งค่ายทัพอันกว้างใหญ่ ตกอยู่ในความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความสยดสยองและหวาดผวา ไม่มีนายทหารคนใดกล้าข่มตาหลับลงได้เลยในค่ำคืนนั้น...
จบตอนที่ 4