ฝีเท้าที่สับสนวุ่นวายของชายผู้นั้นราวกับกำลังหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต
บรรดาผู้มาเยือนต่างกลั้นขำกับแทบไม่อยู่จางอ้ายหลินเองก็เท้าเอวมองตามด้วยรอยยิ้มเยาะในใจ พลางคิดว่าหลังจากปิดร้านวันนี้คงต้องกลับไปปรึกษาหารือกันเสียหน่อย ว่าจะรับมือกับพวกคนตระกูลหลงอย่างไรดี
ดั่งสุภาษิตที่ว่ามีแต่โจรที่ทำชั่วได้พันวัน ไม่มีใครระวังภัยได้พันวันพวกนางจำต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่เสมออย่างนี้เกรงว่าจะมิใช่สถานการณ์ที่ถูกต้องนัก
ซูอี้โจวและซูอี้หว่านต่างก็มีความคิดเช่นเดียวกันคืนนั้นคนในครอบครัวจึงปรึกษาหารือกัน และในที่สุดก็เห็นพ้องต้องกันว่าในเมื่อแจ้งทางการก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างเด็ดขาด วิธีที่ดีที่สุดก็คือใช้กลยุทธ์ของอีกฝ่าย เพื่อจัดการอีกฝ่าย
ในเมื่อคนของหอสุราประตูมังกรว่างนักถึงขนาดมีเวลาเหลือมาหาเรื่องพวกเขาก็จงให้หอสุราประตูมังกรได้ลิ้มรสความวุ่นวายที่ตนเองก่อขึ้นบ้าง
เมื่อพวกเขาดูแลตัวเองไม่ได้ก็ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงที่จะมาคิดร้ายต่อพวกตนอีก
อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าพวกเขามองข้ามปัญหาหนึ่งไปในเมืองอวิ๋นเฉิงแทบจะไม่มีใครกล้าล่วงเกินทรัพย์สินของตระกูลหลงแม้แต่พวกอันธพาลข้างถนน เมื่อได้ยินคำว่า ‘ตระกูลหลง’สามพยางค์นี้ ก็ยังต้องหดคอโดยสัญชาตญาณ
ซูอี้หว่านจึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้ตนเองประเมินท่านหลงต่ำไปเสียแล้วใครเลยจะคิดว่าในแวดวงอันธพาลแห่งเมืองอวิ๋นเฉิงท่านหลงจะมีอิทธิพลมากมายถึงเพียงนี้นับได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งของเหล่าอันธพาลในเมืองอวิ๋นเฉิง
แม้ว่านางจะให้ราคาสูงถึงสิบตำลึงเงินก็ไม่มีใครกล้ารับงานนี้
ซูอี้หว่านรู้สึกโกรธขึ้นมาเมื่อเป็นเช่นนี้ แผนการของนางคงไม่สำเร็จ ซ้ำร้ายพวกอันธพาลอาจนำเรื่องนี้ไปรายงานท่านหลง ด้วยเหตุนี้แผนการทั้งหมดของพวกนางอาจถูกเปิดโปง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ซูอี้หว่านก็จนปัญญา เมื่อกลับถึงบ้านก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ซูอี้โจวฟัง
"พี่ชาย ในบ้านของเรา ท่านเป็นคนมีสติปัญญาที่สุดท่านคิดว่าควรแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไรดี?"
หรือพวกเขาจะต้องออกโรงเองงั้นหรือหากเป็นเช่นนั้น คงจะยุ่งยากเกินไปสักหน่อย
ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเหตุผลที่ต้องการใช้ผู้อื่นทำแทนก็เพราะไม่อยากให้คนตระกูลหลงล่วงรู้ได้โดยง่ายว่าเป็นฝีมือตน
พอได้ยินเช่นนี้ซูอี้โจวกลับมิได้แสดงอาการร้อนรนแม้แต่น้อยทว่ากลับยิ้มออกมาราวกับมั่นใจในตนเองเสียเต็มประดา "หว่านเอ๋อร์ เจ้าใจร้อนเกินไปแล้ว ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่สำเร็จก็มิได้สลักสำคัญอะไร"
ซูอี้หว่านเหมือนจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้แวบหนึ่งทว่าความคิดนั้นกลับรวดเร็วเกินกว่าจะตามทัน นางจึงมิได้ทันฉวยจับมันเอาไว้ก็ลืมไปเสียแล้ว
"พี่ชาย ท่านพูดให้ชัดเจนกว่านี้หน่อยเถอะพวกเราตอนนี้เหมือนตีหญ้าให้งูตื่นแล้ว ทำไมท่านถึงบอกว่าเป็นเรื่องดีไปได้เล่า?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูอี้โจวจึงมองนางอย่างขบขันเล็กน้อย ยกมือขึ้นดีดหน้าผากของซูอี้หว่านเบาๆ"ยัยเด็กคนนี้ ปกติก็ฉลาดอยู่หรอก วันนี้ทำไมถึงได้สับสนขึ้นมา?"
"เจ้าคิดดูสิ ตีหญ้าให้งูตื่นแล้วอย่างไรในเมื่อคนตระกูลหลงรู้แล้วว่าพวกเราก็หมายตาหอสุราประตูมังกรเช่นกันพวกเขาจะไม่เตรียมรับมือหรือ?"
ซูอี้โจวลูบคางพลางแสยะยิ้มเย็น"แม้ว่าพวกตระกูลหลงจะหยิ่งผยองสักเพียงใดก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเมินเฉยต่อเรื่องนี้จริงๆ อย่างไรก็ต้องระมัดระวังบ้าง"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ซูอี้หว่านก็เริ่มเข้าใจความหมายของเขาแล้ว อดไม่ได้ที่จะปรบมือฉาดหนึ่ง"ใช่แล้ว!"
ก่อนหน้านี้นางมัวแต่จมปลักอยู่กับการจะหาคนไปก่อเรื่องที่หอสุราประตูมังกรโดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่า ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้หาคนจริงๆ เพียงแค่ข่าวลือเช่นนี้ก็เพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อหอสุราประตูมังกรได้บ้างแล้ว
และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่เกินความจำเป็นอีกก็สามารถทำให้คนของหอสุราประตูมังกรหวาดระแวงได้
เมื่อเห็นว่านางเข้าใจความหมายของตนเองแล้วซูอี้โจวก็คลี่ยิ้ม ดวงตาเป็นประกายด้วยเล่ห์เหลี่ยม"พวกคนที่ดักทำร้ายเจ้าในวันนั้น คือคนของโรงพนันเป็นลูกน้องของท่านหลง ส่วนใหญ่ก็คงถูกท่านหลงส่งมา"
“จะปล่อยหอสุราประตูมังกรไปไม่ได้ โรงพนันก็เช่นกัน"
น้ำเสียงของซูอี้โจวบ่งบอกถึงความไม่น่าไว้วางใจซูอี้หว่านจับน้ำเสียงนั้นได้ทันที จึงอดไม่ได้ที่จะถามต่อ"พี่ชาย ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร มีความคิดดีๆอะไรหรือเปล่า?"
"หึหึ..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูอี้โจวก็ยิ้มอย่างมีชัย พลางโยนของในมือเล่น "ด้วยสิ่งนี้โรงพนันของพวกมันเป็นต้องเจ๊ง เปิดวันไหนก็ขาดทุนวันนั้น"
"มันคืออะไรหรือ?" เมื่อได้ฟังคำบรรยายอันพิสดารพันลึกเกี่ยวกับสิ่งนี้ซูอี้หว่านก็อดรนทนไม่ได้ที่จะถาม "หรือว่านี่จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการโกงพนันงั้นหรือ?"
ซูอี้โจวยิ้มและพยักหน้า"หว่านเอ๋อร์ช่างเฉลียวฉลาด ใช่แล้ว นั่นแหละคือวิธีใช้ของมัน"
เขายื่นมือขวาออกไปปิดฝาด้านล่างของกระบอกไม้ไผ่แล้วจึงเขย่ากระบอกไม้ไผ่อย่างแรงด้วยมือทั้งสอง ทันใดนั้นภายในกระบอกไม้ไผ่ก็มีเสียง ‘ป๊อกแป๊ก’ ดังระงม
ซูอี้หว่านคาดเดาได้ในทันทีว่าภายในนั้นคงจะบรรจุสิ่งของจำพวกลูกเต๋าเป็นแน่
เป็นจริงดังคาดหลังจากนั้นครู่หนึ่ง ซูอี้โจวก็วางกระบอกไม้ไผ่ลงบนโต๊ะจากนั้นก็ปล่อยมือพลางส่งสัญญาณให้ซูอี้หว่านเปิดดูข้างในนั้นปรากฏลูกเต๋าหกลูกเรียงรายอยู่ภายในแต่ละลูกกลับออกหน้าแต้มสูงสุดอย่างน่าประหลาดใจ
ไม่ต้องเอ่ยถึงความน่าจะเป็นที่น้อยนิดเช่นนี้ซูอี้หว่านรู้ดีว่าพี่ชายของตนไม่เคยสัมผัสกับการพนันมาก่อนสำหรับเรื่องการเขย่าลูกเต๋าแล้ว ยิ่งไม่ต้องถามหาประสบการณ์เลย
สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ใดๆเลย เพียงครั้งเดียวก็สามารถเขย่าออกมาเป็นแต้มที่มากที่สุดได้นี่เขาโชคดีเกินไปแล้วกระมัง?
ไม่สิต้องไม่ใช่เพราะโชคช่วยอย่างแน่นอน!
ซูอี้หว่านรีบเพ่งสายตาไปที่ลูกเต๋าทั้งหลายเหล่านั้นสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
ดูแล้วดูอีกก็ยังไม่เห็นร่องรอยพิรุธใดๆ ดังนั้นซูอี้หว่านจึงมองไปที่ซูอี้โจวอย่างสงสัยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจ "พี่ชายท่านทำอะไรกับลูกเต๋าพวกนี้หรือเปล่า?"
ซูอี้โจวได้ฟังดังนั้นก็ไม่ลังเลที่จะส่ายหน้า "เปล่าเลยเพื่อใช้ในการศึกษาเรื่องนี้ ลูกเต๋าพวกนี้ข้าซื้อมาจากข้างถนนเป็นลูกเต๋าทั่วไปที่ใช้กันในบ่อนการพนัน"
ที่เขากล้าเอ่ยเช่นนี้เป็นเพราะว่าเมื่อวานนี้ซูอี้โจวได้แปลงโฉมตัวเองแล้วลอบเข้าไปสังเกตการณ์ที่โรงพนันของตระกูลหลง และได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างถี่ถ้วน
เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้โรงพนันทุกแห่งล้วนมีกลโกง โรงพนันของตระกูลหลงก็เช่นกันคนที่เป็นเจ้ามือโกงไพ่นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการพนัน
ไม่เพียงเท่านั้นโต๊ะในโรงพนันเหล่านั้นก็ผ่านการออกแบบเป็นพิเศษไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอก
การออกแบบนั้นต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างมากคนทั่วไปยากจะสังเกตได้ถึงความไม่ชอบมาพากลแม้จะจ้องมองอย่างละเอียดก็อาจพลาดพลั้ง แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของซูอี้โจวเพียงพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็พบร่องรอยความผิดปกติ
ด้วยความพิเศษของโต๊ะนี้เองทางโรงพนันจึงรับประกันผลกำไรได้ เพื่อมิให้คนดวงดีโกยเงินไปจนเกินงาม