บทที่ 20 จูบฉันหน่อย!
หลังจากได้ยินคำพูดของโม่เฟิง หลิวชิ่งก็คิดว่าคนเรานั้นมีหลากหลายประเภท แต่ในมุมมองของหลิวชิ่ง เขาเป็คนที่ตรงไปตรงมา หลิวชิ่งมองว่าบุคคลที่จะประสบความสำเร็จและเติบโตขึ้นมาได้นั้นต้องเป็อย่างชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้แหละ…
ชายหนุ่มผู้นี้มีความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาผลประโยชน์สูงสุด และในขณะเดียวกันยังใส่ใจรายละเอียดทุกอย่าง และคำนวณทุกสิ่งอย่างรอบคอบ แถมยังมีสีหน้าที่หลากหลาย เก่งในการแสดงละครตบตาผู้อื่น จนทำให้หลิวชิ่งผู้ที่ผ่านโลกมามาก ถูกชายหนุ่มผู้นี้หลอกลวงจนสูญเสียทุกสิ่ง แต่หลิวชิ่งกลับไม่รู้สึกเสียใจ แถมยังคิดจะผูกมิตรกับโม่เฟิงอีกด้วย จึงเอ่ยปากถามด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ทราบว่าน้องชายชื่อว่าอะไรเหรอ?”
โม่เฟิงมองออกว่าหลิวชิ่งไม่ได้มีเจตนาร้าย และก่อนหน้านี้หลิวชิ่งเรียกเขาด้วยคำว่า ‘คุณ’ อย่างสุภาพ แต่ตอนนี้กลับเรียกเขาว่า ‘น้องชาย’ โม่เฟิงจึงยิ้มและตอบว่า “คุณหลิว เรียกผมว่าโม่เฟิงเฉย ๆ ก็ได้ครับ!”
หลิวชิ่งยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “น้องโม่เฟิงเกรงใจผมมากไปแล้ว ผมอายุมากกว่าคุณนิดหน่อยเอง เรียกผมว่าพี่หลิวก็แล้วกัน คราวหน้าถ้าน้องชายมาที่ร้านกาแฟของเรา ผมจะให้ฟรีทุกอย่างเลย แต่ผมก็แค่คนทำธุรกิจเล็ก ๆ เท่านั้น อย่ามาเอาเปรียบผมมากล่ะ ฮ่าฮ่า”
ด้วยเหตุนี้ หลิวชิ่งและโม่เฟิงจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ส่วนต่อจากนี้มิตรภาพที่ดีนี้จะส่งผลดีต่อหลิวชิ่งอย่างไร? หรือหลิวชิ่งจะช่วยเหลือโม่เฟิงอย่างไร? ยังไม่มีใครรู้ เพราะว่าเื่ราวเพิ่งเริ่มต้น แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ วันข้างหน้ายังมีทั้งเื่ดีและไม่ดีรออยู่เสมอ
ขณะนี้ติงหรูจวินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รู้สึกงุนงงไปหมด เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ดูเหมือนจะได้รับการศึกษาสูงคนหนึ่งถึงคลั่งไปกับโม่เฟิงด้วย และทั้งสองคนยังสนิทสนมถึงขนาดเรียกอีกฝ่ายว่าพี่น้องอีก
ติงหรูจวินเริ่มนึกสงสัยว่าหลิวชิ่งนั้นชอบผู้ชายหรือเปล่า? ไม่งั้นทำไมเธอที่เป็สาวสวยนั่งอยู่ที่นี่ตั้งนาน เขาถึงไม่ได้พูดว่าจะให้ของฟรีกับเธอเลยล่ะ แต่ไอ้คนขี้โกงคนนั้นกลับได้กินฟรีตลอดไป ถ้ามีคนหลอกแบบนี้ได้อีกหลายคน ร้านกาแฟนี้คงต้องปิดกิจการลงแน่ ๆ
พอดีตอนนั้น มีเสียงดังมาจากนอกประตู “ขอถามหน่อยครับ คนที่รับแบบสอบถามอยู่ไหนครับ?”
โม่เฟิงรีบโบกมือให้ชายคนนั้น หลังจากนั้นผู้คนก็เริ่มต่อแถวเพื่อมาส่งแบบสอบถามก็ไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย สิ่งนี้สร้างความสนใจให้กับผู้คนที่ยืนมุงดูอยู่ด้านนอก…
เหตุการณ์นี้ส่งผลดีต่อชื่อเสียงของร้านกาแฟอย่างมาก แน่นอนว่าเมื่อพวกเขากลับไปเล่าเื่ราวที่ได้เห็น ร้านกาแฟแห่งนี้จะกลายเป็ที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วอย่างแน่นอน แถมยังมีบางคนที่อยากรู้อยากเห็น เดินเข้ามาในร้าน สั่งกาแฟเพื่อสังเกตการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นอีกด้วย
ทันใดนั้น ร้านกาแฟก็เต็มไปด้วยผู้คน แม้แต่เก้าอี้ที่เตรียมไว้สำหรับผู้คนทั่วไปด้านนอกก็เต็มไปด้วยลูกค้า ร้านกาแฟแห่งนี้ไม่เคยคึกคักขนาดนี้มาก่อน พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งยังบอกอีกว่า เห็นเงาของนักข่าวปรากฏขึ้น แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้สร้างความฮือฮาไม่น้อยในย่านนี้
บรรยากาศที่เคยเงียบสงบของร้านกาแฟก็กลายเป็ความวุ่นวาย แต่ตอนนี้หลิวชิ่งไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เพราะทุกอย่างบ่งบอกให้เขาเห็นว่าเขาไม่ได้เลือกคนผิด การผูกมิตรกับโม่เฟิงนั้นถือเป็การตัดสินใจที่ถูกต้อง
เมื่อเห็นโม่เฟิงที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการรับแบบสอบถาม ติงหรูจวินก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาทันที เนื่องจากมีคนจำนวนมากรีบเร่งกันเข้ามาเพื่อส่งแบบสอบถาม ซึ่งเป็สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน แม้แต่ในต่างประเทศก็ตาม เพราะว่าการกรอกแบบสอบถามนั้นขึ้นอยู่กับเวลาว่างของแต่ละคน เมื่อไรก็ตามที่นึกขึ้นได้ก็ค่อยส่งออกไป
อย่างเช่น ในประเทศอังกฤษก็เคยมีแบบสอบถามที่ส่งล่าช้าถึงหกสิบปี ลองนึกภาพดูว่ามันหมายความว่าอะไร? และแม้ว่าคนเ่าั้จะกรอกแบบสอบถามและส่งให้ผู้ตรวจสอบทันที แต่ก็มีหลายส่วนที่เขียนส่งเดาสุ่มไปเท่านั้น
ทว่าสำหรับคนเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาใส่ใจกับแบบสอบถามนี้มาก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เป็แบบนี้ก็ไม่ใช่เพราะว่าคุณภาพของประชาชนดีขึ้นมาเป็อันดับหนึ่งของโลก หรือเป็เพราะว่าเรามักจะเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนกลาดมากจนพอแล้ว ดังนั้นมันคงเป็เพราะว่ามีผลประโยชน์บางอย่างที่เกี่ยวข้อง
ในไม่ช้า… ติงหรูจวินก็รู้ตัวว่าตัวเองถูกหลอก และเธอก็ผลักดันตัวเองเข้าสู่กับดัก ถ้าเธอไม่โลภ้าจะเล่นงานเขา แค่ใช้ทัศนคติในการทำงานเท่านั้น วันนี้โม่เฟิงคงจะโดนเธอเล่นงานอย่างหนักแน่ แต่ติงหรูจวินดันโดนหลอกซะเอง ดังนั้นตอนนี้เธอจึงอยากรู้ว่าจะจัดการกับเื่นี้ต่อไปอย่างไร?
ภายในเวลาอันสั้นก็มีคนส่งแบบสอบถามมาแล้วกว่าห้าร้อยฉบับ และตอนนี้ก็เป็เย็นมากแล้ว โม่เฟิงจึงคิดว่าคงไม่มีใครมาอีกแล้ว ดังนั้น โม่เฟิงจึงมองไปที่ติงหรูจวินด้วยสีหน้าภูมิใจ แล้วพูดว่า “ผมชนะแล้ว คุณจะทำตามสัญญาได้หรือยัง!”
ติงหรูจวินดูเหมือนจะมีแผนสำรองไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เธอจึงหยิบเงินสดสองพันหยวนออกมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วพูดว่า “เื่ที่เราเดิมพันกันยังไม่จบ ยังไม่มีใครแพ้ใครชนะ ตอนนี้นายดีใจเร็วไปหน่อยนะ เงินพวกนี้ถือเป็เงินมัดจำ ถ้านายชนะก็ไม่ต้องมาทวงจากฉันแล้ว แน่นอนถ้านายแพ้ นายก็ต้องคืนให้ฉันด้วย!”
ติงหรูจวินจากไปแล้วทิ้งโม่เฟิงไว้กับความงุนงง ตอนนี้โม่เฟิงกำลังสับสนอยู่ในใจว่าทำไมเธอถึงพูดประโยคสุดท้ายนั่นออกมา… ‘อะไรคือถ้าฉันแพ้ ในเมื่อตอนนี้ฉันชนะแล้วไม่ใช่เหรอ?’
โม่เฟิงคว้าเงินสองพันหยวนบนโต๊ะและกระเป๋าเอกสารที่ใส่แบบสอบถามกว่าห้าร้อยฉบับ วิ่งตามเธอออกไปอย่างรวดเร็ว…
เพราะเขารู้สึกตัวแล้วว่าถ้าไม่ได้จูบเธอในวันนี้ คงไม่มีโอกาสอีกต่อไป เพราะถ้าติงหรูจวินไม่ให้เงินเขา เขาก็ยังมีข้ออ้างที่จะไปหาเธอเพื่อทวงเงิน แต่ตอนนี้เธอให้เงินเขามาแล้ว เขาจึงไม่มีข้ออ้างที่จะไปทวงจูบเธอได้อีกต่อไป เพื่ออนาคต เพื่องาน จูบนี้โม่เฟิงจึงจำเป็ต้องคว้ามันมาให้ได้!
สำหรับผู้ชายคนอื่นคงจะหยุดแค่นี้แล้ว แต่นี่คือโม่เฟิง… และทั้งคู่ก็มีเื่ไม่ลงรอยกันอยู่บ้าง ดังนั้น เมื่อมีโอกาสแล้ว โม่เฟิงจึงไม่ยอมปล่อยติงหรูจวินไปง่าย ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีโอกาสอีกต่อไป เขาจึงะโออกมาว่า “จูบฉันหน่อย!”
ทันใดนั้น ลูกค้าภายในร้านกาแฟต่างก็จับจ้องมาที่โม่เฟิงราวกับว่าเขาเป็คนบ้า พวกเขาต่างรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เสียสติไปแล้ว ไร้ซึ่งมารยาท
น่าเสียดายที่โม่เฟิงไม่สามารถตามติงหรูจวินได้ทัน เพราะเธอเตรียมตัวมาอย่างดี…
ดังนั้นติงหรูจวินจึงคิดแผนสำรองไว้แล้วอย่างรอบคอบ ไม่มีทางให้โม่เฟิงมีโอกาสตามทัน และโม่เฟิงเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าติงหรูจวินมีรถยนต์ส่วนตัว เป็รถบีเอ็มสีขาว ในตอนนี้โม่เฟิงรู้สึกอยากได้มาก สาบานว่าจะต้องหามาให้เร็วที่สุด แต่เขาก็รู้ดีว่ายังอีกนานกว่าจะถึงวันนั้น ด้วยเงินเดือนของเขาตอนนี้ คงต้องอดกินอดใช้สิบปีถึงจะซื้อรถได้…
แน่นอนว่าโม่เฟิงก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวังมากนัก อย่างน้อยก็ได้กาแฟฟรี แถมยังได้เงินพิเศษอีกสองพันหยวน และยังได้เห็นติงหรูจวินวิ่งหนีด้วยความอับอายอีก โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็เื่ที่น่าพอใจมาก
ดังนั้น ในคืนนั้นเขาจึงระบายความใคร่ทั้งหมดของเขาใส่จูลี่อย่างไม่หยุดยั้ง จนเธอต้องร้องขอให้หยุด ตอนนั้นเองโม่เฟิงก็เพิ่งเข้าใจว่า ทำไมผู้ชายที่ล้มเหลวในอาชีพการงานจึงชอบหาผู้หญิงมาปลดปล่อยความ้า เพราะว่าการเอาชนะผู้หญิงนั้นช่างสร้างความรู้สึกสำเร็จได้จริง ๆ