เยี่ยนเจาเจาไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเพียงแต่คำพูดที่กล่าวมันเป็นสิ่งที่ออกมาจากด้านใน “บนโลกใบนี้มีเพียงสุนัขกัดกับสุนัขเท่านั้นที่น่ามองที่สุดคุณชายเจียงคิดเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
เจียงไหวยกริมฝีปากขึ้นเขาอดไม่ได้จนต้องดันลิ้นหนาไปที่ฟันกราม จากนั้นรอยยิ้มกว้างก็เผยออกมา “ใช่”
แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจาไม่คิดพึ่งพาเรื่องนั้นเพื่อแยกไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์ให้แยกจากกันนางแค่ต้องการเตือนเฉินเหลียนเอ๋อร์ เผื่อว่าหลังจากนี้ตอนที่ความลับถูกเปิดเผยออกมามันอาจเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยาก
เมื่อคิดถึงจุดนี้เยี่ยนเจาเจาจึงลดสายตาลงมองไปยังเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ปรากฏตัวอยู่ตรงห้องปีกชั้นสองอีกทั้งยังมองเห็นสีหน้าของนายท่านเฉินที่แสดงออกมาทั้งหมด
นายท่านเฉินไม่พอใจกับการกระทำของเฉินเหลียนเอ๋อร์ตอนที่เฉินเหลียนเอ๋อร์เดินเข้ามาเขายกมือขึ้น นายหญิงเฉินเป็นฝ่ายให้ท้ายนางรีบเอาตัวของเฉินเหลียนเอ๋อร์มาปกป้อง อีกทั้งยังกล่าวต่อนายท่านเฉินเพื่อปกป้องนางอีกสองประโยค
ก่อนหน้าต่างของห้องปีกชั้นสองจะปิดสนิทเยี่ยนเจาเจาจำสายตานายท่านเฉินที่มองไปยังไป๋ฝูฉวีได้สายตานั้นดูผงะไปชั่วขณะอีกทั้งมีความประหลาดใจ มุมปากเผยรอยยิ้มเล็กน้อยก่อนจะปิดบานหน้าต่างของตนลง
กระแสน้ำวนรอบแรกได้หมุนผ่านไปท้ายที่สุดจะวนเป็นรูปแบบใดนั้น ก็ต้องดูนักแสดงของเรื่องว่าจะสามารถพลิกแพลงละครเรื่องนี้ไปในรูปแบบใด
เยี่ยนเจาเจาและเจียงไหวเริ่มพูดถึงหัวข้อการสนทนาอื่นราวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเฉินเหลียนเอ๋อร์เมื่อครู่นั้นมิเคยเกิดขึ้นมาก่อน
เจียงไหวเป็นผู้มีประสบการณ์และความรู้มากมายเยี่ยนเจาเจาเองก็โดดเด่นมากเช่นเดียวกัน
ในช่วงเวลากว่าครึ่งปีที่ได้ศึกษาในตระกูลหยวนทำให้ลีลาการสนทนาและความรู้ของนางเพิ่มขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ในตอนที่พูดคุยกับนางก็ยิ่งทำให้ลืมไปว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงเด็กสาววัยเยาว์ทำให้คิดไปว่าตนและนางเป็นคนในวัยเดียวกัน
เจียงไหวต่างออกไปจากคนอื่น
คนอื่นๆมักคิดว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นคนประหลาด แต่เจียงไหวคิดว่าโลกกว้างใหญ่ไม่พิสดารนั้นไม่มีเด็กคนหนึ่งจะฉลาดเร็วกว่าปกติก็มิใช่เรื่องใหญ่อะไร
ทั้งสองคนสนทนากันอย่างออกรส
สุดท้ายเยี่ยนเจาเจารินชาให้กับเจียงไหวด้วยมือของตัวเองคำพูดที่กล่าวออกมาก็ราวกับมีคำตอบอยู่ในนั้น “คุณชายเจียงยอดเยี่ยมเช่นนี้ควรรักษาชีวิตของตนไว้ให้ดีถึงจะถูก แม้ว่างานที่จวนว่าการจะน่าเบื่อไปสักหน่อยแต่มันอาจมีบางอย่างที่พัวพันกับเรื่องทั้งหมดเกรงว่าสิ่งนั้นอาจทำให้ผู้อื่นหมองใจได้ ”
“เหตุใดจึงได้กล่าวเช่นนี้เล่า?” เจียงไหวผงะไปครู่หนึ่งเขาถามประโยคนั้นโดยไม่รู้ตัว
แล้วเหตุใดถึงได้เกี่ยวพันถึงชีวิตกัน?
อย่างมากเขาก็แค่ไม่อยากจะรับราชการการละเลยต่อหน้าที่ โทษหนักที่สุดอย่างมากก็ต้องออกจากหน้าที่แล้วกลับบ้านเกิดของตนไปแน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจาอายุยังน้อย จึงอาจมีบางสิ่งที่ยังเข้าใจได้ไม่ชัดเจน
ในตอนนี้เกรงว่าเจียงไหวก็น่าจะยังคาดมิถึงว่าเรื่องเช่นนั้นจะเกิดขึ้น
“ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า บนโลกใบนี้มีเรื่องราวที่คุ้มค่าพอให้ทำหากว่ามันตกไปอยู่ในมือของคนอื่น เช่นนั้นมันก็มิจำเป็นอีก”
นิ้วเรียวของเยี่ยนเจาเจาอยู่บนถ้วยชาสีขาวละเอียดเหมือนกับสีของถ้วยชาที่ขาวสะอาด
“ท่านลองคิดดู ทิวทัศน์ของเมืองซูโจวแห่งนี้เกรงว่าท่านน่าจะยังเห็นไม่หมดแล้วไยถึงต้องจากซูโจวไปด้วยเล่า ทิวทัศน์ของเมืองเซียงเฉิงและเมืองซูโจวนั้นไม่เหมือนกันหรอกนะเจ้าคะ”
แน่นอนว่านางไม่สามารถกล่าวกับเจียงไหวได้ว่าในช่วงเวลานี้หากเขามิอาจทำหน้าที่ของตนให้ดีก็จะโดนผู้อื่นจับและทุบตีหลายต่อหลายครั้งหลังจากนั้นกลายเป็นผีก็ไม่ใช่คนก็ไม่เชิง ยังเป็นผู้ทรยศต่อแคว้นเมื่อเป็นดังนั้นนางจึงทำได้เพียงเรียบเรียงคำพูดออกมาให้สละสลวย
ประโยคนี้หากเป็นผู้อื่นกล่าวเกรงว่าเจียงไหวคงคิดว่ามันเป็นเพียงคำพูดที่ดูซ้ำซากและไร้สาระแต่คำพูดของเยี่ยนเจาเจากลับเป็นประโยคที่มีความหมาย
สิ่งที่นางกล่าวไม่ได้เป็นความชอบธรรมใดๆของแคว้น อีกทั้งไม่มีความเกี่ยวข้องกับแผนการที่ยิ่งใหญ่อะไร เมืองเจียงหนานมีทิวทัศน์ที่งดงามชีวิตเป็นสิ่งมีค่า หากมีชีวิตรอดมันก็มีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้เขาทำ
คิดอย่างรอบข้างยังมีทิวทัศน์อีกมากมายที่เขายังไม่เคยพบเจอมีทิวทัศน์อีกนับหมื่นที่ไม่เป็นดั่งหวัง ชีวิตนี้ถือเป็นสิ่งมีค่าอย่างแท้จริง
และอีกประการประโยคนี้มันยังเตือนใจเขาไปโดยปริยาย
เจียงไหวเองก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศที่จวนว่าการมีบางอย่างที่ไม่เป็นปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขาที่นับวันก็ยิ่งเข้มงวดมากยิ่งขึ้นการถูกสอบปากคำข้างถนนของเขาใช่ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งแรก ไม่แปลกใจเลยที่แม้แต่เยี่ยนเจาเจาเองก็ยังรู้สึกได้ว่าคนเหล่านั้นไม่ได้มาดี
ไม่รู้ว่าท่านปู่ไม่พอใจเขาหรืออย่างไรยามนี้จึงได้ส่งคนมากำชับให้เขาตั้งใจทำหน้าที่ของตนให้ดี?
หากเป็นเช่นนั้นเจียงไหวก็รู้สึกว่าพอจะวางใจได้มิน่าเล่า ช่วงนี้ที่จวนว่าการเขาจึงมักรู้สึกราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม [1]
เขาสูญเสียบิดาไปตั้งแต่ยังเล็กมารดาแต่งงานไปมีครอบครัวใหม่ เขาได้รับการดูแลอยู่ข้างกายเจียงหย่งมาโดยตลอดความสัมพันธ์ระหว่างเขาและท่านปู่จึงไม่ธรรมดา
หากเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่านปู่ต้องการมันก็น่าจะดีกว่าหากเขาตั้งใจทำหน้าที่ของตนให้ดี จนไม่มีใครสามารถจ้องจับผิดได้
หากมิใช่ก็จำเป็นต้องพิจารณาถึงจุดประสงค์ที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังแม้ว่าการละเลยต่อหน้าที่จะเป็นเรื่องที่ดูไม่น่ามองแต่ตัวเขามีความพิเศษอันใดที่ทำให้คนเหล่านั้นต้องมาจับตามองด้วยเล่า?
เจียงไหวคิดไม่ว่าจะเป็นอย่างไรการรับราชการก็ไม่ได้เป็นแผนในระยะยาวแล้วเบื้องหลังจะต้องมีสิ่งใดที่ไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ เขาอยากสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาอยู่แล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าในนั้นมีอะไรที่น่าสนใจเลยสักนิด
ตอนนี้น่าจะยังมีความเสี่ยงเช่นนี้อยู่เจียงไหวคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อยิ่งนัก
เยี่ยนเจาเจาเข้าใจความคิดของเขาจึงกล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ “อยู่ในหน้าที่ก็ต้องตั้งใจ หากมิใช่ เช่นนั้นก็ช่างมันปะไร”
ความหมายของนางเรียบง่ายชัดเจนเพื่อเป็นการตัดความวุ่นวายรวดเร็วที่สุด ออกจากราชการอยู่ให้ห่างจากเว่ยวั่งสวินยิ่งไกลยิ่งดีเตรียมการให้พร้อม โอกาสที่เขาจะลงมือก็จะยิ่งน้อยลง... ยิ่งไปกว่านั้นเยี่ยนเจาเจาก็ไม่เห็นด้วยกับการที่ท่านป้าของนางให้คนอย่างเว่ยวั่งสวินทำงานอยู่ที่กองบัญชาการใหญ่เมืองซูโจว
รอจนเขาส่อพิรุธออกมาเองเยี่ยนเจาเจาไม่นึกรังเกียจที่จะไปส่งเขาสักครา
เห็นแววตาของเจียงไหวเผยความเฉียบแหลมออกมาเยี่ยนเจาเจาก็รู้ว่าเป้าหมายของตนได้บรรลุแล้ว
ด้วยความเฉลียวฉลาดของเจียงไหวจึงสามารถค้นพบเรื่องราวที่แสนเรียบง่ายระหว่างเว่ยวั่งสวินและเจียงหย่งเยี่ยนเจาเจาเตือนเขาล่วงหน้า เกรงว่าการที่เว่ยวั่งสวินจะวางแผนใส่เจียงไหวคงไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้นแล้ว
กลับมาหนึ่งก้าวหากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อชาติก่อนยังคงเกิดขึ้นเพื่อรักษาความสงบสุขของแคว้นต้าซีในระยะเวลาอันสั้น เยี่ยนเจาเจาก็ไม่รังเกียจที่จะเปิดเผยสถานะของตนต่อเว่ยวั่งสวินให้เขาก้มศีรษะต่อนาง
การหยอกเล่นโดยอาศัยอำนาจส่วนรวมแก้แค้นส่วนตัวเยี่ยนเจาเจาคิดว่าไม่น่าจะเป็นสิ่งที่จัดการได้อย่างง่ายดาย?
ระหว่างทั้งสองเกิดความเงียบขึ้นครู่หนึ่งเจียงไหวกำลังวางแผนเรื่องราวหลังจากนี้ส่วนเยี่ยนเจาเจาก็คิดว่าสถานการณ์ของเมืองเซียงเฉิงตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว
จวบจนตอนนี้องค์หญิงฉงหยางมารดาของนางก็ยังอยู่ในสถานะแสร้งเสียชีวิตนั่นก็หมายความว่าฝ่ายฮ่องเต้หญิงในตอนนี้ยังไม่ใช่ฝ่ายที่ได้เปรียบ
เป็นความคิดเพียงด้านหนึ่งสิ่งที่เยี่ยนเจาเจากังวลก็คือความเสี่ยงที่อยู่ในนั้น
เพียงแต่กระวนกระวายไปก็ไร้ประโยชน์น่าจะดีเสียกว่าหากเยี่ยนเจาเจาโตขึ้น โตพอจะสามารถยืนเคียงข้างทุกคนได้
เยี่ยนเจาเจาบิดนิ้วของตนไปมาอย่างไม่รู้ตัวตอนที่เงยหน้ามองเจียงไหวอีกครั้งก็ได้สบเข้ากับดวงตาของเขา
ทั้งสองคนต่างเห็นความกลัดกลุ้มที่อยู่ในก้นบึ้งของแววตา
“ขอบใจยิ่งนัก” เจียงไหวกล่าวเสียงเบา “ค่าน้ำชาวันนี้ข้าจ่ายแล้วแม่นางหยวนเป็นผู้ปราดเปรื่อง ขอบคุณแม่นางมากสำหรับคำชี้แนะ”
เยี่ยนเจาเจาเม้มปากส่ายศีรษะไปมาพร้อมรอยยิ้ม
เจียงไหวลุกขึ้นกล่าวคำอำลาดูเหมือนเขาสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของตนแล้ว ตอนนี้เกรงว่าคงอยากกลับบ้านไปเพื่อหาข้อพิสูจน์
เยี่ยนเจาเจาไม่ได้รั้งเขาเอาไว้นางลุกขึ้นเพื่อส่งอีกฝ่าย ตัวนางเองก็ต้องกลับไปที่จวนสกุลหยวนแล้ว
ว่าแต่เฉินเหลียนเอ๋อร์คนนี้
เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่รู้ตัวเลยว่าตนนั้นโดนเยี่ยนเจาเจาวางแผนใส่ที่หอเทียนเซียงแห่งนี้อีกครั้งทว่าสิ่งที่กลัวมากที่สุดก็คือท่านพ่อของตน นายท่านเฉินเป็นคนอารมณ์ร้อนมิเป็นสองรองใครนางกลัวเขามาตลอด
ยามที่เดินเข้าห้องฝั่งปีกนางเดินไปซ่อนอยู่ด้านหลังของนายหญิงเฉิน เป็นตายก็ไม่คิดที่จะเดินออกมา นายหญิงเฉินวุ่นอยู่กับการปลอบประโลมบุตรสาวมีเพียงชายหนุ่มดวงตาดอกท้อเท่านั้นที่สามารถมองเห็นแววตาของนายท่านเฉินที่มองไปยังไป๋ฝูฉวี
รอจนถึงตอนที่เฉินเหลียนเอ๋อร์กล้าเดินออกมาจากด้านหลังผู้เป็นมารดานายท่านเฉินก็ได้เริ่มถามชายหนุ่มด้วยท่าทีที่ดูมีไมตรีจิตแล้ว ไป๋ฝูฉวียืนอยู่ด้านข้างเขาและพูดออกมาบ้างเป็นครั้งเป็นบรรยากาศที่เข้ากันได้อย่างกลมกลืนโดยมิมีใดเปรียบ
เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่คิดว่ามีปัญหาอะไรแต่นายหญิงเฉินที่ยืนอยู่ชั้นบนและได้ยินเรื่องทั้งหมด กลับไม่มีความประทับใจอะไรต่อไป๋ฝูฉวีเลย
นายหญิงผู้อยู่เรือนหลังเคยชินกับการเจอกลอุบายมากมายมีหรือที่จะไม่เข้าใจลูกไม้ตื้นๆ ของไป๋ฝูฉวี
ดวงตาของนายหญิงเฉินมองวนรอบตัวไป๋ฝูฉวีอย่างจับผิดนางลากตัวเฉินเหลียนเอ๋อร์ออกมาก่อนกล่าวด้วยเสียงต่ำ “นี่คือสหายบ้านเดียวกันที่เจ้าเขียนมาในจดหมายอย่างนั้นเหรอ?”
ในตอนที่เปิดอ่านจดหมายนางคิดว่าจะเป็นสตรีที่ดีแบบใดกันเฉินเหลียนเอ๋อร์มีนิสัยอย่างไรนางถือเป็นผู้เข้าใจมากที่สุด รู้ว่าด้วยนิสัยของเฉินเหลียนเอ๋อร์ยามศึกษาอยู่ที่สถานศึกษาสกุลหยวนเกรงว่าคงไม่มีมิตรสหายสักเท่าไร เมื่อจู่ๆ เฉินเหลียนเอ๋อร์มีสหายรักปรากฏขึ้นมาความประหลาดใจมากมายจึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
วันนี้เมื่อได้มาพบกลับทำให้ผิดหวังยิ่งนัก
เฉินเหลียนเอ๋อร์อายุยังน้อยนิสัยยังไม่สมบูรณ์คงที่ เดิมทีก็ยังดีๆ อยู่ สหายที่อยู่รอบตัวถือว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
โชคดีที่ครั้งนี้ในตอนที่นายท่านเฉินออกเดินทางท่องเที่ยวได้พบกับบุตรชายคนรองของพ่อค้าชาวเหนือตระกูลหนึ่ง ซึ่งเรียนอยู่ที่สถานศึกษาตระกูลหยวนด้วยเช่นกันพ่อค้าคนนั้นบอกว่าบุตรของตนออกมาศึกษาที่ด้านนอกเกรงว่าจะพบเจอกับความยากลำบากดังนั้นจึงได้แนะนำให้พวกเขาทำเหมือนกับพวกตนเมื่อปีที่ผ่านมาเดินทางไปที่เมืองซูโจวเพื่อฉลองงานปีใหม่กับบุตร
นายท่านเฉินคิดว่าเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมดังนั้นเขาจึงเดินทางมาที่เมืองซูโจวเพื่อรับเฉินเหลียนเอ๋อร์มาฉลองปีใหม่ด้วยกัน เฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีนั้นเปรียบดั่งพี่สาวน้องสาวหลังจากที่รู้ข่าวเรื่องนี้ก็รีบขออนุญาตผู้เป็นมารดา ด้วยอยากจะฉลองงานปีใหม่กับไป๋ฝูฉวีนายหญิงเฉินก็เพิ่งจะได้เห็นไป๋ฝูฉวีผู้มีชื่อเสียงอันโด่งดัง
เดิมทีก็คิดว่าจะเป็นของดีวันนี้ได้มาพบ ดูเหมือนว่าไม่เห็นจะมีอะไร
นายหญิงเฉินถอนหายใจออกมาสำหรับความผิดพลาดของตนนางไม่ควรฟังเฉินเหลียนเอ๋อร์พูดเพียงว่าสตรีผู้นี้ดีอย่างไรจนลืมที่จะตรวจสอบให้ดีไปเสียสนิท วันนี้ได้พบตัวเป็นๆก็รู้สึกได้เพียงความไม่สบายใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยม
ไม่ได้เจอกันมากว่าครึ่งปีท่าทีที่แสนบ้าคลั่งของเฉินเหลียนเอ๋อร์ในวันนี้ทำให้นางตกใจไม่น้อย
แม้จะรู้ว่าก่อนหน้านี้เฉินเหลียนเอ๋อร์นิสัยเสียอยู่บ้างแต่ก็ไม่น่าจะเลวร้ายอย่างวันนี้ เหมือนกับสตรีปากร้ายด่ากราดกลางถนนอ้าปากพูดออกมาก็เป็นคำพูดสกปรก ไม่มีคราบคุณหนูที่เกิดจากตระกูลชนชั้นสูงอยู่เลย!
สตรีที่เกิดจากความจนประจบประแจงสตรีที่เกิดจากชนชั้นสูงตามหน้าติดหลังอยู่ไม่วาย มิได้หมายความถึงวจีสังหารหรอกหรือ!
แม้แต่นิสัยของนางก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆทุกวันยิ่งทำทุกอย่างตามอำเภอใจ เมื่อยืนอยู่ใกล้กัน มันจะไม่ยิ่งทำให้ตนเองดูอ่อนโยนลงเช่นนั้นหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้นอารมณ์ร้ายที่เหมือนประทัดของเฉินเหลียนเอ๋อร์ยังสามารถกลายเป็นอาวุธของคนอื่นได้นายหญิงเฉินรู้สึกเพียงปวดศีรษะ สายตาที่มองไปยังไป๋ฝูฉวีสามารถมองทะลุคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ไป๋ฝูฉวีเอียงตัวไปด้านข้างมุมสายตาของนางเหลือบเห็นแววตาของนายหญิงเฉินที่มองมายังตนในใจมีเสียงหัวเราะเย็นชาดังขึ้น ทว่าสีหน้ากลับยังคงแสดงภาพของความอ่อนโยน อากัปกิริยาก็ยังดูสวยงาม
นายท่านเฉินเริ่มกล่าวชมไป๋ฝูฉวีไม่ขาดปากเขาหันมายังเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ยังคงเอาแต่พึ่งพาด้านหลังของนายหญิงเฉินก่อนกล่าวออกมาอย่างเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้ “เจ้าน่ะเจ้าและฝูเอ๋อร์เรียนด้วยกัน เหตุใดถึงไม่ดูแบบอย่างความอ่อนโยนรู้เหตุรู้ผลและใฝ่เรียนเช่นฝูเอ๋อร์บ้าง! ได้ยินที่คนข้างล่างพูดเมื่อครู่หรือไม่ เจ้าจะถูกให้ออกจากการศึกษาแล้วนี่มันเรื่องอันใดกัน?!”
--------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] นั่งอยู่บนพรมเข็ม หมายถึง จิตใจพะว้าพะวังไม่เป็นสุข