“ไม่ต้องเสียเวลาโน้มน้าวข้าไม่ไป!”
มู่หรงซือเฉินคุณชายสามตระกูลมู่หรงที่เ็าและเข้าถึงยากที่สุดผู้ใดจะไปจะมาล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขา
แม้ตอนนี้ฮูหยินน้อยเพียงคนเดียวของเทียนตงถูกพาตัวกลับมาแล้วสำหรับมู่หรงซือเฉินที่ให้ความสำคัญกับการสู้รบมากกว่าสิ่งอื่นใด เห็นสตรีนางนั้นเป็แค่ตัวให้กำเนิดทายาทเท่านั้นดังนั้นไม่มีเหตุผลข้อใดที่มู่หรงซือเฉินต้องให้ความสนใจต่อนาง
ขณะที่เจียงฉีหนิงกำลังโน้มน้าวมู่หรงซือเฉินกำลังเล็กคันศรไปยังเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปสามจั้ง
บุรุษผู้เคร่งขรึมถือคันศรที่ทำจากงาช้างเอาไว้ในมือจากนั้นเสียบลูกดอกไว้กึ่งกลาง เล็งไปบนน่านฟ้าชั่วพริบตาเดียวสังหารนกสองตัวพร้อมกันด้วยธนูดอกเดียวเขาเพียงแสยะยิ้มมุมปากทว่าดวงตายังเรียบเฉยไร้อารมณ์
ว่ากันตามตรงมู่หรงซือเฉินไม่รู้สึกตื่นเต้นสักนิดคนมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเช่นเขาจะไม่ยอมลดตัวไปใช้สตรีร่วมกับพี่น้องทั้งสามคนเด็ดขาดดังนั้นสตรีนามว่าถังเซ่าเวยอะไรนั่น จึงไม่เคยอยู่ในสายตาของเขาเลย
นกสองตัวตกลงมานอนดิ้นต่อหน้าซือเฉินโยนคันศรทิ้งขว้างไม่แยแสเดินกลับไปนั่งบนฟูกไม้ เพียงกระดิกปลายนิ้วบ่าวรับใช้ข้างกายกุลีกุจอเข้าไปตัดหัวนกน้อย อีกคนยื่นชามกระเบื้องรองโลหิตสด ๆยื่นให้มู่หรงซือเฉิน
เจียงฉีหนิงยังยืนเฝ้าอยู่แววตากดดันพวกนั้นทำซือเฉินไม่สบอารมณ์ ชายหนุ่มปาชามกระเบื้องทุ่มลงพื้นระบายโทสะ“รสชาติไม่ได้เื่!”
คุณชายสามผู้หล่อเหลาเอียงปลายนิ้วเรียวเช็ดคราบเืมุมปากปลายลิ้นพ้นมุมปากเล็กน้อย เลียของเหลวสีแดงลิ้มรสคาวเฝื่อนดวงตาดำขลับที่มองไปยังองครักษ์เงาไม่มีความปรารถนาอื่นใด ยกเว้นจิตสังหารเข้มข้น
เจียงฉีหนิงคุ้นชินกับอารมณ์แปรปรวนของมู่หรงซือเฉินมากกว่าใครนั่นก็เพราะเจียงฉีหนิงเติบโตมาพร้อมซือเฉินมาบัดนี้เจียงฉีหนิงอยู่ในตำแหน่งองครักษ์เงาของคุณชายสามมู่หรงซือเฉินนอกจากนี้ยังเป็หัวหน้าองครักษ์เงาประจำตระกูลมู่หรงอีกด้วย
ความสัมพันธ์พวกเขาแน่นแฟ้นดุจพี่ดุจน้องด้วยเหตุนี้
เจียงฉีหนิงจึงกล้าพูดจาอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้ามู่หรงซือเฉิน
ดวงตาเป็กังวลของเจียงฉีหนิงทำให้ซือเฉินหงุดหงิดแต่เช้า เสียบรรยากาศซะไม่มี
“เข้าใจแล้ว ไว้จะไปหานาง”
น้ำเสียงของมู่หรงซือเฉินแสดงออกชัดเจนว่าเบื่อหน่ายเขาตั้งใจพูดจาปัดสวะให้พ้นตัวเพราะคร้านจะเสวนากับคนเ้ากี้เ้าการอย่างเจียงฉีหนิง
วาจาเ่าั้แม้ฟังดูพิลึกแต่เจียงฉีหนิงก็เบาใจลงบ้าง อย่างน้อยคุณชายก็รับปากต่อหน้าบ่าวไพร่
“เก็บกวาดให้ดี”ตอนนี้ซือเฉินเหล่ตามองลานเบื้องหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบเื
พูดจบชายหนุ่มผู้แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าลุกเดินจากไปพร้อมใบหน้าไร้อารมณ์
อันที่จริงมู่หรงซือเฉินไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าวเ็าั้แ่กำเนิดพื้นฐานเดิมเป็คนมีเมตตาและเข้าใจโลกเพราะคิดว่าตระกูลมู่หรงมีบุตรชายมากถึงสี่คน และมู่หรงซือเฉินเป็บุตรชายคนที่สามต่อให้เทียนตงถึงคราวเคราะห์ ก็ยังมีพี่อีกสองคนให้พึ่งพาจึงใช้ชีวิตเบาหวิวไร้กังวล
แต่เมื่อวันมหาวิปโยคมาถึงชายหนุ่มได้เรียนรู้รสชาติของความเ็ป สำนักหวงซินที่เฝ้าบ่อนทำลายตระกูลมู่หรงมายาวนานบุกเทียนตงเข่นฆ่าสตรีเป็ส่วนใหญ่นั่นก็เพราะเ้าสำนักหวงซินไม่้าให้ตระกูลมู่หรงสืบทอดทายาท
เพราะความไม่เอาไหนของมู่หรงซือเฉินทำให้มารดาตายตกไปต่อหน้า หลังเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นก็กลายเป็ตราบาปในใจที่ไม่อาจลบเลือน เพื่อแก้แค้นหวงซินและปกป้องต้นตระกูล
ซือเฉินไม่หวังพึ่งพาผู้ใดอีก ชายหนุ่มผู้มีาแในใจจึงเริ่มฝึกวรยุทธทุกแขนงในเวลาต่อมา
จวบจนทุกวันนี้ซือเฉินไม่ละทิ้งปณิธานฝึกฝนกระบี่ทุกวันนับได้ว่าองค์ชายสามของตระกูลมู่หรงแห่งหุบเขาเทียนตงโดดเด่นเื่กระบี่ที่สุดแต่เพราะเขามีนิสัยก้าวร้าวสุดโต่ง จึงทำให้ตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลตกไปอยู่ในกำมือมู่หรงจิ้นฟางพี่ใหญ่ของเขา
*****
ั้แ่เข้ามาอยู่ในเทียนตงถังเซ่าเวยไม่เคยได้ออกจากเรือนนอนขนาดเล็กเลยสักครั้งนั่นเป็เพราะตระกูลมู่หรงมีกฎระเบียบมากมายที่คนนอกต้องเรียนรู้ยิ่งเซ่าเวยเติบโตในชนบทที่ไม่เคยมีใครอบรมสั่งสอนเลยท่านอาจารย์หญิงจึงเข้มงวดต่อกฎเกณฑ์ให้นางมากเป็พิเศษ
ใน่เจ็ดวันนี้เซ่าเวยรู้จักความหมายของคำว่าฮูหยินน้อยแล้วนางรู้ดีว่าเทียนตงเปิดประตูรับนางเข้ามาอยู่ในฐานะใดแต่ถึงอย่างนั้นเซ่าเวยก็ไม่อาจยอมรับเพราะรู้สึกว่าตนไม่รู้ควร
ถังเซ่าเวยคนงามเป็แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า อีกอย่างนางไม่อยากเรียนรู้กฎพิธีเหล่านี้แม้แต่น้อยถึงไม่เต็มใจอย่างไรนางก็ต้องอดทน เพราะท่านอาจารย์หญิงพูดว่า หากเซ่าเวยเรียนรู้กฎเกณฑ์สำเร็จและได้เป็ฮูหยินน้อยตระกูล
มู่หรง ถังห่าวหรานต้องดีใจมากแน่
ถังเซ่าเวยชื่นชอบชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องนอนหนาวในห้องเก็บของแต่ก็ต้องยอมรับว่าตลอดเวลาที่อยู่ในเทียนตงนางพยายามสื่อสารกับผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาหามากหน้าหลายตาพอสมควรแต่ไม่ว่าเซ่าเวยจะถามกับผู้ใดเกี่ยวกับพี่ใหญ่ของนางทุกคนกลับตีตัวออกห่างและหลบเลี่ยงเบี่ยงเบน
สาวน้อยเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ“พี่ใหญ่ของข้าอยู่ที่ไหน?”
ถังเซ่าเวยไม่สามารถอดทนรอได้อีกแล้วนางคิดว่าหากไถ่ถามจากผู้อื่นต้องไม่ได้ความแน่ แม้ว่าเทียนตงกว้างใหญ่ขอเพียงไม่ละความพยายามต้องได้พบถังห่าวหรานแน่
จะว่าไป…ทำไมหลายวันมานี้เจียงฉีหนิงไม่เคยแวะเวียนมาเยี่ยมเลยถังเซ่าเวยแอบกังวลเล็กน้อย เพราะนางกำลังรู้สึกว่าชีวิตน้อย ๆของนางเลื่อนลอยเหลือเกิน
เซ่าเวยเอาแต่มองไปนอกหน้าต่างอดทนรอกระทั่งทหารเวรยามเดินผ่านไป หวังจะตามหาพี่ชายให้พบในวันนี้แต่นางช่างอ่อนต่อโลกเหลือเกิน หุบเขาเทียนตงไม่ใช่สถานที่ที่นางสามารถวิ่งเล่นได้
“เ้ายังรออะไรอีก?”
เสียงปริศนาดังขึ้นมันพยายามยุยงให้เซ่าเวยทำเื่บ้าบิ่น เซ่าเวยหันกลับไปมองไม่พบผู้ใด…ทราบในลมหายใจต่อมา ว่านั่นคือเสียงจิตใต้สำนึกด้านมืด
ทุกคนในเทียนตงดีกับเซ่าเวยไม่มีใครกล้ารังแกนาง และยิ่งไม่มีใครกล้าทำให้นางเจ็บช้ำน้ำใจชีวิตของเด็กบ้านนอก กลับตาลปัตรเปลี่ยนจากหลังมือเป็หน้ามือ
ทว่า…ชีวิตของนางจะดีกว่านี้มากหากได้พบถังห่าวหรานญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
ไม่นานนักหนทางเบื้องหน้าสะดวกไร้ผู้คนนับโมงยามแล้ว น่าจะเป็่ผลัดเปลี่ยนเวรยามพอดี
เซ่าเวยลอบออกจากชายคาอย่างระมัดระวังขณะเดินเหินอยู่บนต้นหญ้า หญิงสาวออกอาการตื่นตระหนกตลอดเวลา
คงไม่ใช่ว่าทุกคนในเทียนตงกำลังเล่นละครหลอกตากระมัง ท่านอาจารย์หญิงตลอดจนสาวใช้ต่างเรียกฮูหยินน้อยจนติดปาก ั้แ่อยู่ในเทียนตงเข้าวันที่เจ็ดยังไม่เห็นหัวคุณชายตระกูลมู่หรงโผล่มาสักคน อย่าว่าแต่สามีทั้งสี่เลยแม้แต่คนเดียวก็ไม่เห็นแม้เงา
ไม่แน่ว่าสาวใช้พวกนั้นอาจจะพูดเื่เพ้อเจ้อเห็นว่าเป็หญิงที่มาจากบ้านนอก จึงแต่งเื่ขึ้นมากลั่นแกล้งให้ใเล่น
เซ่าเวยเดินหลบไปตามมุมต่าง ๆกวาดดวงตากลมโตดั่งท้องทะเลสาบไปรอบกาย พลางก่นด่าในใจลำพัง
ลัดเลาะเรื่อยมาเริ่มรู้สึกว่าเทียนตงกว้างขวางกว่าที่คิด ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาคดเคี้ยวเหมือนวงกต
เจ็บใจนัก!อาจารย์หญิงสอนอ่านแผนภูมิเทียนตงั้แ่วันแรก แต่เซ่าเวยไม่ตั้งใจศึกษา
นางจำไม่ได้แล้วว่าเดินมาหยุดที่ตรงไหน
ทว่าดวงตากลมโตเหมือนกวางน้อยมองไปยังทิศประจิมเห็นแผ่นหลังของใครบางคน เขาอยู่ในชุดดำตัดหมอก ช่อผมสีดำเข้มปกคลุมกลางหลังทรวดทรงด้านข้างแข็งแกร่งกำยำเหมือนนักรบ ถังเซ่าเวยจำไม่ผิดแน่นั่นคือลักษณะของถังห่าวหรานผู้พี่ของนาง