บทที่ 1
ทางสามเส้นที่เข้าด้วยกัน
แคว้นเฮยหลง เมืองเยี่ยหลงซาน
คือเมืองหลวงของชนเผ่าที่เรียกตัวเองว่าัดำถูกปกครองโดยบุรุษจากตระกูลเซี่ยติดต่อกันอย่างยาวนานมากว่า 200 ปีแล้ว เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ราบสูงทางตอนเหนือของแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนจงหยวน แผ่นดินเฮยหลงก่อตั้งขึ้นมาจากการทำารวบรวมอาณาจักรน้อยใหญ่เข้าด้วย กันโดยบุรุษองอาจคนหนึ่งผู้เรียกตัวเองว่าราชันัดำ...เซี่ยตู๋กู
ฮ่องเต้สถาปนาแผ่นดินเฮยหลงและดำรงตำแหน่งประมุขของแคว้นได้เพียงแค่สิบปี ก็ทรงตด้วยโรคระบาดตอนที่เสด็จลงหัวเมืองทางใต้ไปทอดพระเนตรสายแร่โลหะจากเหมืองทางทิศใต้ที่แม่ทัพหัวเมืองถวายฎีกาขึ้นมา หลังจากฮ่องเต้เซี่ยตู๋กูตแผ่นดินได้ตกสู่องค์ชายรองเซี่ยอวีสุ่ยผู้เป็น้องชายต่างมารดาของฮ่องเต้เซี่ยตู๋กู ฮ่องเต้องค์ใหม่สืบสานปณิธานจากพี่ชายช่วยทะนุบำรุงแผ่นดินปกครองราษฎรอย่างผาสุก จนทำให้สกุลเซี่ยมีฮ่องเต้แผ่นดินนี้มาอย่างยาวนานเป็เวลากว่า 200 ปี
อาณาจักรเฮยหลงของฮ่องเต้ตระกูลเซี่ยได้มีการผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองไปแล้วถึง 20 พระองค์ จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยของฮ่องเต้องค์ที่ 21 มีนามว่าเซี่ยหยุนหรง เมื่อฮ่องเต้องค์นี้ปกครองใต้หล้ามาเป็เวลาเข้าปีที่ 16 พอดี หายนะใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับพระราชวังแห่งนี้ก็ได้เกิดขึ้นอีกซ้ำสอง ในคืนไหว้พระจันทร์ที่เป็เทศกาลสำคัญพิธีหนึ่งของแคว้นเฮยหลง
ขึ้น 15 ค่ำเดือนเก้า
ค่ำคืนนี้พระราชวังหลวงของฮ่องเต้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายมงคลและความสนุกสนาน ที่กลางอุทยานตำหนักกลางกำลังมีงานรื่นเริงที่ฮ่องเต้พระราชทานจัดเลี้ยงให้แก่ขุนนางของพระองค์ ทั่วบริเวณประดับด้วยโคมไฟหลากสี ตรงกลางลานหน้าพระที่นั่งมีนางระบำหลวงรูปร่างอรชรกำลังร่ายรำประกอบเสียงดนตรีไพเราะ
งานเลี้ยงคืนนี้นอกจากจะเป็เฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ฮ่องเต้ยังพระราชทานเลี้ยงในพระราชวังชั้นในควบไปด้วยอีกหนึ่งงาน เพื่อให้เป็เกียรติแก่ฮองเฮาพระองค์ใหม่ที่เพิ่งถูกสถาปนาแทนฮองเฮาองค์เก่าที่ตไปเพราะความเจ็บป่วย
ในขณะที่คนทั้งวังกำลังมีความสุขอยู่กับงานรื่นเริงและเสียงดนตรีที่ดังบรรเลงไปทั่วอุทยาน อีกฟากหนึ่งของพระราชวังที่มืดมิดเงียบสงัดและแสนอ้างว้าง ก็มีความเคลื่อนไหวหนึ่งเกิดขึ้นที่ตำหนักร้าง ซึ่งอยู่ในบริเวณท้ายสุดของพระราชวังหลวงทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ที่แห่งนั้นมีชื่อว่าตำหนักจอมเทพสยบมาร เป็ตำหนักเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นมาหลังจากสถาปนาแผ่นดินเฮยหลงได้ไม่นาน เพื่อเก็บรักษารูปปั้นเทพเ้าผู้พิทักษ์พระราชวังหลวงตามคำแนะนำของโหรหลวงและนักบวชผู้แก่กล้าวิชาในอดีต
พระราชวังหลวงแห่งนี้มีตำนานเก่าแก่เล่าขานกันว่า ครั้งหนึ่งแคว้นเฮยหลงเคยประสบกับภัยธรรมชาติใหญ่หลวงเป็เพราะมีดาวมารดวงหนึ่งจุติลงมาในโลกมนุษย์ การมาถึงของมารร้ายทำให้แผ่นดินจงหยวนเกิดความแห้งแล้ง อากาศร้อนจัด ขาดแคลนน้ำท่า พืชพันธุ์ก็พากันเหี่ยวเฉาไม่งอกเงย นอกจากขาดแคลนอาหารแล้วยังเกิดโรคระบาดคร่าชีวิตผู้คนไปอีกเป็จำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งแผ่นดินเฮยหลงก็ต้องตไปด้วยจากเภทภัยของดาวมารดวงนั้น
โหรหลวงกับนักพรตผู้มีตบะแก่กล้าจึงได้กราบทูลให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ทำพิธีบูชา์เพื่ออัญเชิญเทพเ้าลงมากำราบมารร้าย จากนั้นก็ให้สร้างตำหนักหลังหนึ่งขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังหลวง ไว้เพื่อบูชาเทวรูปจอมเทพสยบมาร ไม่นานนักภัยธรรมชาติก็ยุติลง ราชวงศ์เซี่ยจึงได้ปกครองแผ่นดินสืบต่อกันมาอย่างผาสุก
จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปร่วมร้อยปี สถานที่แห่งนี้ก็ขาดการดูแลรักษา ถูกทิ้งร้างจนกลายมาเป็ตำหนักเย็นในรัชสมัยของฮ่องเต้รุ่นหลังที่เอาไว้ใช้คุมขังเหล่านักโทษฝ่ายในอันไม่เป็ที่พึงปรารถนาของพระองค์
ที่ตำหนักหลังนั้น แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลงมาต้องหลังคากระเบื้องสีทองของตำหนักซึ่งตั้งอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในกำแพงสีแดง มีหญิงสาวนางหนึ่งสวมเครื่องแบบหัวหน้านางกำนัลถือโคมไฟดวงเล็กกับชามใบหนึ่งเดินฝ่าความมืดอย่างเร่งรีบเข้าไปในแห่งนั้น
การเดินฝ่าเข้าไปยังพระตำหนักร้างช่างไม่ง่ายเลย นางต้องใช้มือทั้งสองที่ถือข้าวของอยู่กับสองแขนแหวกวัชพืชที่ถูกปล่อยให้รกเรื้อเพื่อจะให้เข้าไปได้ เมื่อก้าวเดินไปแต่ละก้าว หูของนางก็จะได้ยินเสียงแว่วดังมาจากที่ไกลๆ คล้ายกับมีใครสักคนหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ เสียงปริศนาเ่าั้ก็ยิ่งดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ ช่างชวนให้คนรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงโดยแท้
ปกติแล้วนางเป็คนใจแข็งอย่างมาก แต่ความมืดวังเวงกับบรรยากาศกดดันที่อบอวลอยู่ทั่วตำหนักร้างกลับทำให้นางเกิดความรู้สึกใจสั่นอย่างไม่มีสาเหตุ นางจึงไม่ได้ให้ความสนใจต่อความเคลื่อนไหวอันน่าขนลุกหรือแม้แต่จะเหลียวหลังกลับไปมองในความมืดข้างหลัง เพราะว่าตำหนักหลังนี้เป็สถานที่ผีสางที่แม้แต่นกก็ยังรังเกียจที่จะเข้ามาขับถ่าย แล้วเสียงที่ได้ยินจะเป็อะไรไปได้นอกจากพวกสัตว์เดรัจฉานที่ดำรงชีพท่ามกลางเวลากลางคืน หรือไม่ก็...ภูตผีปีศาจร้ายที่สิงสู่อยู่ในตำหนักอาถรรพ์แห่งนี้
ตำหนักจอมเทพสยบมาร คือสถานที่ต้องห้ามที่ไม่น่าพิสมัยที่สุดของผู้คนในวังหลวง
“ไม่มีอะไรหรอกจือฉู่เอ๋ยไม่มีอะไรหรอก จงอย่าได้หวาดกลัวไปเลยก็แค่เสียงนกหนูวิ่งหากินในความมืดเท่านั้นเอง” นางกระซิบพูดกับตัวเองปลอบหัวใจที่กำลังเต้นระส่ำให้สงบลง ในมือของนางข้างที่ถือโคมไฟมีสายสร้อยประคำที่ทำจากหยกสีดำคล้องอยู่ เผยจือฉู่กำสร้อยประคำของเ้านายไว้แน่น พลางพูดปลุกปลอบตัวเองไปเรื่อยๆ เพื่อให้คลายจากความหวาดระแวง
“ใจเย็นไว้จือฉู่เอ๋ย อีกไม่ถึงสองเค่อทุกอย่างก็จะจบสิ้นแล้ว แค่ความมืดเท่านั้นเองอย่าได้กลัวไปเลย จงทำงานของเ้าให้สำเร็จ หาไม่แล้วหากฮองเฮาพิโรธขึ้นมาเ้าจะแย่ยิ่งกว่าถูกผีในตำหนักนี้หลอกเสียอีก” นางตอกย้ำกับตัวเองอีกครั้ง พลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อข่มความกลัวที่แล่นสูงขึ้นมาทั่วหัวใจไปหมด แล้วเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น เดินมุ่งหน้าเข้าหาตำหนักหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางแสงจันทร์สว่าง
ลมกลางคืนพัดหวีดหวิว พาเอาประตูหน้าต่างของตำหนักที่ทรุดโทรมขยับกระแทกไปมา ยิ่งขับให้ภาพตรงหน้าของนางกำนัลยิ่งดูวังเวงมากเข้าไปใหญ่ ความเร่งรีบบวกกับความหวาดกลัวทำให้นางไม่สังเกตเห็นว่า ในพงหญ้าข้างทางที่นางเดินฝ่าเข้าไปมีร่างสูงใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่งในชุดปกปิดสีดำกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นที่รกเรื้อไปด้วยวัชพืช เกือบทั่วแผ่นหลังของเขามีธนูหลายดอกปักอยู่ และทุกครั้งที่ผู้ชายคนนั้นขยับตัวคืบคลานไปข้างหน้า ก็จะมีเืสีคล้ำไหลทะลักออกมาจากปากของเขา เืมากมายที่เขาอาเจียนออกมาบ่งบอกให้รู้ว่าชายปริศนาผู้นี้ได้รับาเ็จากยาพิษที่ร้ายแรง และกำลังจะเดินทางเข้าสู่หนทางแห่งความตายในอีกไม่ช้าแล้ว