ผมเคยคิดว่าอนาคตนั้นต่อให้มันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรผมก็สามารถที่จะปรับตัวกับมันได้ ประสบการณ์ที่เป็เด็กกำพร้าทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนมหาลัยนั้นทำให้ผมมั่นใจในตัวเองพอสมควรโดยเฉพาะเื่ของการเอาตัวรอด แต่สิ่งที่ได้เห็นใน่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นหากพูดว่าฝันไป มันย่อมน่าเชื่อซะกว่า ในตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่บนอากาศ นอกจากแสงสีขาวรอบๆ ตัวแล้วทุกอย่างจนสุดขอบตานั้นมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีพื้นดิน ไม่มีขอบฟ้า
รอบๆ ตัวผมมีนักศึกษาอีกกว่า 10 คนที่เรียนด้วยกัน พวกเรานั่งอยู่ในห้อง ภายในมหาลัยก่อนที่จะถูกย้ายมาที่นี่ ต่างคนต่างก็มองไปรอบๆ ตัว สีหน้าของแต่ละคนนั้นหลากหลายไปด้วยอารมณ์ ต่อให้ไม่พูดอะไรทุกคนต่างก็เข้าใจดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็สิ่งเหนือธรรมชาติ
"ที่นี่มันที่ไหน เมื่อกี้เราอยู่ในห้องเรียนไม่ใช่เหรอ"
"ที่เธอไม่เคยได้ยินในข่าวเหรอ เื่คนหายตัวไปอีกมิติไง" เสียงเหล่าเพื่อนๆ พึมพำในมิติที่ไร้ขอบเขตนั้นดังมาถึงหู ทั้งๆ ที่เสียงเหล่านี้เป็เพียงเสียงกระซิบผมกลับได้ยินอย่างชัดเจน อาจเป็เพราะในมิตินี้นั้นมีเพียงความว่างเปล่า
"สุดยอด!! พวกเราถูกย้ายมาอีกมิติจริงๆ ด้วย ทุกอย่างเหมือนกับในเกม'สมรภูมิไร้ขอบเขต'เลย ั้แ่ตอนที่ฟ้ามืดกับเสียงอสูรมิติร้องฉันก็คิดแต่แรกแล้วว่าใช่แน่ๆ อย่างที่บอกเลยใช่ไหมละ อาร์ต" เสียงของชายหนุ่มข้างๆ ผมกล่าวพร้อมกับตบบ่าผมดังตับๆ พร้อมกับขยับแว่นหนาที่เขาใส่อยู่ หากจะมีใครที่กังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด มันก็ต้องเป็เบส เพื่อนติดเกมของผมคนนี้ หลายวันที่ผ่านมานี้เ้าตัวดูจะตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำกับความคิดที่จะได้เดินทางไปยัง'โลกใหม่' พร้อมกับพลังพิเศษ จากที่ฟังคำของเบสที่เล่าอย่างกระตือรือร้นประกอบกับข่าวต่างๆ ทำให้ผมพอจะเดาสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีเหตุการณ์ประหลาดหลายๆ อย่างเกิดขึ้นบนโลกพร้อมกับการที่มีคนสูญหายไปจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเสียงร้องของสัตว์ประหลาดที่ดังก้องไปทั่วทั้งโลก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นบังเอิญไปตรงกับบทนำของเกมที่แทบไม่มีคนเล่นเกมหนึ่ง นอกจากนี้เสียงร้องของอสูรมิติในเกมก็ยังเหมือนกับเสียงร้องของสัตว์ประหลาดที่ดังขึ้นตลอดเวลา สำนักข่าวหลายแห่งได้มีการพูดถึงเกมนี้ตลอดทั้งวัน ทำให้เกมนี้โด่งดังขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
การที่ได้เบสซึ่งเป็ผู้มีประสบการณ์ในเกมย้ายมิติมาด้วยนั้นนับกว่าเป็โชคดีของทุกคนที่ย้ายมายังมิตินี้ก็ว่าได้
"เดี๋ยวก่อน เบส นี่นายเคยเล่นเกมนี้สินะ อธิบายด้วยล่ะว่าต่อจากนี้เราต้องทำยังไง ฉันได้ยินจากข่าวในทีวีว่าเราอาจจะย้ายไปอีกดินแดนหนึ่งตามเนื้อเื่ของเกม แต่เกมนี้หายากชิบ หลังจากปรากฏการณ์ต่างๆ เป็ไปตามที่เกมทำนาย เกมปลอมก็มีปล่อยออกมาเต็มไปหมดฉันไม่รู้จะพึ่งใครดี" เสียงของชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ข้างๆ ผมกล่าวแทรกขึ้นมาอย่างร้อนรน ความสับสนทำให้แม้แต่ยอดนักกีฬาประจำห้องอย่างคอลลินก็ยังต้องหาที่พึ่งพิง
"หึ จากนี้ก็เป็่เวลาที่สำคัญที่สุดในการมาเยือนต่างโลกยังไงล่ะ บททดสอบรับเพื่อพลังพิเศษ" เบสเผยยิ้มที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นออกมาก "ตามเนื้อเื่ของเกม อีกไม่นานจะมีประตูไปสู่บททดสอบโผล่ออกมา แต่ละคนเลือกประตูเพื่อจะเดินเข้าไป หนึ่งคนหนึ่งประตูเท่านั้น หลังจากผ่านบททดสอบเราจะได้พลังพิเศษเพื่อใช้ในสมรภูมิไร้ขอบเขตยังไงล่ะ"
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนตอนที่เบสเล่าเื่นี้ให้ผมฟัง มันบอกผมออกมาด้วยว่าตัวเอกของเื่นั้นเลือกประตูสีทอง จากที่มันเล่าดูเหมือนประตูแต่ละสีนั้นมอบความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันให้กับผู้ข้ามมิติ ด้วยสีหน้าที่มั่นใจของเบสผมไม่แปลกใจเลยหากมันพอจะรู้ว่าประตูแต่ละสีนั้นมอบความสามารถอะไร แต่ดูเหมือนเ้าตัว้าที่จะอุบไว้ ในเมื่อแต่ละประตูมีคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเข้าได้ ความสามารถดีๆ ย่อมถูกเล็งไว้อยู่แล้ว เบสเองก็ดูแล้วไม่คิดจะบอกไปมากกว่านี้
ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็เพียงแค่เกมอีกต่อไป ความสามารถที่เหนือธรรมชาตินั้นเป็เื่น่าตื่นเต้น คงจะดีไม่น้อยถ้าหากได้บินบนอากาศได้อย่างอิสระ เผาทุกอย่างด้วยพลังเวท หรือทำทุกอย่างตามจินตนาการที่จะนึกฝัน
หลังจากเบสเล่าจบ เสียงพูดคุยของทุกคนในห้องเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนทุกคนมีคำถามที่จะถามผู้เล่นเกมอย่างเบส ระหว่างที่ปรากฏการณ์ประหลาดต่างๆ เกิดขึ้น ข่าวเกี่ยวกับเกมนี้นั้นดังไปทั้งโลก แต่นอกจากเนื้อหาคร่าวๆ ของเกมแล้ว รายละเอียดต่างๆ นั้นยากที่จะตามหาและมีหลายเวอร์ชันจนนับไม่ถ้วน ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ประหลาดเกมนี้เป็เกมที่แทบไม่มีคนรู้จัก ไม่แปลกเลยที่เบสมีความรู้สึกราวกับว่าเป็คนที่ถูกเลือกถึงแม้จะไม่ใช่ตัวละครหลักในเกม ในเมื่อรู้ข้อมูลถึงอนาคตขนาดนี้ เอาตัวรอดในโลกใหม่ดูจะไม่ใช่เื่ยากเลย
"หลังจากนี้ฝากด้วยละ เบส" ผมยิ้มขณะที่เบสหัวเราะเบาๆ เห็นทีจะต้องให้เ้าเพื่อนแว่นหนาคนนี้ช่วยแบกซักหน่อย ในเมื่อเคยลอกการบ้านผมมาทุกวันอยู่แล้วเวลาแบบนี้มันต้องแบกหนักๆ สิ
ไม่นานก็มีประตูสีต่างๆ ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า ผมเริ่มเดินไปยังประตูที่ใกล้ที่สุดก่อนจะพบว่ามันมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นอยู่
"ฮ่าๆ เดินช้าๆ ระวังหน่อยล่ะ ตอนนี้พื้นที่นี้คือเขาวงกตล่องหน ถ้าวิ่งละก็วิ่งชนกำแพงหัวโนอย่าหาว่าไม่เตือน" เบสหัวเราะ เขาหันมาเตือนก่อนจะใช้มือคลำหาทางไปต่อ
ผมพยักหน้าพร้อมกับโบกมือ "โชคดีล่ะ"
แต่ว่า ไปประตูไหนดีนะ
"บ้าน่า ไม่มีประตูสีที่ฉันจำได้เลย นี่มันอะไรเนี่ย มีแต่สีที่ผสมกันมั่วไปหมด" ไม่ทันไรเสียงของเบสดังแว่วเข้ามา
จะว่าไปประตูที่เหล่าตัวเอกในเกมมันเลือก มันก็มีแค่บานเดียวสินะ ผมน่าจะคิดได้แต่แรกว่าในเมื่อพวกตัวเอกมันเลือกไปก่อนแล้วมันจะมีเหลือมาถึงมือเราได้ยังไง เบสดูเหมือนนายก็พลาดเื่นี้ไปสินะ
เดี๋ยวนะ... ประตูที่โผล่ออกมา มันมีแค่ 10 บานเท่านั้นเองนี่ แต่ห้องเรามี 16 คน...... ความรู้สึกที่ไม่ดีเริ่มปกคลุมในใจของผม
เบสมันรู้เื่นี้หรือเปล่า ประตูที่โผล่มามันไม่พอจำนวนคนด้วยซ้ำ ทุกคนยังดูค่อยๆ คลำหาทางไปต่อ ต่างคนต่างก็จับจ้องไปยังประตูที่ใกล้ที่สุด ไม่ได้มีใครที่แสดงอาการดิ้นรนใดๆ
มีใครสังเกตเห็นกันหรือเปล่าเนี่ย!! จากที่เบสบอกประตูมันเข้าได้คนละบานไม่ใช่เหรอ นอกจากนี้ผมเห็นคอลลินเริ่มเดินไปยังประตูที่ผม้าจะไป ถ้าคอลลินไปถึงประตูก่อนผมมันจะเกิดอะไรขึ้นกันนะ?
ก่อนจะรู้ตัวเท้าของผมเริ่มเร่งขึ้น ไหล่ขวาผมถูกับกำแพงที่น่ารำคาญจนเริ่มรู้สึกชา แต่ผมไม่สนใจ ตราบเท่าที่ไหล่ขวาผมติดกับกำแพงผมต้องคลำหาเพียงแค่ด้านหน้ากับทางซ้าย นั่นย่อมทำให้ผมวิ่งได้เร็วขึ้น
สายตาของผมมองไปยังประตูที่ใกล้ที่สุด ความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อครู่นั้นได้หายไปจนหมดสิ้น มันจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่หาประตูไม่ได้กันนะ? เื่นี้ผมไม่อาจรู้ได้และไม่้าเป็คนที่ประสบกับมัน