ชางอวิ๋น เทพเจ้ามังกรบรรพกาล (Ancient God Dragon)

    ตอนที่ 19 ทวีปแดนเหนือ

    หมู่เกาะ๼๥๱๱๦์เป็๲เพียงเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่บนทวีปแดนเหนือ ซึ่งในทวีปนี้ขั้วอำนาจที่ปกป้องดินแดนแบ่งออกเป็๲ 5 เมืองใหญ่ๆ ได้แก่


    1.วังบูรพา 2.นภาปราณฟ้า 3.ผนึกสวรรค์ 4.แดนประจิม และ 5 ผู้ไม่เคยได้ติดอันดับในการประลองเลยที่ผ่านมา 1000 ปี คือหมู่เกาะสวรรค์ หมายถึง หมู่เกาะสวรรค์นั้นมีพลังปราณที่ต่ำที่สุดในทวีปแดนเหนือ


    เด็กหนุ่มคิดหนักเพราะตนต้องมีภาระอันใหญ่หลวงที่จะไขปริศนากล่องดำ กับตามล่ามังกรทั้ง 7 ตัว
    'เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก เพราะตอนนี้ยังมีสิ่งที่เจ้าต้องคิดเป็นอันดับแรกคือการเพิ่มพลังปราณให้มากที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้ก่อนคิดถึงเรื่องอื่นๆเลย'
    "ถ้ามังกรน้อยแนะนำแบบนี้ข้าก็คงต้องเชื่อท่านหละนะ"
    'เหอะ. . . . .เจ้าเด็กลามปาม' เมื่อชางอวิ๋นได้คำแนะนำจากเทพมังกรฟ้าแล้ว จึงตกปากรับคำ แต่เขาอธิบายระยะการฝึกใหม่ ซึ่งเขาจะใช้เวลาฝึกเพียง 10 วัน อีก 5 วัน กลับบ้านตัวเอง 
    หลินเฟยบอกว่าไม่ได้ ! เจ้าต้องเผื่อเวลา 2 วันใช้เดินทางไปปราสาทจักรพรรดิ์ โดยมีตระกูล 'หยาง' เป็นผู้ปกครองทวีป เด็กหนุ่มจึงเปลี่ยนแผนใหม่เป็นกลับบ้านตนเอง 3 วัน อีก 2 วันใช้เดินทาง
    หลินเฟยก็เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่าในงานประลองที่จะจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี ให้จอมยุทธทั่วทวีปเข้าได้ตั้งแต่อายุตั้งแต่ 15 ปี จนถึง 20 ปี ประลองกันเผื่อหาคนที่เข้มแข็งที่สุด 
    ผู้แข็งแกร่งที่สุด 5 คนจะได้ไปฝึกวิชาในปราสาทเวทย์ ที่ตระกูลหยางก่อตั้งมาแล้ว 1000 ปี ซึ่งในนั้นจะมีวิชาระดับสูงที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของ แต่ก็ต้องฝ่าด่านแย่งชิงกับศิษย์สายใน
    โดยที่ศิษย์สายในล้วนแต่เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงที่แม้แต่หลินเฟยยังต้องเคารพ โดยพลังปราณที่นี้เป็นใหญ่ ผู้อาวุโสเป็นรอง
    ชางอวิ๋นจึงมีความคิดที่จะเลื่อนการค้าออกไปก่อน มุ่งมั่นที่จะเข้าไปฝึกในปราเวทย์เพื่อไปเอาวิชาระดับสูงมาไว้เป็นของตน เพราะชางอวิ๋นเริ่มรู้แล้วว่าการบีบอัดพลังเตะ ต่อย มันเทียบกันไม่ได้เลยกับที่ใช้วิชาระดับสูงเข้าต่อสู้
    เมื่อชางอวิ๋นคิดที่จะบ่มเพาะพลังลมปราณ เขาได้นึกถึงถ้ำระดับกลางที่มีอสูรอยู่เต็มไปหมด เมื่อเขายังอยู่ในโลกออนไลน์ เขาใช้ที่นี้ฟาร์มตั้งแต่เลเวล 20 จนถึง 60 เพราะว่ามันมีอสูรหลายชนิดมากมาย มีหลายชั้นและชุกชุมมาก
    ชางอวิ๋นจึงจัดการเตรียมของ โอสถต่างๆ และชวนหลินหลิงไปด้วยกันกับเขา เพราะการที่เขาทำอะไรคนเดียว จากประสบการณ์ที่ผ่านมาการรวมพลังเป็นกลุ่มจะสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ดีกว่า
    หลินหลิงมีความรู้สึกประทับใจกับชางอวิ๋นเป็นอย่างมากจนไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ แววตาของเธอเวลามองไปที่ชางอวิ๋นมันลึกซึ้งกว่าแต่ก่อนนัก
    เป็นเพราะอะไรที่ผ่านกันมาอย่างมากมายและเขาที่ได้ช่วยชีวิตท่านแม่ของเธอ
    หลินหลิงจึงไปขออนุญาติหลินเฟยไปให้เหตุผลว่าจะออกไปหาประสบการณ์เพื่อเพิ่มพลังปราณให้กับตัวเอง ด้วยความที่เธอนั้นมีพลังปราณที่สูงกว่าชางอวิ๋นถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้มีคนช่วยซึ่งกันและกัน
    ทั้งๆที่หลินเฟยเป็นห่วงแต่ก็ต้องยอม 'เพราะยังไงถ้าเธอคิดจะคอยติดตามเด็กหนุ่มนั้นไปหลิงน้อยของข้าก็ต้องมีปราณที่เข็มแข็งกว่านี้'
    "พ่อมีข้อแม้ ถ้ารู้ว่าเกิดอันตรายถึงชีวิต ลูกต้องหนีออกมาอย่าคิดที่จะเสี่ยงนะ พ่อขอแค่ข้อนี้ข้อเดียวเท่านั้น"
    เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว ทั้งคู่ก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนโดยที่ชางอวิ๋นไปพักในห้องที่จัดเตรียมไว้ ส่วนหลินหลิงเธอก็มีห้องส่วนตัวอยู่แล้วในวังนี้
    ตกดึกหลินหลิงก็ทบทวนวิชาต่างๆ แล้วบ่มเพาะพลังให้เข้มข้นและคงที่
    "ก๊อก ก๊อก ก๊อก" เสียงเคาะประตูดังขึ้นกลางดึก หลินหลิงจึงสอบถามว่าใคร ชายหนุ่มผิวขาวบอกเบาๆ 
    "นี่ข้าเอง ข้าเข้าไปได้ใช่ไหม" หลินหลิงจึงเปิดประตูให้ ทันใดนั้น ! ชายหนุ่มได้ดึงร่างของหญิงสาว ที่มีกลิ่นหอมโชยอ่อนๆออกมาจากร่างกาย เธอโดนดึงเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว แล้วกอดกันอย่างแนบแน่น
    "เจ้าแน่ใจนะว่าจะไปกับข้า เจ้าไม่กลัวอันตรายที่อสูรร้ายหรือพวกโจรชั่วโจมตีระหว่างการผจญภัยรึ"
    "ข้าเชื่อว่าท่านสามารถปกป้องข้าได้ ใ.." หลินหลิงยังพูดไม่สุดเสียง มือของเขาได้เชยคางของหญิงสาวอย่างช้าๆ เจ้าตัวหลับตาพริ้มเหมือนว่าจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว 
    ชายหนุ่มจึงจรดริมฝีปากบนหน้าผาก ก่อนจะเลื่อนลงมาที่แก้มซ้ายของเธอ และประทับลงบนริมฝีปากอย่างแผ่วเบา 
    แล้วทุกอย่างก็เป็นเหมือนการแสดงดนตรียามค่ำคืน
    ...
    ...
    ฟ้ายังไม่รุ่งสาง ยังมีกลิ่นตลบอบอวนเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อกันกระจายไปทั่วห้อง เมื่อทั้งคู่ได้จ้องตากันก็รู้สึกขะเขินถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วชางอวิ๋นก็ให้สัญญาชีวิตกับนาง "เมื่อใดที่เกิดอันตรายกับนางน้อยของข้า ข้าจะขอปกป้องนางน้อยตัวเล็กๆนี้โดยการเอาชีวิตเข้าแลก"
    หลินหลิงรู้สึกถึงความรักที่อบอุ่นมาจากชายคนนี้ เธอมีความสุขมากๆ 
    "ไม่เอาสิ ! ถ้าข้ารอดท่านก็ต้องรอดด้วย เข้าใจใช่ไหม !" เมื่อทั้งคู่อิ่มเอมกับบรรยากาศทั้งหมดแล้วก็เตรียมตัวที่จะออกเดินทาง
    ชางอวิ๋นและหลินหลิง เตรียมข้าวของเสร็จจึงออกเดินไปทางไปยัง 'ถ้ำมรกตบันทึกสวรรค์' ทันที ซึ่งสถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองตระกูลหลิน 1000 ลี้ 
    เขาเดินทางด้วยเท้าทะยานเร่งจนลมปราณจนสูญสิ้นเพื่อให้ไปถึงที่หมายโดยเร็วที่สุด 
    ก่อนลมปราณจะหมด ทั้งคู่ก็ได้เติมพลังปราณโดยใช้การโอสถหญ้าชีวิต จนพวกเขาได้เร่งให้ถึงที่หมายภายในเวลา 3 ชั่วยาม
    เมื่อมาถึงชางอวิ๋นกลับหาทางเข้าไม่เจอ "ทั้งๆที่เมื่อก่อนมันก็อยู่ตรงนี้" หลินหลิงก็ถามอย่าง งง งง ว่า แล้วท่านรู้ได้ยังไงหละว่ามันอยู่แถวนี้ 
    "เมื่อก่อนข้าเคยมากับเพื่อนๆของข้า ข้าเลยพอจะจำได้บ้าง ฮ่า ฮ่า เจ้าอย่าคิดอะไรมากเลย แม่นางน้อย"
    ". . . . . ."
    'ถึงข้าจะไม่เคยมา แต่ข้ารู้สึกสัมผัสพลังปราณเข้มข้นได้แปลกๆอยู่บริเวณนี้เหมือนกัน' 
    ชางอวิ๋นได้ยินเทพมังกรฟ้าพูดขึ้นมา จึงรวบรวมลมปราณทั้งหมดไปที่ตา ก็เห็นเส้นออร่าบางๆลอยเหนืออยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง
    ทั้งคู่จึงทะยานไปสำรวจภูเขาลูกนั้น และก็พบเป้าหมายที่ต้องการ ทางเข้านั้นถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ที่มากมายและหนาแน่น
    'แสดงว่าที่นี้ไม่เคยมีใครเข้าไปสำรวจมาก่อน หึ หึ หึ มันเป็นโชคของข้าที่จะมาเก็บประสบการณ์และสมบัติที่นี่' เป็นเพราะมันคือถ้ำที่ถูกปกปิดมาอย่างยาวนาน มันจึงเป็นแหล่งที่มาเพิ่มระดับปราณที่ดีอย่างยิ่ง
    เมื่อทั้งคู่เดินเข้ามาได้ชั่วครู่ พวกเขาก็ได้มาพบกับประตูที่ยิ่งใหญ่มโหฬารเต็มเพดานของถ้ำ ด้านหน้ามีรูปมังกรอยู่ตรงกลาง มันมีออร่าสีทองออกมาบางๆ และมีอัขระมากมาย เหมือนกับว่าสะกดตัวอะไรไว้อยู่ข้างใน
    'อ่ะ ข้าไม่เคยเห็นประตูนี้มาก่อน มันมาอยู่ได้ยังไงหละ' ทำให้ชางอวิ๋นงงเป็นอย่างมาก เขาจึงลองเปิดดู เปิดยังไงก็เปิดไม่ออก เขาจึงบีบอัดปราณหวังกะจะใช้กำลังพังประตูเข้าไป
    'หยุดก่อนหนุ่มน้อย ข้าตะหงิดๆตั้งแต่สัมผัสปราณได้ตอนอยู่นอกถ้ำแล้วหละ ในนี้มันเพื่อนเก่าแก่ของข้าอาศัยอยู่ มันคือโชคชะตาจริงๆ'
    เทพมังกรรู้ว่าจะต้องเข้าไปอย่างไรจึงบอกให้ชางอวิ๋นเคลื่อนย้ายปราณ แล้วเอามือสัมผัสเพื่อปลดล๊อค
    "ตึง" !! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวกระแทกไปทุกทิศทางของถ้ำ ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ เสียงยังดังสั่นหวั่นไหวไม่หยุด
    "ชางอวิ๋นนนนนน ระวังงง ตัววว หลบบบ เร็วววว" หลินหลิงเตือนชางอวิ๋นอย่างตกใจ