เพียงพริบตาก็ผ่านไปแล้วสามปี กิจการค้าผักปราณของตระกูลเว่ยดีวันดีคืนภายในระยะเวลาข้างต้นมีคู่ค้าไปแล้วร่วมยี่สิบราย ทั้งจากดินแดนเบื้องล่างและดินแดนเบื้องบน
ด้วยเหตุนี้ตระกูลเว่ยจึงมีชื่อเสียงมากในดินแดนเบื้องบนแม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยย่างกรายขึ้นไปเหยียบทวีปที่สูงกว่าเลยก็ตาม นับว่าเป็เื่ดีเื่หนึ่ง
อย่างไรก็ตามกิจการและความสำเร็จของตระกูลเว่ยนั้นมากเกินไปจนไปเตะตาผู้มีอำนาจจากดินแดนเบื้องบนเข้าโชคดีที่เขามีความสัมพันธ์อันดีกับสองพี่น้องตระกูลโอหยางเมื่อครั้งที่ตัวตนระดับราชันมากดดันตระกูลเว่ยถึงหน้าประตูจวน ก็ได้สองพี่น้องที่ออกหน้าช่วยเหลือยังมีหอเทพโอสถและสมาคมอักขระเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกันผู้มีอำนาจคนนั้นจึงล่าถอยไปด้วยความเจ็บใจ
เดิมทีหลายคนคิดว่าตระกูลเว่ยจบสิ้นแล้วพวกเขาถึงกับส่ายหน้าเสียดาย แต่อย่างว่าความสำเร็จของตระกูลเว่ยมีมากเกินไปไม่แปลกที่จะไปกระตุ้นตัวตนระดับนั้นเข้า ใครจะไปคาดคิดว่าผลจะออกมาเช่นนี้เล่านอกจากจะไม่ได้รับผลกระทบแล้วยังมีสองขั้วอำนาจระดับสูงหนุนหลัง คนที่รอเหยียบย่ำซ้ำเติมหากตระกูลเว่ยล่มจมถึงกับกระอักเืให้กับความโชคดีนี้
จากวันนั้นถึงวันนี้ร่วมสามปีแล้วตระกูลเว่ยไม่เคยถูกผู้มีอำนาจจากดินแดนเบื้องบนรุกรานอีกเลย หลายสิ่งเปลี่ยนผันนอกจากความรุ่งเรืองไม่มีที่สิ้นสุดของตระกูลเว่ย ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็เกินหยั่งเช่นกัน
ระดับการฝึกตนของตระกูลเว่ยในปัจจุบันน่ากลัวมากจนคนที่เคยเป็ศัตรูเริ่มสวามิภักดิ์ทีละคน ๆแม้ไม่จริงใจถึงที่สุดแต่ก็ลดความคิดเลวร้ายลงไปมาก
แคว้นโจวจากที่เคยเป็แคว้นอ่อนแอและยากจนที่สุดกลับพลิกผันกลายเป็แคว้นที่มีความเข้มแข็งและเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้นพื้นที่หลายแห่งของแคว้นโจวกลายเป็สถานที่ท่องเที่ยว ่นี้เงินจึงสะพัดเข้าคลังหลวงจนผู้เป็โอรส์แย้มพระโอษฐ์มีความสุขไปทั้งวัน
ความแข็งแกร่งของตัวตนผู้ครองแคว้นก็ไม่ได้น้อยหน้าตระกูลเว่ยเช่นกันเพราะนอกจากพระองค์จะเสวยผักผลไม้ปราณเป็ประจำทุกวันแล้วยังได้รับน้ำพลังปราณเจือจางสามในสิบส่วนจากเว่ยซือซาน ด้วยความช่วยเหลือนี้เองระดับพลังของโอรส์ในปัจจุบันจึงอยู่ที่ระดับจักรพรรดิขั้นกลาง
ฮองเฮาคู่พระทัยที่พระองค์รักยิ่งแม้จะไม่ได้มีระดับพลังขั้นเดียวกันแต่พระนางก็สามารถฝึกฝนจนมาถึงระดับปราชญ์ขั้นสูงแล้วคาดว่าให้เวลาแม่ของแผ่นดินราวครึ่งปีน่าจะสามารถเลื่อนระดับมาอยู่ในขั้นจักรพรรดิได้แน่
ชินอ๋องโจวเฟยิก็ได้รับการช่วยเหลือจากพี่ชายที่เขานับถือด้วยเช่นกันระดับพลังปัจจุบันของอ๋องหนุ่มคือจักรพรรดิขั้นต่ำ
ตระกูลที่สนิทชิดเชื้อกันดีอย่างตระกูลหลินตระกูลหลิว และตระกูลกู้ผู้นำตระกูลทั้งสามล้วนมีพลังระดับจักรพรรดิขั้นต่ำทั้งสิ้น ส่วนคนอื่น ๆ ในตระกูลระดับพลังก็เพิ่มขึ้นด้วยมากน้อยแตกต่างกันไป
ด้วยพลังระดับจักรพรรดิทั้ง7 คนของแคว้นโจว ย่อมสร้างความน่าหวาดหวั่นให้แคว้นอื่น ๆ ไม่ยากชนเผ่าที่เคยกระด้างกระเดื่องก็เข้ามาสวามิภักดิ์ปัจจุบันกลายเป็ประชากรแคว้นโจวอย่างถูกต้องไม่ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนอันตรายอีกต่อไป
แคว้นหนานที่เคยทะนงตนว่าแคว้นตนแข็งแกร่งที่สุดเพราะมีสมาคมอักขระสาขาย่อยตั้งอยู่ในแคว้นตนเองยามรู้ข่าวตัวตนจักรพรรดิทั้งเจ็ดของแคว้นโจวเล่นเอาร้อนรุ่มในอกโดยเฉพาะอ๋องหนานอี้เฉิน ที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่นมาโดยตลอดจะทนได้อย่างไร
ทว่าก่อนที่เขาจะได้ลงมือสร้างความวุ่นวายผู้เป็ฮ่องเต้แคว้นหนานก็จัดการส่งเขาไปปกครองทิศใต้ของแคว้นเสียก่อน ถึงจะเจ็บใจจนกระอักเืแต่ทำอันใดไม่ได้แล้วทั้งนี้เขายังตกหลุมพรางพ่อลูกตระกูลฮุ่ยซึ่งจัดฉากให้เขาหลับนอนกับนางโลมจนชื่อเสียงฉาวโฉ่อ๋องหนุ่มจะเจ็บใจน้อยกว่านี้มากหากแผนดังกล่าวไม่ใช่แผนเดียวกันกับที่เขาเคยคิดใช้กับโจวเฟยิ!
เื่ราวต่าง ๆ ดำเนินไปตามครรลองทั้งเื่เล็กเื่ใหญ่ ประดังประเดเข้ามาไม่เว้นว่างหากจุดเริ่มต้นของเื่ราวหลาย ๆ อย่างกลับมีชีวิตเรียบง่ายและสงบสุขยิ่งนัก
เว่ยซือหงในวัย 10 ขวบเพิ่งกลับมาจากการเรียนศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี นอนแผ่หลาบนเตียงพร้อมนวดแขนเล็ก ๆ ของตนที่เริ่มปวดเล็กน้อยหลังถูกท่านย่าเคี่ยวกรำนานกว่าสองชั่วยาม(4ชม.)
“คุณหนูไม่งามเ้าค่ะ” หลิงจูในวัย 17ปีเอ่ยเตือนเมื่อคุณหนูของนางไม่เก็บกิริยา
“โธ่พี่หลิงจู ข้าอยู่ในเรือนตัวเอง ทั้งยังอยู่ในห้องนอนไม่มีใครเห็นหรอกเ้าค่ะ ท่านปล่อยข้าบ้างเถิด อย่าเคร่งครัดนักเลย”
“ไม่ได้เ้าค่ะ คุณหนูโตแล้วนะเ้าคะ ต้องระวังให้มาก”หลิงจูไม่ตามใจ ดรุณีน้อยมุ่ยหน้าผุดลุกขึ้นนั่งยกแขนกอดอกไว้พร้อมบึนปาก
“แต่ข้าเพิ่งอายุสิบขวบ”
“หรือคุณหนูอยากให้นายหญิงผู้เฒ่ามาเห็นเ้าคะ”สาวใช้อีกคนนามหลิงอิงวัย 18 ปีเอ่ยขึ้นมาบ้าง
“โธ่เอ๊ยพี่หลิงอิง ไม่เห็นต้องขู่กันเลย ทุกทีก็อยู่เงียบๆ แล้วแท้ ๆ” เด็กน้อยตอบสาวใช้คนสนิทอีกคนด้วยใบหน้าขัดใจราวไม่ได้รับความเป็ธรรม
สาวใช้คนสนิททั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้มคุณหนูแม้จะเติบโตขึ้นมาก แต่ก็ยังสดใสน่ารักเหมือนตอนยังเด็กไม่มีผิด ถึงอุปนิสัยบางอย่างจะเปลี่ยนไปบ้างแต่กับครอบครัวและคนสนิทนางก็ยังน่ารักเหมือนเดิม!
“พวกข้าหวังดีกับคุณหนูนะเ้าคะไม่ใช่ที่ถูกฮูหยินผู้เฒ่าเคี่ยวกรำก็เพราะท่านมาเห็นคุณหนูทำตัวเป็ม้าดีดกะโหลกเข้าหรือเ้าคะ”หลิงจูหยิบยกการกระทำก่อนหน้าของนางขึ้นมาอ้าง ใบหน้าที่เหมือนไม่ได้รับความเป็ธรรมของเว่ยซือหงถึงคลายลง
“เอาละ ก็ได้ ๆ ต่อไปนี้ข้าจะระมัดระวังตัวให้มากประพฤติตัวให้เหมาะสมเช่นสตรีในห้องหอทั่วไป พอใจกันหรือยังเ้าคะ”
“เ้าค่ะ/เ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองรับคำยิ้ม ๆแต่แล้วต้องถอนหายใจอีกครั้ง เมื่อคนที่เพิ่งรับปากกับพวกนางว่าจะเก็บกิริยาให้ดี ทิ้งตัวนอนลงบนเตียงกางแขนกางขายิ่งกว่าเด็กชายจอมซนเหมือนลิงทโมนเสียอีก
“คุณหนู!”
“พี่ ๆ ทั้งสองปล่อยข้าสักวันเถอะ ข้าขอวันนี้วันเดียวเหนื่อยเกินกว่าจะรักษากิริยาได้จริง ๆ ท่านย่านะท่านย่า ปรานีอาหงสักหน่อยก็ไม่ได้”เ้าตัวบ่นพึมพำ พร้อมทั้งขยาดกับความเด็ดขาดของหลินซือเหยายิ่งนัก
สองชั่วยามที่ต้องร่ำเรียนมารยาทที่ดีของสตรีชั้นสูงไม่เหนื่อยเท่าการเย็บปักถักร้อยเลยแม้แต่น้อยมือขาวอวบยกขึ้นดูมองปลายนิ้วที่มีรอยพรุนเล็กน้อยจากการถูกเข็มจิ้มแล้วรู้สึกอนาถใจ
เหตุใดท่านย่าไม่เข้าใจว่าการเย็บปักมันไม่เหมาะกับนาง!
“ทำไมชีวิตของคนที่โตแล้วมันเหนื่อยอย่างนี้นะ”
หลิงจูหลิงอิงมองหน้ากันด้วยอาการกระอักกระอ่วน เมื่อได้ยินคำพูดของเ้านายตัวน้อยคุณหนูของพวกนางเพิ่งอายุสิบขวบมาได้เท่าไรเองหากว่าถึงวัยปักปิ่นอันเป็วัยผู้ใหญ่ที่แท้จริงนางจะบ่นมากกว่านี้หรือไม่กันหนอ
“อะไร มองแบบนี้หมายความว่ายังไง คงคิดว่าข้าแก่แดดสินะ”
“เปล่านะเ้าคะ”
“พวกพี่จะไปรู้อะไร เด็กสิบขวบก็มีเื่เหนื่อยยากเหมือนกันกับผู้ใหญ่โตเต็มวัยนั่นแหละ”
“คุณหนูพูดเหมือนพวกข้าไม่เคยอายุสิบขวบ”
“อีกแล้วนะพี่หลิงอิง ชอบขัดข้าอยู่เรื่อย ประเดี๋ยวเถอะฮึ่ม”
“ขออภัยเ้าค่ะคุณหนู”
ดรุณีน้อยปรายตามองสาวใช้ทั้งสอง ก่อนจะพิศมองด้วยสีหน้าจริงจังจนขนถูกมองทั้งขวยอายและรู้สึกแปลก ๆ
“คุณหนูมองเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ”หลิงจูเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
เว่ยซือหงเผยยิ้มใช้สายตาแพรวพราวมองแม่นางทั้งสอง “โอ้ปกติข้าไม่เคยมองพวกท่านตรง ๆ แบบจริง ๆ จัง ๆวันนี้พอได้พิศแล้วกลับรู้สึกว่าพวกท่านงดงามมาก เป็ความงามที่แตกต่างกันยิ่ง”
สาวใช้ทั้งสองของเว่ยซือหงไม่ต่างอันใดกับดอกไม้แรกแย้มเลยสักนิดหากให้เปรียบเป็ดอกไม้ ความงามของหลิงจูนั้นคงเหมือนกับดอกฝูหรงหรือดอกพุดตานซึ่งเป็ดอกไม้ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ถึงสามสีในหนึ่งวันตรงกับลักษณะนิสัยของเ้าตัวที่มีความสดใสสมวัยหากมีความอ่อนช้อยแฝงความซุกซนชวนให้น่าเอ็นดู
ตรงกันข้ามกับหลิงอิง สาวงามนางนี้แม้ไม่ได้มีความงามเป็ที่ประจักษ์ดังสาวงามอันดับหนึ่งหรือมีความงามล่มแคว้นหากมองแล้วรู้สึกสบายตา ด้วยลักษณะนิสัยที่สุขุมเรียบร้อยรักษาสีหน้าตนเองได้ดีของนาง ยิ่งชวนให้บุรุษอยากกลั่นแกล้งรังแกเผื่อใบหน้างามเรียบนิ่งนั้นจะมีความรู้สึกอื่นขึ้นมาบ้าง เช่นเดียวกับดอกไป่ฉานหรือดอกพุดซ้อนที่มีสีขาวบริสุทธิ์จนยากนำสีอื่นไปแต่งแต้ม
กล่าวคือสาวใช้คนสนิทของเว่ยซือหงทั้งสองคนนี้มีความงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
“พูดอะไรก็ไม่รู้เ้าค่ะคุณหนู”หลิงจูหันรีหันขวางทำตัวไม่ถูกแม้แต่หลิงอิงที่เก็บอาการได้ดีที่สุดยังรักษาความสงบนิ่งเอาไว้ไม่ได้ ใบหน้าเห่อร้อนผิวแก้มแดงระเรื่อของสาวใช้ทั้งสองเรียกเสียงหัวเราะของเ้านายยกใหญ่
“ฮ่าฮ่า ดูพวกท่านสิ น่ารักเป็บ้า ฮ่าฮ่าไม่ต้องเขินหรอกเ้าค่ะ คนกันเองทั้งนั้น” เว่ยซือหงหัวเราะจนน้ำตาเล็ดนิ้วเล็กที่มีความยาวมากกว่าเมื่อสามปีที่แล้วยกขึ้นปาดน้ำตาที่หางตาทิ้งอย่างลวกๆ
“คุณหนูได้โปรดหยุดแกล้งพวกข้าเถิดเ้าค่ะ”หลิงอิงเอ่ยขอร้องเพราะตอนนี้นางแทบจะทนไม่ไหวแล้ววาจาคุณหนูไม่น่าสะเทิ้นอายเท่าดวงเนตรกลมโตคู่นั้นเลยสักนิด
หากคุณหนูเอ่ยชมอย่างเดียวนางยังพอเก็บอาการได้แต่ถ้าคุณหนูส่งสายตาหยอกล้อกันเช่นนี้แล้ว นางทนต่อไปไม่ไหวหรอก
“ฮ่าฮ่าฮ่า พวกพี่นี่น่าเอ็นดูจริง ๆ ไหน ๆพวกพี่ก็ผ่านวัยปักปิ่นมาแล้ว สมควรมีครอบครัว ถ้ารักใครชอบใครก็บอกข้านะเ้าคะข้าจะเป็แม่สื่อให้เอง”
“คุณหนู!!!”สองพี่น้องได้แต่ร้องเรียกเ้านายที่แกล้งพวกนางไม่เลิก ส่งสายตาแห่งการไม่ได้รับความเป็ธรรมไปให้เนิ่นนานกว่าเสียงหัวเราะของเว่ยซือหงจะจบลง
“เอาละ ๆ ไม่แกล้งพวกพี่แล้ว เตรียมน้ำเถอะเ้าค่ะข้าจะอาบน้ำ วันนี้ร้อนยิ่งนัก”
“เ้าค่ะ”
หลิงอิงปลีกตัวไปเตรียมน้ำให้คุณหนูที่ชอบทำให้นางเขินเอยหลิงจูหันไปเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้คอย
หนึ่งก้านธูปต่อมา เว่ยซือหงนั่งมองตัวเองหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่เห็นภาพไม่ชัดนักแล้วสะท้อนใจสามปีมานี้นางให้ท่านลุงใหญ่หลิวหย่งลองถามชาวโพ้นทะเลที่มาทำการค้ายังเมืองตงไห่แล้วว่ามีกระจกที่ส่องแล้วเห็นภาพชัดเจนหรือไม่ปรากฏว่ายังไม่มีสินค้าที่นาง้าเข้ามาเสียทีหากนางมีกระจกเหมือนห้วงฝันหรือความทรงจำเลือนรางนั้นคงดีไม่น้อยมันคงจะชัดมากจนเหมือนมีนางอีกคนมานั่งอยู่ตรงข้ามทีเดียวละ
“คุณหนูงดงามนักเ้าค่ะ” หลิงจูเอ่ยชมด้วยใจจริงแม้จะอยู่ในวัยสิบขวบ แต่ความงามของคุณหนูกลับฉายชัด
เว่ยซือหงมองภาพขุ่นมัวที่สะท้อนมาแล้วยกยิ้มบาง ๆพลางส่ายหน้า “ไม่หรอก ตอนนี้ยังไม่อาจเรียกว่างาม”
“แต่คุณหนูของบ่าวงดงามจริง ๆ นะเ้าคะจะไม่เรียกว่างามได้อย่างไร”
เว่ยซือหงไม่ได้เอ่ยตอบในทันทีนางมองใบหน้าพริ้มเพราที่สะท้อนอยู่ในกระจกทองเหลืองดวงตาหงเรียวสวยได้รูปหางตาตวัดขึ้นเล็กน้อย ให้ความรู้สึกกำลังยิ้มอยู่นิด ๆขนตาหนาเป็แพสยาย เกิดเป็ดวงตาสวยสะกดผู้คนหากเ้าของดวงตาไม่แย้มยิ้มก็จะให้ความรู้สึกเ็าไว้ตัวเป็ดวงตาที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกกดดันได้ไม่ยาก ทว่ายามนี้ยังไม่ชัดเจนนักเพราะนางเพิ่งสิบขวบ
ไล่สายตามองลงมาที่จมูกเล็กเป็สันปลายโค้งมนได้รูปขับให้ใบหน้าดูจิ้มลิ้ม รับกับริมฝีปากอมชมพูโดยไม่ต้องแต้มชาดรวมทั้งพวงแก้มใสทั้งสองข้าง ทั้งหมดทั้งมวลนี้กอรปกันเป็องคาพยพของดรุณีน้อยนามเว่ยซือหง
“อย่างข้าตอนนี้เขาเรียกว่าน่ารัก พี่หลิงจูดูสิ แก้มทั้งสองข้างของข้ายังเป็ก้อนอยู่เลยจะงดงามไปได้อย่างไร มองยังไงก็จิ้มลิ้มพริ้มเพราน่ารักน่ากอดหาใช่งดงามอย่างที่ท่านว่า พี่หลิงอิงเห็นด้วยข้าหรือไม่”
หลิงอิงที่ยืนฟังการสนทนาของน้องสาวและคุณหนูอยู่ตลอดยกยิ้มคุณหนูกล่าวได้ถูกต้องด้วยใบหน้าจิ้มลิ้มและร่างกายที่สูงขึ้นไม่มากดูน่ารักน่ากอดมากกว่าจะใช้คำว่างามจริงๆ นั่นแหละ ครั้นถูกเอ่ยถามจึงตอบในทันที
“เ้าค่ะ คุณหนูน่ารักมาก”
เว่ยซือหงยิ้มรับไม่ปฏิเสธถึงนางจะอยากงามจนเป็สาวงามอันดับหนึ่งในใต้หล้า แต่นางก็รู้ตนเองดียามนี้เรียกว่าน่ารักนับว่าเหมาะสมแล้วรอจนถึงวัยปักปิ่นแล้วค่อยมาชมความงามของนาง ถึงตอนนั้นจะไม่ปฏิเสธสักคำ