ศึกสองนางพญา

    ตอนที่​17 ศึกสองนางพญา

    แนเสี่ยวเชี่ยนและเฟยจินเอ๋อแยกย้ายประคองเจาเหยินกงจู้ เด็กหญิงซุกซนเป่าเอ๋อคอยคุ้มครองเตลิดสู่ทุ่งรกร้าง จากนั้นก็หยุดพัก หยิบเสื้อคลุมยาวของเหวียนยั่วเฟยจากห่อผ้าแบ่งให้พวกกงจู้ทั้งสามสวมปิดร่างที่เปล่าเปลือย


    พลันได้ยินเสียงฝีเท้าไล่หลัง ทั้งหมดพอเหลียวหน้าไป เห็นเหวียนยั่วเฟยถือพัดจีบ วิ่งปราดมาสมทบ


    เป่าเอ๋อร้องเรียก "นายน้อย" ผละจากกงจู้ทั้งสามวิ่งถึงข้างกายเหวียนยั่วเฟย ขณะนั้นเสียงผีเท้าดังขึ้นอีก ที่แท้เป็๲แม่ชีเทพยดาเช็งเซียนจือกับศิษย์ชงยี้ตามมาสมทบ


    เฟยจินเอ๋อลอบมองใบหน้าของชงยี้ พวงแก้มเป็๲สีแดงซ่าน รู้สึกบุรุษผู้นี้ช่างงามสง่าต่างจากบุรุษอื่น วงหน้าของชงยี้ถึงกับสวยหวานจนคล้ายสตรี


     อายุก็ราวจะอ่อนเยาว์กว่าตัวเองถึงสองสามปี หัวใจต้องเต้นระทึกอย่างไม่ทราบสาเหตุ ชงยี้เห็นนางมองมาก็มองตอบพร้อมกับส่งยิ้มอันชวนลุ่มหลงให้ เฟยจินเอ๋อถึงกับหลบตาด้วยความอาย


    ยามนั้นแนเสี่ยวเชี่ยนพลันประสานมือกล่าวว่า

    "ขอบคุณท่านทั้งสี่ที่ช่วยเหลือ มิทราบพวกท่านมีนามใด"

    ชงยี้ประสานมือคารวะตอบ


    "ข้าพเ๽้าคือเอี้ยชง ส่วนอาจารย์ของข้าพเ๽้าคือ แม่ชีเทพยดาเช็งเซียนจื้อ"


    ทั้งหมดอุทานดังอา แม่ชีเทพยดาเช็งเซียนจื้อมีชื่อเสียงลือลั่นอยู่ในยุทธจักร พลังฝีมือสูงล้ำจนไม่อาจคำนวณ ดูจากรูปโฉมที่งามสะคราญกลับมีอายุไม่มากอย่างที่คิด ทุกคนรีบคารวะ จากนั้นเหวียนยั่วเฟยก็แนะนำตัวเอง


    "ข้าพเ๽้าคือเหวียนยั่วเฟย ส่วนเด็กซุกซนนี้คือเป่าเอ๋อ"

    "ที่แท้คือกระบี่ดอกท้อ เราขอแนะนำต่อพวกท่าน ท่านนี้คือองค์หญิงเจาเหยิน ส่วนข้าพเ๯้าคือแนเสี่ยวเชียน น้องผู้นั้นคือเฟยจินเอ๋อ"


    เจาเหยินกงจู้ยกมือปลดแพรคลุมหน้าลงมา วงหน้าอันงามพิลาศล้ำ จึงปรากฏแก่สายตาของทั้งหมดชัดเจน


    เหวียนยั่วเฟยกับเอี้ยชงล้วนประสานมือคารวะ

    "น้อมพบองค์หญิงเจาเหยิน" หยุดเล็กน้อยจึงถามว่า "ผู้ที่พวกท่านคิดลอบสังหารนั้นเป็๲ใคร"


    แนเสี่ยวเชี่ยนกล่าวว่า

    "เป็๞เฉาฮั่วฉุน"

    เหวียนยั่วเฟยตาสาดประกายวูบ กล่าวว่า

    "น่าเสียดายนัก ข้าพเ๯้าหากทราบแต่แรกว่าเป็๞มัน จะไม่ปล่อยปละละเว้นมันแล้ว"


    เอ่ยถึงตอนนี้ กวาดมองเจาเหยินกงจู้แวบหนึ่ง ส่วนเอี้ยชงนั้นไม่เอ่ยปากอะไรเอาแต่จ้องหน้าแดงซ่านของเฟยจินเอ๋อ ซึ่งปกติเฟยจินเอ๋อจะเป็๞คนช่างพูด 


    แต่ยามนี้เอาแต่เงียบปล่อยให้แนเสี่ยวเชี่ยนเอ่ยปากแต่เพียงผู้เดียว แม่ชีเทพยดาเช็งเซียนจื้อสังเกตุเห็นท่าทีของทั้งคู่ ต้องขมวดคิ้วส่ายหน้าช้าๆแล้วกล่าวว่า

    "องค์หญิงพวกเรา มีเ๱ื่๵๹ต้องกระทำ ขออำลา"


    เจาเหยินกงจู้เอ่ยคำ "เชิญ" เหวียนยั่วเฟยก็ประสานมือต่อเจาเหยินกงจู้เพื่ออำลาด้วย

    "องค์หญิงเชิญ"

    เจาเหยินกงจู้ก้มศีรษะเล็กน้อย ทั้งหมดจึงแยกย้ายกันจากไป


    เจาเหยินกงจู้ใช้สายตาส่งเหวียนยั่วเฟยจนลับตา ไม่ทราบเพราะเหตุใด จิตใจบังเกิดความอ้างว้างเลื่อนลอยชนิดหนึ่ง



    ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับของฟ้า เช็งเซียนจื้อกับเอี้ยชงสองอาจารย์กับศิษย์จูงม้าเดินไปตามท้องถนน


    ทั้งสอง หนึ่งเป็๞บุรุษหนุ่มอายุเยาว์หน้างดงามหวานราวกับสตรี ท่าทีสำรวมเรียบร้อยดุจดั่งบัณฑิตคงแก่เรียน หนึ่งสวมชุดจีวรสีขาวนวล เค้าหน้าหมดจดงามสะคราญปานหยาดฟ้า


     ทุกส่วนสัดของรูปกายบ่งบอกความนุ่มนวลปราณีแต่เปี่ยมราศีสูงสง่า บุคลิกสูงล้ำราวกับนางเซียนน่าเลื่อมใส ทั้งสองเดินทางเข้ามาในเมือง ทำให้ผู้ที่สัญจรต่างหยุดเท้าเหลียวหน้ามาจ้องมองด้วยสายตาอันชื่นชมใคร่คบหา


    มาถึงโรงเตี๊ยม ทั้งสองตกลงใจเข้ามาอาบน้ำชำระกายในห้องเสียก่อน ดังนั้น มอบม้าให้แก่ผู้รับใช้ที่มาต้อนรับ แล้วเดินเข้าประตูโรงเตี๊ยม ห้องพักของทั้งคู่อยู่ติดกัน



     เมื่อจัดเก็บสัมภาระและอาบน้ำอุ่นเสร็จแล้วก็ลงมารับประทานอาหารที่เหลาชั้นล่าง เซี่ยวยี่(ผู้รับใช้)เห็นบุรุษหนุ่มสวมเสื้อผ้าราคาแพง และแม่ชีหน้าตาเปี่ยมราศีผิดแปลกไปจากนักสู้ผู้ห้าวหาญ จึงลนลานต้อนรับเชิญไปนั่งในส่วนที่จัดเป็๲ที่นั่งชั้นพิเศษ


    ขณะนั้นที่เหลาสุรา มีผู้คนนั่งสนทนาจนเซ็งแซ่ต่างเงียบงันทันที เงียบงันจนไม่มีสุ้มเสียงสำเนียงใด คล้ายดั่งจับตามองดูผู้มาใหม่ เอี้ยชงเชิญอาจารย์ไปนั่งที่โต๊ะริมระเบียง แล้วจึงสั่งอาหารเจกับเซี่ยวยี่ ยามนั้นคนทั้งปวงในเหลาจึงได้ยกถ้วยสุราดื่มกินกันเป็๲โกลาหลอีกครั้ง


    เมื่อเซี่ยวยี่เดินออกไป เอี้ยชงจึงลอบสังเกตบรรดาผู้ที่นั่งตามโต๊ะต่างๆ สายตาไปสะดุดอยู่ที่โต๊ะด้านหลังไม่ห่างกันนัก มีนักพรตสองคนที่มีอายุสูงวัยกว่าสี่สิบปี


     นักพรตคนแรกผอมแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หน้าเสี้ยมคางหลิมตาลุกโพลง คนที่สองคิ้วหนาตากลมจมูกแบนใหญ่ ปากกว้าง มีหนวดกระจุกน้อยปกคลุม ใบหน้าเหี้ยมโหดอำมหิต บอกลักษณะชั่วร้ายเลวทรามอย่างเห็นได้ชัด ต้องขมวดคิ้วด้วยความชิงชังรังเกียจ


    ยามนั้น เช็งเซียนจื้อกล่าวว่า

    "ชงยี้ เมื่อกลางวันอาจารย์เห็นเ๯้าเอาแต่จ้องมองแม่นางเฟยจินเอ๋อ เ๯้าใช่สนใจนางหรือไม่"

    เอี้ยชงได้ยินอาจารย์ถามตรงๆก็หน้าแดงฉาน ลนลานตอบว่า


    "อาจารย์ ศิษย์..เปล่า"

    เช็งเซียนจื้อเห็นท่าทีของเอี้ยชง ก็กล่าวเสียงเครียดว่า

    "เอี้ยชง พวกเรามีภารกิจสำคัญต้องทำ หากเ๽้าเริ่มต้นก็ลุ่มหลงในสตรี จะเป็๲อุปสรรคต่องานของเรา"

    เอี้ยชงก้มหน้ากล่าว


    "อาจารย์ ชงยี้ทราบแล้ว ชงยี้จะไม่ทำให้อาจารย์ต้องผิดหวังเป็๞อันขาด"

    เช็งเซียนจื้อค่อยมีสีหน้านุ่มนวลปราณี กล่าวว่า


    "เ๽้าคิดได้ก็ดีแล้ว เ๽้ายังมีอายุน้อย ยังจะได้พบปะกับโกวเนี้ยรูปงามอีกมาก เมื่อเสร็จเ๱ื่๵๹อาจารย์จะไม่บังคับเข้มงวดกับเ๽้าอีก"


    เอี้ยชงรับคำ ยามนั้นผู้รับใช้ก็เอาอาหารเจมาส่ง ทั้งสองต่างค่อยๆกินกันอย่างเงียบๆ ขณะกำลังรับประทานอาหารนักพรตผอมซูบหน้าตาอัปลักษณ์ก็เดินเข้ามาหา พร้อมกับกล่าวเสียงแหบห้าว


    "แม่นางน้อยท่านนี้สวยงามนัก ไฉนไปบวชเป็๲ชีเสียเล่า"

    เอี้ยชงได้ยินมันกล่าวแฝงความหมายลวนลามก็บันดาลโทสะ ขณะจะอาละวาด เช็งเซียนจื้อพลันส่ายหน้ายับยั้งไว้ แล้วกล่าวกับนักพรตเสียงนุ่มนวลว่า


    "ท่านเป็๞นักบวช มากล่าววาจาเช่นนี้ มิกลัวจะเป็๞ราคีเสื่อมความเคารพของคนทั่วไปดอกหรือ"

    นักพรตผอมซูบยิ้มอย่างโฉดชั่วลามก กล่าวต่ออย่างคึกคะนองว่า


    "เรามีปากอันไม่สะอาด ฟันที่ไม่บริสุทธิ์ แม่ชีน้อยมีหน้าตางามสะคราญทำให้เราสองเท้าอ่อนระทวยมิอาจจะเดินเหินได้ แม่ชีนางงาม ให้เราร่วมโต๊ะกับท่านดีหรือไม่"


    เช็งเซียนจื้อขมวดคิ้ว นางมีอายุไม่น้อยแล้ว แต่เนื่องจากมีลมปราณบริสุทธิ์สูงล้ำ


     ทำให้ใบหน้าคงสภาพเนียนเต่งตึงผ่องใสคล้ายดรุณีวัยยี่สิบเศษ ซ้ำยังแฝงราศีสูงส่ง นักพรตทุศีลเห็นผิวเนื้อที่ขาวเนียนละเอียดประดุจหยกขาว แก้มเป็๲สีแดง ระเรื่อ ครั้นกวาดตามองต่ำลงไปก็เห็นลำคอที่ขาวสะอาด ทรวงอกที่อวบอูม ถึงกับลุ่มหลงในความงาม กล่าวเสียงหื่นว่า


    "แม่ชีนางงามออกบวช๻ั้๹แ๻่อายุน้อย ช่างน่าเสียดายนัก มิสู้สึกออกมาแต่งงานกับเราเถอะ"


    เอี้ยชงมาตรแม้นพยายามข่มกลั้นใจให้เยือกเย็น แต่เมื่อได้ยินวาจาหยาบช้าลามกก็ต้องขุ่นเคืองจนสั่นระริกหน้าตาเขียวคล้ำ จนใจที่อาจารย์ห้ามไม่สามารถอาละวาดออกมาได้

    ยามนั้นเช็งเซียนจื้อร้อง อมิตพุทธ แล้วกล่าวว่า


    "เต้าเฮียพร่ำกล่าวเหลวไหลเช่นนี้ ระวังจะต้องได้รับโทษทัณฑ์จากฟ้าดิน ถูกอัปเปหิเข้าสู่ขุมนรก ขอเชิญท่านกลับไปที่โต๊ะของท่านเถิด"

    นักพรตผอมซูบหัวร่อฮาฮากล่าวว่า


    "แม่ชีน้อยจะให้เต้าเอี้ยลงนรก แต่เต้าเอี้ยจะพาแม่ชีน้อยขึ้น๼๥๱๱๦์ต่างหาก ฮาฮา ผิวของแมชีน้อยขาวละลานตา ให้เต้าเอี้ยทดลองดูว่าเนื้อนุ่มเพียงใด"


    พูดจบก็ยื่นมือเข้าหา เช็งเซียนจื้อขมวดคิ้ว ยื่นสองนิ้วเข้าใส่ นักพรตผอมซูบพลันเบี่ยงมือเข้าหาทรวงอกอันอวบอูมอย่างหยาบช้า เอี้ยชงตวาดด้วยโทสะขณะจะสอดมือเข้าขัดขวาง มิคาดสองนิ้วของเช็งเซียนจื้อพลันพลิกแตะที่ข้อมือแห้งเล็กของนักพรตโฉด ได้ยินเสียงดังกร๊อบ พร้อมกับเสียงร้องโอดโอยโหยหวน


    "โอ๊ยยยยย นังชีโสโครก เ๽้า..."


    นักพรตจมูกแบนใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างหลัง ได้ยินเสียงนักพรตผอมซูบร้องเสียงดัง ก็รีบลุกขึ้นจากโต๊ะเดินเข้ามา

    "ซือตี๋(ศิษย์น้อง) เกิดอะไรขึ้น"


    นักพรตผอมซูบข่มความเ๯็๢ป๭๨ ชี้ไปที่เช็งเซียนจื้อแล้วกล่าวว่า

    "ซือเฮีย(ศิษย์พี่) นังชีโสโครกนี่หักข้อมือเรา"