...และจะให้หลี่เค่อใช้ปืนก็เกรงว่าจะไม่มีคนหลอมสร้างให้เขา
และถึงแม้หลี่เค่อจะสร้างปืนขึ้นมาได้ และมีคุณสมบัติดีเทียบเท่า หรือดีมากกว่าปืนในโลกเก่าของตัวเขา
แต่หลี่เค่อพบว่าปืนไม่ใช้คำตอบของโลกใบนี้
นั่นเพราะในตอนที่หลี่เค่อสังหารป่าดำ เขาก็รู้แล้วว่าปืนไม่ใช่อาวุธที่ดีที่สุดของโลกใบนี้
กระสุนที่หลี่เค่อใช้สังหารป่าดำในตอนนั้น ต้องให้พูดกันตรงๆ มันคือกระสุนพิเศษที่สามารถทะลุได้แม้แต่เกาะรถถัง แต่มันก็ยังถูกทำลายเมื่อต่อสู้กับป่าดำ
นอกจากนั้นในวันนั้นวันที่หลี่เค่อสังหารป่าดำ ตัวเขารับรู้ได้ว่า หากเขาไม่เร่งความเร็วของกระสุนปืนด้วยพลังจิตเข้าไปอีกนับสิบเท่า กระสุนเจาะรถถังของเขานั้นจะไม่สามารถยิงทะลุร่างของป่าดำได้
หากคนที่ยิงปืนในวันนั้นคือคนธรรมดา ทุกคนจะถูกป่าดำฆ่าตายหมด แม้พวกเขาจะมีกระสุนเจาะเกราะรถถังก็ตาม
นั่นแสดงว่ากายเนื้อของตั้งแต่ระดับสี่ขึ้นไป หรือแม้แต่ระดับสามอาวุธปืนใช้แทบไม่ได้ผลกับพวกเขาแล้ว
ดังนั้นแม้หลี่เค่อจะชอบปืน แต่เขาก็ไม่คิดพึ่งพามัน
ในที่สุดหลังจากคิดอยู่หลายวันหลี่เค่อก็เลือกรูปแบบการต่อสู้ของตัวเอง
เขายังชอบอะไรที่รวดเร็วชับไว
ดังนั้นสิ่งที่เขาเลือกคือ...
"คุณเป็นคนหลอมมีดสั้นนี่หรือเปล่า"
"คุณชายท่านตาถึง เป็นผมเองที่หลอมสร้างสิ่งนี้ขึ้น นี่คือมีดสั้นที่ดีที่สุดที่ผมเคยหลอมมันขึ้นมา มันเป็นศาสตราระดับสามชนิดอาวุธเวทย์"
"ไม่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ แต่ผมต้องการสิ่งที่ดีกว่านี้"
'มี่จู่' บุตรชายช่างหลอมอาวุธระดับสูงขมวดคิ้ว ก่อนเขาจะรับกระดาษแผ่นหนึ่งจากหลี่เค่อมา มันวาดภาพมีสั้นประหลาดใบมีดบางเฉียบ ไร้ด้ามจับจริงๆ ความอัศจรรย์ของใบมีดนี้คือ แม้มันจะเล็ก แต่มันคล้ายสามารถนำมาต่อหรือจัดเรียงเป็นรูปทรงแบบต่างๆ แปรเปลี่ยนได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด
และจำนวนใบมีดนี้ที่หลี่เค่อต้องการคือ 7 เล่ม
มี่จู่เหลือบมองหลี่เค่อ
หลี่เค่อพูดโดยไม่หันมองมู่จู่ สายตาจดจ้องมีดสั้นอาวุธเวทย์ในตู้กระจก
"ต้องเป็นอาวุธเวทย์ลองรับการบรรจุการแปรเวทย์ที่แตกต่างกันได้ ไม่สนใจเรื่องวัสดุ ขอเป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็พอ"
มี่จู่ไม่เคยได้เห็นคนที่เด็ดขาดแบบนี้มากนัก เขาตกใจเล็กน้อย
แต่ก็รับรู้ว่าหลี่เค่อคือลูกค้าที่ไม่ได้เข้ามาร้านผิดแน่ๆ มีคนไม่มากนักที่รู้ว่าที่ร้านนี้รับหลอมสร้างศาสตราเฉพาะตัวหรือศาสตราประหลาดชนิดต่างๆ
และเขามี่จู่ผู้เป็นบุตรนายช่างหลอมศาสตราระดับสูงนั้นซึ่งมาจากอาณาจักรห่างไกล และมาตั้งรกรากที่มหานครต้นไม้แห่งชีวิตนี้เพื่อสร้างเส้นทางของตัวเอง เขาสามารถหลอมศาสตราเวทย์ได้และนับเป็นยอดฝีมือด้านนี้
"เช่นนั้นเรามาตกลงราคากันก่อนเถอะ"
"700 ล้านหมิงเป็นค่ามัดจำ เมื่อศาสตราเสร็จสมบูรณ์เราค่อยมาพูดถึงราคากันอีกที"
มี่จู่ผงะไปเล็กน้อย ไม่บ่อยนักที่เขาถูกคนอื่นฟาดด้วยเงิน ปกติศาสตราหนึ่งชิ้นนั้นมีราคาที่ประมาณ 1 ล้านเหรียญหมิง ซึ่งพวกมันคือของทั่วไประดับหนึ่ง 10 ล้านเหรียญหมิงคือราคาของศาสตราวุธระดับสอง
และร้อยล้านเหรียญหมิงคือศาสตราวุธระดับสาม
นี่แสดงว่าชายผู้นี้ต้องการให้เขาสร้างศาสตราวุธระดับสามเป็นอย่างน้อย และเขาจ่ายราคาที่ครอบคลุมค่าวัตถุดิบทั้งหมดทันที
"ได้!!!" มี่จู่แผดเสียงด้วยความดีใจ เขาเป็นผู้คลั่งศาสตรา การมีลูกค้าชั้นดีไม่เรื่องมากเขาชอบที่สุด
หลี่เค่อไม่ลงรายละเอียดใดๆ มากนัก พร้อมระบุด้วยว่าเขาไม่สนใจเรื่องราคาที่ต้องจ่าย เขาเน้นแค่ว่ามีดสั้นที่เขาออกแบบนี้จะต้องเร็ว และเร็วได้ถึงขีดสุดดุจมันจะแหวกฟ้าผ่านภาได้ในอึดใจ ส่วนตัวมี่จู่จะเลือกวัสดุอะไรสร้างหลี่เค่อไม่สนใจพร้อมจ่ายเงินสนับสนุนเขาเต็มที่ขอเพียงแค่เขาพูด แต่ตัวหลี่เค่อก็รู้แล้วว่ามี่จู่มีมาตรฐานการหลอมสร้างเช่นใด ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการต้องไม่ต่ำกว่าสิ่งที่เขาเห็น
คำพูดของหลี่เค่อเรียบง่าย แต่มันก็ไม่สามัญ และกดดันให้มี่จู่รู้ว่าสิ่งที่หลี่เค่อต้องการคือความประณีตชั้นหนึ่งจากตัวเขา
...
ออกจากร้าน
หลี่เค่อยังออกเดินทางท่องเที่ยวเช่นเดิม และวันนี้เขามาไกลกว่าปกติ ไปถึงช่วงตัวเมืองชั้นในที่มีความเป็นระเบียบหรูหรา ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเป็นผู้บ่มเพาะแทบทั้งหมด มันอยู่ใกล้กับขุนเขาใหญ่ อากาศที่นี่ดีกว่ารอบนอกมาก เพียงหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง หลี่เค่อก็รับรู้ได้ว่าปราณฟ้าดินของที่นี่หนาแน่นกว่าภายนอก 2 ถึง 3 เท่า
เมื่อมาถึงที่นี่ ณ ใจกลางเมือง หลี่เค่อพบว่าเป็นใจกลางเมืองที่วุ่นวาย
ผู้คนส่วนมากมักมีสีหน้าเคร่งเครียดและทำอะไรอย่างรีบร้อน ทุกคนที่นี่ส่วนใหญ่จะแต่งตัวกันค่อนข้างดี
แวะดื่มกาแฟร้อนนั่งมองผู้คนครู่ใหญ่ หลี่เค่อก็เดินช้าๆ สำรวจบ้านเมืองไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้ตัวเขาได้เดินมาถึง 'สำนักศึกษาไป๋ซาน' มันค่อนข้างคล้ายโรงเรียนในโลกเดิมของหลี่เค่อ เพียงแต่ดูยิ่งใหญ่กว่า และเป็นระบบระเบียบมากกว่า ชายหนุ่มหญิงสาวที่เดินเข้าไปและออกมา ต่างก็ดูรู้ได้ว่าเป็นลูกหลานของคนฐานะดี
ที่นี่มีเด็กตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ไปจนถึง 18 ปี
จากการค้นความทรงจำของทั้งถังคังและซีถิง
ระบบการศึกษาของโลกใบนี้นั้น ไม่มีชั้นมัธยมต้นและปลาย ไม่มีมหาลัย
แรกเกิดถึง 8 ขวบ หากพวกเขาจะเรียน ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือเข้าไปเรียนที่สำนักบัณฑิตใกล้บ้าน ซึ่งจะเรียนแต่การเขียนอ่าน คำนวณและบทกวีพื้นฐาน มันเป็นความรู้ที่ค่อนข้างละหลวม และไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ขอเพียงเรียนเขียนอ่านได้ คำนวณได้ เมื่อถึงวัยแปดขวบ พวกเขาก็จะส่งเข้า 'สำนักศึกษายุทธ์' ตามความสามารถของครอบครัว โดยหลังจากอายุ 18 ปี ไปแล้วก็คือวัยทำงานของผู้คนที่นี่
หากอยากเรียนต่อสิ่งใด ก็จะเน้นไปที่การกราบอาจารย์ผู้มีความสามารถในศาสตร์นั้นๆ โดยเฉพาะตามสำนักตำหนักใหญ่ โดยพวกเขาต้องเสาะแสวงหาตัวอาจารย์ด้วยตัวเอง
ดังนั้นผู้มีชื่อเสียง คณาจารย์ยุทธ์ต่างๆ ในโลกใบนี้จึงโด่งดังมาก
สำนักศึกษาไป๋ซานเป็นที่นิยมเพราะมีสุดยอดคณาจารย์ที่เป็นถึงระดับสี่ และผู้ก่อตั้งก็เป็นตระกูลใหญ่ ซึ่งสืบทอดมรดกมาเป็นพันๆ ปี ทำให้สำนักศึกษายุทธ์แห่งนี้ เป็นหนึ่งในสามของสำนักยุทธ์ที่ดีที่สุดของมหานครต้นไม้แห่งชีวิตอันดับสาม รองจากสำนักศึกษาอันดับหนึ่ง 'สำนักศึกษาตรงของตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' อันดับสอง 'สำนักศึกษาแปรวารี'
'เด็กสาวคนนั้นก็เรียนที่นี่' หลี่เค่อยืนมองสำนักศึกษาไกลๆ และเขานึกถึงเฉินรุ่ยฟาง
ทอดสายตามองครู่หนึ่งหลี่เค่อก็ได้ยินเสียงเอ๊ะอะดังไม่ไกลจากตัวเขามากนัก เขาหันไปทางสวนสาธารณะ
"!พอได้แล้ว พวกนายจะทำอะไร พวกเราไม่ใช่ศิษย์สำนักเดียวกันงั้นเหรอ ทำไมต้องทำร้ายกันด้วย" เด็กชายคนหนึ่งใบหน้ามั่นคง ดวงตามีสง่าราศีแห่งความเด็ดเดี่ยวของผู้ทรงความยุติธรรม ความหล่อเหลาฉายแสดงแม้เขาจะอยู่ในร่างเด็กอายุเพียงราว 11 12 ปี
ด้านหลังเด็กชายใบหน้ามั่นคงหล่อเหลา
มีสองเด็กชายฝาแผดใบหน้ารูปทรงสี่เหลี่ยม ที่แววตาปรากฏฉายซึ่งความเด็ดเดี่ยว ทั่วร่างสองเด็กชายเต็มไปด้วยฝุ่น นอกจากนั้นใบหน้าก็มีร่องรอยของการถูกชกต่อย
"จางหยวนนายต้องการยุ่งเรื่องของพวกเราให้ได้จริงๆ ใช่ไหม"
ที่แท้เด็กชายใบหน้ามั่นคงหล่อเหลาก็ชื่อ 'จางหยวน'
"พวกนายรุมรังแกคนอื่นๆ นับสิบแบบนี้ยังนับว่ามีศักดิ์ศรีงั้นเหรอ แน่จริงก็ไปท้าประลองกันที่ลานยุทธ์ให้ถูกต้อง จางหยวนผู้นี้จะกล้าสอดมืองั้นเหรอ"
สองแฝดประคองร่างกันยืนขึ้น
เด็กชายที่ราวอายุ 13 14 เด็กสาวเท้านำหน้าเด็กเกเรคนอื่นๆ
"ไอ้เจ้าแฝดเฉินไฮ่ผิง, เฉินซ่านกั๋ว, มันขโมยของพวกเราทำไมพวกเราจะซ้อมมันไม่ได้ โอสถเสริมปราณ 10 เม็ดในกระเป๋าของมันคือของพวกเรา"
'จางหยวน' ขมวดคิ้วเหร่สายตามองเฉินไฮ่ผิง, เฉินซ่านกั๋วมองจ้องจางหยวนพร้อมรีบปฏิเสธ
"ไม่จริงพี่จางหยวน พวกเราไม่ได้ขโมยมานี่เป็นของที่พี่สาวของเราซื้อมาให้พวกเรานะ"
"ฮะฮาฮา นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน ใครไม่รู้บ้างว่าบ้านพวกนายแต่ละคนจนขนาดไหน จนจนแทบจะไม่มีอะไรกิน โอสถเสริมปราณตำรับหมีน้อยภูเขาระดับหนึ่ง 10 เม็ดครอบครัวพวกนายจะมีปัญญาซื้อได้ยังไง หากจะมีเงินได้คงไม่ใช่เพราะว่ามารดาที่เป็นนางโลมของพวกนายตื่นขึ้นมาจากหลุมและประกอบอาชีพขายของเก่ากินงั้นเหรอ"
เฉินไฮ่ผิง, เฉินซ่านกั๋วทนไม่ไหว ทั้งสองแผดเสียงว่าข้าจะสู้ตายกับเจ้า
จางหยวนสาวเท้ามาด้านหน้าทั้งสองและรีบห้ามเอาไว้ เขารู้ว่านี้คืออุบายของเด็กเกเร
หากเฉินไฮ่ผิง, เฉินซ่านกั๋วอดทน เขาย่อมเป็นฝ่ายถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าเหตุผลใดๆ คนผิดก็จะเป็นอีกฝ่าย
แต่หากสองเด็กชายเฉินไฮ่ผิง, เฉินซ่านกั๋วลงมือ มันจะกลายเป็นการตะลุมบอนต่อสู้
หลักการสำนักศึกษายุทธ์ไม่มีอะไรมากชนะเป็นเจ้าแพ้เป็นโจร ในสำนักห้ามต่อสู้กัน
แต่ภายนอกหากมีข้อขุ่นข้องใจกัน และลงมือไม่เกินกว่าเหตุก็มักจะถูกมองข้ามด้วยกฎที่มองไม่เห็น
ปกติเฉินไฮ่ผิง, เฉินซ่านกั๋วไม่เป็นที่ถูกจับตานักเพราะทั้งสองยากไร้
แต่ไม่กี่วันมานี้ทั้งสองกับมีเงินซื้อโอสถเสริมปราณที่สำนักขายกิน นั่นทำให้ทั้งสองถูกจับตาจากพวกเด็กเกเร
จางหยวนรู้สึกตัวว่าเขาห้ามไม่ทันแล้ว...