"จนเครียด กินเหล้า..."
เสียงปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังต้อนรับเช้าวันใหม่จริงอยู่ที่ผมเป็นคนตั้งเวลาเอาไว้เอง แต่เรื่องเสียงปลุก... เห็นทีจะต้องเปลี่ยนวันนี้
"ข้าวเช้าอยู่ข้างนอก"
เสียงของนายปันผลดังลอดเข้ามาในห้องหมอนั่นน่าจะได้ยินเสียงปลุกเมื่อครู่ และคงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าผมจะไม่ออกไปเสวนาอะไรกับลูกน้องใหม่เลยแม้ไม่อยากให้ใครเห็นตัวเองในสภาพชุดเสื้อกางเกงนอนขายาวลายทางสีอ่อนที่ตาแก่ซื้อยัดใส่ตู้เสื้อผ้าไว้
ครืดดดดด...
ผมเปิดลิ้นชักที่ซ่อนอยู่ตรงหัวเตียงหยิบปืนพกเก็บเสียงในนั้นออกมา 2 กระบอกพร้อมจำนวนกระสุนที่น่าจะเพียงพอสำหรับการฝึกยิงปืนในวันนี้
"กินข้าวกันแต่ไม่มีข้าว มีแค่ขนมปัง เย็นชืดเลย แข็งด้วย" นายหัวเจลร้องบอกผมทันทีที่ประตูห้องเปิดออก
"ฉันซื้อมาให้กินกับซุปแกกินเปล่าๆ มันก็แข็งสิวะ!"นายปันผลทำท่าเหมือนอยากตบหัวเพื่อนร่วมงานให้หน้าคว่ำลงชามซุปและมันคงเป็นอย่างนั้น ถ้าผมไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้
"ผมเอาปืนมาให้อาบน้ำแต่งตัวแล้วจะออกมา"
ทั้งสองคนอ้าปากค้าง เมื่อเห็นปืนพกเก็บเสียงยี่ห้อดังพร้อมกระสุนกว่าร้อยนัดที่ผมวางทิ้งไว้ให้คงต้องยกความดีความชอบให้ตาแก่ที่เตรียมไว้ปกป้องร่างใหม่ของตัวเองแต่ดันไม่ได้ใช้
"นายเป็นใครกันแน่?"คำถามของนายปันผลทำให้ผมต้องชะงักเท้าที่กำลังจะเดินกลับเข้าห้อง
"อยากให้ตอบตามความจริงหรือตอบแบบโลกสวย?" ผมย้อนถามเพราะถ้าจะให้ตอบตามความจริงล่ะก็...
"ก็ต้องตอบตามความจริงไหมนายไม่ใช่ตองเก้า นายเป็นใคร?"
ในที่สุดหมอนั่นก็ยอมรับความจริง...ว่าผมไม่ใช่อดีตเพื่อนร่วมงานที่ชื่อตองเก้า
"ผมเป็นอดีตรองหัวหน้ายมทูตที่มาเอาชีวิตตาแก่หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์และจะมาปัดกวาดเศษมะพร้าวเน่าๆ ออกจากกะลาแลนด์ แค่นี้พอใจหรือยัง?" ผมทิ้งคำพูดนั้นไว้ให้ทั้งคู่ขบคิด
...มันคือความจริงหรือเรื่องโกหกก็แล้วแต่จะเลือกเชื่อแบบไหน
"แกเชื่อ...ที่หมอนั่นพูดหรือเปล่า?"
น้ำเสียงบอกความลังเลของนายปันผลดังลอดเข้ามาในห้อง
"ไม่รู้ดิแค่คิดชื่อใหม่ให้ถูกใจบอส ก็ปวดหัวแล้ว เรื่องอื่นช่างมันเถอะ"
คำตอบของนายหัวเจลทำเอาคนถามส่งเสียงฮึดฮัดเหมือนขัดใจขณะที่ผมกลับรู้สึกพอใจที่หมอนั่นมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ผมสั่งและแน่นอนว่าผมเองก็ควรต้องใส่ใจในสิ่งที่ตัวเองสั่งเอาไว้เช่นกัน
"คิดชื่อใหม่ออกหรือยัง?"
นั่นคือคำถามแรกหลังจากที่ผมอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดสูทดำแบบสากลที่ตาแก่จัดใส่ตู้ไว้เป็นกุรุสออกจากห้องมากินขนมปังเย็นชืดและแข็ง
"แจ็กกี้...แจ็กกี้ ชง ดูเหมาะเป็นบอดี้การ์ด" นายหัวเจลอวดสรรพคุณชื่อใหม่ของตัวเอง
"ใช้ศิลปะป้องกันตัวอะไรได้บ้าง?"ผมถามต่อระหว่างที่ตักซุปเข้าปาก
"มวยวัด!"แจ็กกี้ ชงยืดอกตอบพร้อมกับลุกขึ้นกำหมัดฟุตเวิร์คเหมือนอยากแสดงความสามารถเต็มแก่
"งั้นเอาชื่อที่นายว่านั่นแหละพักให้หายอิ่มแล้วก็ไปฝึกยิงปืนได้แล้ว มันเป็นปืนเก็บเสียงพวกนายจะไปฝึกตรงไหนก็ได้ในตึกนี้"
ไม่กี่นาทีต่อมาโถงรับแขกภายในห้องใต้ดินก็เหลือเพียงผม ชามซุป กับขนมปังแท่งยาวตลาดหุ้นกำลังจะเปิด และอีกไม่นานผมเองก็ต้องไปจากตรงนี้เหมือนกัน
"เมื่อวานผมก็แจ้งแล้วว่าไม่เป็นไรผมอาจจะมือใหม่ในสายตาคุณ แต่ผมรู้ว่าผมทำอะไรอยู่"
เป็นอีกวันที่ทางบริษัทโบรกเกอร์โทรศัพท์มาเสนอตัวในการให้บริการเทรดหุ้นและผมปฏิเสธไปโดยไม่จำเป็นต้องฟังเงื่อนไขและข้อเสนอทั้งหมดก่อน
...ผมบอกแล้วไงว่ารัฐบาลกะลาแลนด์จะต้องรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของผมภายใน 1เดือน เพราะผมจะสร้างมันด้วยมือของผมเอง
"ข้าวกลางวันร้อนๆลวกลิ้น กินแล้วต้องคายออกมาเป่า"
"ตั้งแต่มื้อหน้าแกไปหากินเอง"
"ได้ไง!บัตรอยู่ที่นาย"
นอกจากช่วงเวลาตลาดหุ้นปิดที่บอกให้ผมละมือจากงานไปพักแล้ว ก็คงเป็นเสียงพูดคุยนอกห้องที่ดังแว่วเข้ามาเหมือนจงใจให้ได้ยินนั่นแหละ ที่เตือนให้ผมลุกจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเสียที
"เป็นยังไงฝึกยิงปืนครึ่งวันแรก?" ผมถามขึ้นระหว่างกินข้าวกลางวัน
"ยิงได้แล้วแค่ยังไม่แม่น บอกให้ยิงหัวก็ยิงขา บอกให้ยิงขา ดันยิงหัว"
ท่าทางของนายปันผลดูหงุดหงิดซึ่งคงไม่ใช่เพราะลูกศิษย์ไม่เอาถ่าน แต่เพราะจงใจไม่ทำตามคำสั่ง
"ทำไมไม่ลองสั่งให้ยิงแขนยิงเป้า หรือยิงพุงบ้างล่ะ อาจจะแม่นก็ได้"คนเป็นลูกศิษย์เริ่มออกลายกวนประสาทตาใส
"ยิงจุดตายหรือไม่ก็จุดที่ทำให้คนถูกยิงล้ม นายยิงแขนแล้วมันจะได้อะไรนอกจากเปลืองกระสุน!" คนสอนอธิบายด้วยเหตุผลแต่กลับชักสีหน้าเหมือนอยากจบเรื่องนี้ด้วยกำลังหรือไม่ก็เครื่องทุ่นแรงสักอย่าง
"ถ้ายิงกลางเป้าได้มันก็น่าจะล้มนะ สืบพันธุ์ไม่ได้อีกเลยด้วย ตายยยย... ทั้งเป็น"
เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นรอยยิ้มดุจฆาตกรโรคจิตของแจ็กกี้แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วินาทีแต่มันก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าหมอนี่มีมุมมืดที่ผมยังไม่เห็นอีกนับไม่ถ้วน
"เลว?คืออะไร? ดีดไข่เพื่อนเหรอ?
และคำพูดในตอนนั้นก็เป็นแค่การบอกใบ้ตัวตนที่แท้จริงบางอย่าง
"ได้!งั้นแกก็ยิงเป้าไปให้ตลอดก็แล้วกัน ถ้าฉันเห็นแกยิงโดนที่อื่นจะหักคะแนนแกให้พรุน"
คำขู่นั่นไม่ได้ทำให้คนฟังกลัวแต่กลับทำให้หัวเราะเสียมากกว่า เห็นทีผมคงต้องแก้ปัญหานี้ ก่อนจะเกิดคดีฆาตกรรมและเรื่องจบลงตรงที่แผนการของผมล่วงรู้ไปถึงยมโลก
"ตลาดหุ้นปิดเมื่อไหร่ผมจะขึ้นไปดูผลงาน ถ้าปันผลบอกว่านายทดสอบผ่าน ผมจะหาของเล่นอื่นมาให้อีก"
เป็นไปตามคาดทั้งคู่ชะงักไปกับคำพูดของผม ก่อนที่แจ็กกี้จะละล่ำละลักถามตาเป็นประกาย
"ของเล่นใหม่คืออะไร!?ธนู หน้าไม้ ปืนกล ปืนใหญ่ ระเบิด?"
ท่าทางอยากรู้อยากเห็นของหมอนั่นทำเอาผมอดยิ้มขำไม่ได้
"พวกนายอยากใช้อาวุธสงครามอะไรก็ลองรีเควสมา"
คำตอบของผมทำเอานายปันผลหันขวับมาจ้องหน้าเขม็ง
"นายจะไปหาซื้ออาวุธสงครามมาจากไหน!?"น้ำเสียงที่ใช้ตั้งคำถามผสมปนเปทั้งความรู้สึกตระหนก สงสัย และจับผิด
"ไมล่ะป๊อดเหรอ เดี๋ยวผมหัดใช้ก่อนแล้วค่อยสอนนายก็ได้" แจ็กกี้ได้โอกาสกวนประสาทซึ่งก็ได้ผลเหมือนเดิม
"ฉันแค่อยากรู้เฟ้ย!!"คนถูกปั่นหัวโมโหขึ้นมาอีกรอบ แต่คราวนี้หน้าแดงด้วย
"นายคิดว่าตาแก่นั่นทำธุรกิจแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเดียวหรือไง?หรือคิดว่าคนทำธุรกิจนี้ ไม่กลัวตาย?" ผมย้อนถามให้นายปันผลลองทบทวนด้วยความคิดของตัวเอง"เอาไว้นายทดสอบแจ็กกี้ผ่านแล้ว ผมจะพาเข้าไปดูคลังอาวุธของตาแก่"
มันคือวิธีที่ผมใช้จัดการปัญหาระหว่างปันผลกับแจ็กกี้ถือเป็นผลพลอยได้จากการอ่านเอกสารที่ตาแก่ให้เซ็นครบทุกฉบับจนได้รู้ว่ามีอะไรบ้างที่จะกลายเป็นของผมหลังจากที่ตาแก่ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว
ส่วนคลังอาวุธนั่น...ก็มีทางเข้าลับอยู่ภายในห้องนอนของผมเอง และผม... ก็พึ่งค้นพบมันเมื่อคืนระหว่างที่เปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบชุดนอน
กึงงงงง!!
ไม้แขวนเสื้อที่ชนเข้ากับผนังตู้ก่อให้เกิดเสียงเบาโหวงราวกับด้านหลังของมันไม่ใช่ผนังห้องหากแต่เป็นช่องว่างกลวงๆ ที่มีไว้ให้ผ่านเข้าไปยังห้องลับอีกด้าน
กึกกัก... กุกกัก... กึกกัก...
กึก... กึก... แอ๊ดดดด...
และผมยังจดจำได้ดีถึงการปรากฏตัวของตาแก่ในคืนทำพิธีเสียงชวนขนลุกนั่น มันมาจากประตูตู้เสื้อผ้าบานนี้ไม่ผิดแน่!!
กึกกัก... กึกกัก...
นั่นคือเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างการงัดผนังตู้บริเวณรอยต่อซึ่งประกบกันแบบไม่สนิทเท่าไหร่นัก ฟังดูคล้ายเสียงแปลกๆ ในวันนั้นจริงๆ มันทำให้ผมไม่ลังเลที่จะถีบผนังไม้ของตู้บิลด์อินสุดแรงก่อนจะพบว่าพื้นที่ตรงหน้าคือช่องว่างรูปสี่เหลี่ยมเทียบเท่ากับประตูบานหนึ่ง
และภายในห้องลับนั้น...ก็มีทั้งระเบิดมือ ปืนพก ปืนไรเฟิล ปืนกลมือ เอ็ม 4คาร์บิน จรวดอาร์พีจีพร้อมเครื่องยิง ไปจนถึงกระสุนปืนชนิดต่างๆ อีกนับไม่ถ้วน
"บ้าไปแล้ว"ผมยืนมองอาวุธสงครามทั้งหมดในครอบครองพร้อมกับคิดหาวิธีเคลื่อนย้ายมันไปยังที่อยู่ใหม่ โดยปราศจากความเสียหาย
...ผมจะย้ายไปไหนงั้นเหรอ?คุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอกรู้แค่ว่าเพื่อแผนการที่ดำเนินไปอย่างราบรื่นในอนาคต ผมจะต้องสะสมอาวุธสงครามให้มากพอที่จะทำให้รัฐบาลกะลาแลนด์ยอมเซ็นสัญญาบางอย่างก็พอ
ตึก... ตึก... ตึก...
หลังตลาดหุ้นปิดผมก็ออกจากห้องขึ้นบันไดไปยังพื้นที่ชั้นบนเป็นครั้งแรกในรอบสองสามวันที่ผมได้ก้าวเท้าออกจากห้องลับใต้ดินของตาแก่จริงอยู่ที่มันสะดวกสบาย แต่กลับเต็มไปด้วยความอึดอัด
ที่สำคัญ... ถ้าโชคร้ายเกิดแผ่นดินไหวผมคงถูกคลังอาวุธนั่นกลบฝังอยู่ใต้ดิน
ตึก... ตึก... ตึก... ก
ผมเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องซึ่งน่าจะเคยเป็นห้องนอนเก่าของพวกเขา เป็นเวลาเดียวกับที่ประตูห้องถูกกระชากเปิดพร้อมๆ กับปากกระบอกปืนที่จ่อเข้าหน้าอกผมทั้งซ้ายขวา
"จะมาส่องก็ให้สุ้มให้เสียงหน่อยเกิดพลาดไป ต้องหางานใหม่อีก" นายปันผลลดปืนลงพลางบ่นกระปอดกระแปด
"ผมบอกไปแล้วไงว่าจะมาดูหลังตลาดหุ้นปิด"ผมตอบเสียงบ่น ตามองแจ็กกี้ที่กำลังหาเหาใส่หัวด้วยการเอาปืนยัดกระเป๋ากางเกงยีนส์"พรุ่งนี้ผมจะสั่งซองปืนมาให้ ถ้านายไม่กลัวพลาดก็ใส่มันไว้แบบนั้นแหละ"
คำพูดของผมทำให้แจ็กกี้เปลี่ยนใจดึงปืนออกมาเหน็บไว้กับรักแร้แทน... ผมยอมรับว่าไม่เคยเหนื่อยใจอะไรขนาดนี้มาก่อน
"ตลาดหุ้นมันปิดกี่โมง?"นายปันผลโพล่งถามขึ้นมาอีก ทั้งที่ผมคิดว่ามันน่าจะจบไปแล้ว
"โอเค...ผมผิดเอง" การตัดบทดื้อๆของผมทำเอาคนถามอ้าปากค้าง เป็นโอกาสให้ผมได้พูดต่อ
"เป็นยังไงผลการฝึกวันแรก?" ผมมองเลยไปที่หมอนข้างขะมุกขะมอมหลายสิบใบซึ่งถูกตอกตะปูติดข้างฝาเอาไว้และอยู่ในสภาพกระจุยกระจายทั้งส่วนหัวส่วนท้ายของหมอนขณะที่บนพื้นห้องเต็มไปด้วยเศษนุ่น
"ดูด้วยตาตัวเองดีกว่า"นายปันผลตอบคำถามของผม ก่อนจะหันไปพยักพเยิดหน้ากับแจ็กกี้ "ยิงหัว!"
เร็วเท่าคำสั่งมือขวาของหมอนั่นหยิบด้ามปืนที่เหน็บไว้กับรักแร้ มาควง 1รอบ ก่อนจะยิงส่วนหัวของหมอนข้างใบริมสุดจนกระจุยด้วยกระสุนนัดเดียว
"ยิงขา!"คำสั่งใหม่ดังขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีส่วนท้ายของหมอนข้างใบเดิมก็กระจุยจากคมกระสุนนัดเดียวไม่ต่างกัน
"ก็...ตามที่เห็น ฉันให้ผ่าน" นายปันผลสรุปท่าทางพอใจที่จบปัญหาลูกศิษย์ไม่เชื่อฟังคำสั่งได้เสียที
"ที่บอกว่ายิงปืนไม่เป็นนี่เรื่องจริงหรือเปล่า?"ผมหันไปถามแจ็กกี้ที่กำลังควงปืนเต้นไปทั่วห้องเหมือนพวกเผ่ากินคนกำลังทำพิธีอะไรสักอย่าง
"น่าจะเป็นพรสวรรค์แหละอันต่อไปขอเป็นอาร์พีจีได้ไหม?" คำตอบของหมอนั่นทำเอานายปันผลหันขวับไปจ้องหน้าคนพูด
"ไอ้บ้า!แกจะถล่มตึกนี้ทั้งหลังหรือไง!?"
น้ำเสียงนั้นบ่งบอกว่าคนถามเริ่มจะประสาทเสียขึ้นมาอีกครั้งแล้วและเป็นผมสินะที่ต้องแก้ปัญหานี้
"อยากได้ไว้เป่าพวกแช่ขวาเอาแค่หล่นใส่กระโปรงหน้าแล้วหม้อน้ำระเบิดก็ได้ สนุกดีออก"แจ็กกี้นำเสนอตาเป็นประกายแฝงแววโรคจิต แต่ดูๆ ไปคำขอนั่น... ก็น่าสนใจดี
"เอาไว้ผมมีเงินมากพอจะสั่งผลิตอาร์พีจีได้แล้วจะสั่งมาให้ก็แล้วกัน" ผมตอบไปตามตรงเพราะเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะโอนเงินในธนาคารของตาแก่มาเป็นของตัวเองได้ทั้งหมดในคราวเดียว
...เวลานี้ผมทำได้แค่ใช้บัญชีของตาแก่โอนเงินซื้อของกับร้านค้าซึ่งมีบัญชีนายตองเก้าเชื่อมโยงอยู่ กับสร้างรายได้เองด้วยการเทรดหุ้น ทองคำ น้ำมันและสกุลเงิน เพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัยจนถูกตรวจสอบเส้นทางการเงิน
"วอท!?"นายปันผลหันขวับมาจ้องหน้าผม เหมือนสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อครู่มีอะไรผิดแปลก
"อะไร?"ผมจ้องตอบและย้อนถาม
"นายจะสั่งอาร์พีจีมาไว้ถล่มไอ้พวกแช่ขวาเนี่ยนะมันจะไม่ได้โดนแค่ค่าปรับ บอกไว้ก่อนเลย" คนตรงหน้าพูดเสียงเครียด
"แล้วไง?"ผมถามอีก
"ฉันไม่ได้ทำงานเก็บเงินไว้ไปใช้ในคุกหรอกนะจะเลวทั้งทีก็ให้มันมีชั้นเชิงหน่อย"
ดูเหมือนผมจะเป็นฝ่ายโดนอบรมเสียแล้ว
"โทษทีผมเป็นพวกเลวซึ่งหน้า แต่ไม่ต้องห่วง ถึงเวลานั้นก็ไม่มีใครทำอะไรพวกนายได้แล้ว" คำพูดประโยคนั้นของผมทำให้นายปันผลจ้องหน้าผมเขม็งเหมือนต้องการมองทะลุไปถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน
"นายคิดจะทำอะไรกันแน่?"หมอนั่นเค้นเสียงถาม สีหน้าจริงจังอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนนับว่าผมกับแจ็กกี้ประสบความสำเร็จ ที่ทำให้นายปันผลชักสีหน้าสื่ออารมณ์ความรู้สึกได้
"ยึดกะลาแลนด์แล้วกำจัดเศษมะพร้าวเน่า"ผมตอบพร้อมกับยิ้มอย่างที่พวกยมทูตชอบเรียกมันว่ารอยยิ้มแสยะ
"เศษมะพร้าวเน่าบางอันมันก็ชิ้นใหญ่อยู่นะ"
เป็นครั้งแรกล่ะมั้งที่ผมได้ยินคำพูดเป็นการเป็นงานจากแจ็กกี้
"ผมเลยต้องพึ่งความสามารถตอนเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของพวกนายไงล่ะ"
ใช่... นั่นคือแผนการในสมองของผมแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม
"เหอะ!นายจะสวมบทโรบินฮู้ด ปล้นคนรวยไปช่วยคนจนหรือไง?" นายปันผลหัวเราะขำ
"บทนักเทรดหุ้นที่ปล่อยเงินกู้และมีงานอดิเรกเป็นการสะสมอาวุธสงคราม รถถัง เรือดำน้ำ เรือรบเครื่องบินรถต่างหาก" ผมยืนยันเจตนารมณ์เดิม แค่มีเพิ่มเติมนิดหน่อย
"แล้วบอสจะให้พวกเราทำอะไรต่อ?"แจ็กกี้หัวเราะร่าตาเป็นประกายเหมือนกำลังรอลุ้นกับคำตอบว่าจะสร้างสีสันให้ชีวิตได้สักแค่ไหน
"ผมอยากให้พวกนายฝึกซุ่มยิงพรุ่งนี้จะเอาปืนไรเฟิลในคลังออกมาให้ วันนี้หาข้าวกินแล้วก็พักผ่อนซะ"ผมเดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาจากห้อง และกลับลงมาที่ชั้นใต้ดินตั้งใจจะสำรวจคลังอาวุธต่ออีกสักหน่อย เพราะมั่นใจว่ามันน่าจะมีอะไรซ่อนอยู่อีก
กึก... กึก... แอ๊ดดดด...
จะบอกว่าผมเกลียดเสียงนี้ก็ไม่ผิดมันทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่ตาแก่นั่นเข้ามาในห้อง และพยายามเอาเลือดของตัวเองใส่ปากผมซึ่งถ้ากองอำนวยการยมโลกส่งพลังให้ผมคลาดเคลื่อน แม้จะแค่นิดเดียว... ทุกอย่างก็จบ
...หรือผมควรเอาไอ้ประตูบานพับขึ้นสนิมนี่ออก?
...ไม่ดีกว่าผมไม่อยากนอนมองหลุมดำปลายเตียง พรุ่งนี้คงต้องฝากเจ้าพวกนั้นซื้อน้ำมันมาหยอด
ตึก... ตึก... ตึก...
แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือสว่างพอจะช่วยให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างภายในคลังอาวุธมากขึ้นกว่าแสงรำไรจากโคมไฟในห้องนอนที่ส่องเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนังและเพดานปูนเปลือยรวมไปถึงปืนไรเฟิลนับไม่ถ้วนบนชั้นที่วางเข้าล็อคเรียงเป็นแนวตั้งตามลำดับความยาว
ปืนกลหลายกระบอกที่ถูกแขวนติดผนังไว้เหนือศีรษะนิดหน่อยระเบิดมือ ปืนพก กับลูกกระสุนในลังไม้ขนาดเท่าตู้เย็นและอาร์พีจีนับสิบที่วางเรียงเป็นตับอยู่ตรงมุมห้องด้านในสุด
"ไม่น่าใช่..."ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังออกมาช้าๆ บางทีความลับดำมืดอาจไม่ได้ซ่อนอยู่ในที่ที่เดียว
"ข้าวเย็นเย็น เย็น ที่ไม่เย็น เย็น เย็น แต่ถ้าอยากให้เย็น เย็น เย็น ต้องใส่ตู้เย็น เย็นเย็น"
เสียงที่ดังแว่วมาเข้าหูบอกให้ผมรู้ว่าควรออกไปที่โถงห้องก่อนจะมีเคสทำร้ายร่างกายหรือไม่ก็ฆ่ากันตายเกิดขึ้น
"ตู้เย็นนั่น...ใช้ได้หรือเปล่า?" นายปันผลชี้นิ้วไปที่ตู้เย็นใบเล็กตรงมุมห้องทันทีที่เห็นผม
"ได้...นายจะแช่อะไรก็แล้วแต่นาย ผมไม่ได้ใช้"
ถ้าจะให้พูดตามตรงก็คือผมยังไม่เคยเปิดมันด้วยซ้ำไป เพราะไม่มั่นใจว่าตาแก่ซินแสแช่อะไรเอาไว้ในนั้นบ้าง
"ดี!ฉันจะได้เอาไอ้หมอนี่แช่เข้าไปเลย" สีหน้าท่าทางของนายปันผลไม่บ่งบอกว่าพูดเล่นหรือพูดจริงส่วนแจ็กกี้... ก็อย่างที่รู้กัน ไม่มีอะไรทำให้หมอนั่นสลดได้
"ไม่อนุญาตให้ฆ่าพวกเดียวกันเอง"ผมย้ำเสียงหนักแน่น และหวังว่าจะไม่ต้องพูดซ้ำ
"พรุ่งนี้นายจะให้พวกเราไปฝึกซุ่มยิงกับอะไรอย่าบอกนะว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาข้างล่างตึก?" นายปันผลเปลี่ยนเรื่องพูด
"ฝั่งตรงข้ามตึกมีต้นไม้ที่กำลังออกลูกฝึกยิงผลไม้พวกนั้น พอคล่องแล้วก็ให้ฝึกยิงใบไม้ที่กำลังร่วงพลาดน้อยที่สุดเมื่อไหร่ค่อยมาแจ้งผม"
นั่นคือบททดสอบถัดไปที่ผมตั้งเป้าไว้ว่าลูกน้องจะต้องทำได้
"ถ้าผ่านแล้วต่อไปบอสจะให้พวกเราทำอะไร?"
ดูท่าว่าความกระตือรือร้นของแจ็กกี้จะถูกกระตุ้นได้ง่ายด้วยมิชชั่นยากๆ
"นายกับปันผลอยากทำอะไรล่ะ?"ผมถามความเห็น ส่วนหนึ่งก็เพราะยังคิดไม่ออกด้วยว่าจะทำยังไงกับปืนกลระเบิดมือ และอาร์พีจีในคลังนั่น
"ถล่มพวกแช่ขวาด้วยอาร์พีจี"แจ็กกี้ยืนยันเจตนารมณ์เดิมแบบไม่ต้องคิด ทำเอาคนถูกถามอีกคนที่กำลังจะอ้าปากตอบชักสีหน้าเอือมระอา
"รอผมมีเงินมากกว่านี้สักพันเท่าก่อนนะ"ผมยิ้มให้กับความสุดโต่งของแจ็กกี้
"แล้วตอนนี้นายมีเงินเท่าไหร่ล่ะ?"แทนที่จะตอบคำถามของผม นายปันผลกลับเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายตั้งคำถามกับผมแทน
"เฉพาะเงินในบัญชีก็ประมาณหนึ่งล้านบาท"
คำตอบของผมทำเอานายปันผลเงยหน้าจากชามข้าวขึ้นมาจ้องเขม็ง
"ฉันไม่ต้องรอจนแก่เลยเหรอกว่านายจะมีเงินมากกว่านี้สักพันเท่า!?"
"เมื่อวันก่อนผมมีเงินสองแสนในบัญชีนายคิดว่าต้องรอจนแก่หรือเปล่าล่ะ ผมถึงจะมีเงินห้าพันล้าน"ผมตอบคำสบประมาทของลูกน้องอย่างใจเย็น... ที่สุด
"ถ้านายทำมันได้ภายใน1 เดือนตามที่พูดไว้ ฉันก็โอเค!"หมอนั่นยักไหล่ สีหน้าท่าทางไม่ได้บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นใดๆซึ่งผมก็พยายามจะทำความเข้าใจ
...เวลานี้ผมไม่ใช่รองหัวหน้ายมทูตไม่มีพลัง ไม่มีลูกน้องหรือแม้แต่รุ่นน้องผมมีแค่หนึ่งสมองกับสองมือที่จะเพิ่มอำนาจให้เงินที่ยังมีอยู่น้อยนิดไม่เพียงพอที่จะสู้รบปรบมือกับอำนาจเงินในกะลาแลนด์เพื่อให้แผนการของผมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงวันนั้น
"เส้นตายของผมคือ1 เดือน นับจากที่พูดไว้คราวที่แล้วถ้าผมทำไม่ได้ก็ใช้ปืนในมือนายได้เลย แต่ก็อย่าลืมแล้วกันว่าถ้านายทำตามมิชชั่นของผมไม่ได้ เมื่อถึงเส้นตายผมก็มีสิทธิ์ใช้ปืนในมือผมเหมือนกัน"