ซุ่ยเอ๋อร์สะอื้นไห้พลางบอกเล่า “สามีข้าถูกพวกมันใช้มีดฟันสองแผล ตอนนี้จะเป็ตายร้ายดีอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ ฮือ ๆ ๆ…”
ครอบครัวของซุ่ยเอ๋อร์เป็ครอบครัวเล็ก ๆ สามีของนางเป็บุตรชายคนเดียว บุพการีของเขาจากไปั้แ่สองปีก่อน ทั้งครอบครัวจึงมีกันแค่สามคนพ่อแม่ลูก การลี้ภัยครั้งนี้กลับต้องเผชิญกับความสูญเสียระหว่างทาง หลังจากนี้นางและลูกจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร…
“ซุ่ยเอ๋อร์ ทำใจให้สบายก่อนเถอะ วันนั้นพวกเราไม่เห็นศพสามีเ้านะ ไม่แน่อาจมีคนช่วยเขาไปแล้วก็ได้! เราจะเดินทางไปเมืองเฉียนโจวด้วยกัน เขาอาจจะรอเ้าสองแม่ลูกที่นั่นก็ได้นะ!”
ปกติแล้วนางซุนเป็คนขวานผ่าซาก มักพูดจาโผงผางไม่ค่อยน่าฟัง แต่นางไม่ใช่คนจิตใจหยาบกระด้าง ในสถานการณ์อ่อนไหวเช่นนี้หญิงชราผู้ผ่านโลกมามากย่อมเข้าใจเป็อย่างดี อย่างไรเสียก็เกี่ยวข้องกับชีวิตคน
“เ้าค่ะท่านอา ชีวิตของพวกเราทุกคนได้พี่จิ้งซวนกับจิ่วเหนียงช่วยเอาไว้ หากมีชีวิตรอดไปตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ใหม่ได้ ครอบครัวเราสัญญาว่าจะตอบแทนบุญคุณพวกท่านอย่างสุดความสามารถ!”
สดับวาจาของซุ่ยเอ๋อร์ นางซุนก็หันไปจ้องหน้าเหอจิ่วเหนียงทันที แววตาแฝงการคาดโทษเอาไว้
ไหนตกลงกันแล้วว่าแค่จะมาสังเกตการณ์ก่อน นางกลับผิดคำพูดบุกเข้ามาในรังโจร จัดการกับผู้ร้ายโดยไม่กลัวอะไรเลยเนี่ยนะ!
ยิ่งไปกว่านั้นเ้าใหญ่เล่าว่า สะใภ้สามบุกเข้ามาเพียงลำพัง!
แค่ฟังหญิงชราก็รู้สึกหวาดหวั่น เหอจิ่วเหนียงเปลี่ยนไปมากจริง ๆ นับวันนางก็ยิ่งกล้าหาญขึ้นเรื่อย ๆ!
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะแห้ง ๆ เล็กน้อยกลบเกลื่อน ขณะที่ไม่รู้ว่าควรอธิบายเช่นไร นางก็พบว่าโก่วเอ๋อร์กำลังกอดขาของตนแน่นแล้วร้องะโ “ท่านแม่จัดการกับคนชั่วได้ ท่านแม่ยอดเยี่ยมที่สุดเลย!”
สองสามวันที่ผ่านมาเหอจิ่วเหนียงแอบป้อนยาให้โก่วเอ๋อร์ อีกทั้งเด็กน้อยได้กินนมจากกระบอกไม้ไผ่วันละสามกระบอก ร่างกายที่อ่อนแอจึงดูมีชีวิตชีวาขึ้น ตอนนี้สามารถส่งเสียงเจื้อยแจ้วได้ ชี้ให้เห็นว่าเด็กน้อยมีพละกำลังขึ้นมาก เห็นเช่นนี้มารดาจำเป็ก็ยิ่งชื่นใจ
คนโดยรอบที่กำลังอยู่ในอาการโศกเศร้าเห็นความน่ารักของโก่วเอ๋อร์ก็พลอยอารมณ์ดี ยิ้มหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู เหอจิ่วเหนียงอุ้มลูกน้อยขึ้นมาหอม ก่อนจะหันไปมองทุกคน
“ที่พวกข้าหาที่นี่เจอเป็ความบังเอิญเ้าค่ะ อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าการลี้ภัยก็ต้องกินต้องใช้ ดังนั้นข้าจึงลองเข้ามาสำรวจดูเผื่อจะมีเสบียงหรือทรัพย์สินอะไร ก็เลยได้เจอทุกคนเข้า
เอาละ เมื่อครู่ข้าเจอยุ้งฉางของพวกมันแล้ว ข้างในมีทั้งเสบียงและของมีค่า พวกเราไปเอาของพวกนั้นมาแบ่งกันเถอะ ตราบใดที่ไม่ถูกปล้นระหว่างทาง และกินแบบประหยัดหน่อย พวกเราก็น่าจะอยู่ได้จนถึงอันโจว”
ข้อมูลจากเหอจิ่วเหนียงเป็เื่ที่ทุกคนคาดไม่ถึงแม้แต่น้อย เดิมทีคิดว่าต่อให้ออกไปจากที่นี่ได้ก็อาจหิวตายระหว่างทาง นึกไม่ถึงว่านางจะไปเจอคลังทรัพย์สินของพวกโจร!
พลันนั้นแววตาของทุกคนฉายแววแห่งความหวังชัดขึ้น ขอเพียงมีเสบียงอาหาร พวกเขาก็จะฟันฝ่าไปถึงอันโจวได้อย่างแน่นอน! หากไปถึงแล้วได้เจอครอบครัวคงสุขใจไม่น้อย แต่หากไม่เจอก็ไม่เป็ไร ถือเสียว่าชีวิตนี้ได้รอดพ้นความตายหนหนึ่งและได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ตราบใดที่ขยันอดทนละก็ ไม่มีทางอดตายแน่นอน
คนกลุ่มหนึ่งจึงพากันเดินไปที่อุโมงค์ใต้ดิน แม้จะกว้างขวางแต่อุโมงค์นี้ก็ไม่ได้ใหญ่พอที่คนทั้งกลุ่มจะเข้าไปได้
“ท่านพ่อ ให้พวกข้าลงไปขนของขึ้นมาดีกว่า ท่านกับท่านอาทั้งหลายยังได้รับาเ็อยู่ พักผ่อนก่อนเถอะขอรับ”
เหลยจื่อเสนอตัว ลู่จิ้งซวนปลาบปลื้มใจยิ่งนัก เอามือตบไหล่บุตรชายเบา ๆ แทนคำชื่นชม
เหลยจื่อเรียกเถี่ยต้านกับเด็กคนอื่นอีกสองคนไปด้วยกัน เมื่อเห็นข้าวของด้านในเหล่าเด็กน้อยก็อดประหลาดไม่ได้ “โอ้โฮ! ท่านพ่อขอรับ มีเสบียงอาหารดี ๆ เต็มไปหมดเลย น้ำก็มี เนื้อก็มีขอรับ!”
เสียงะโของเด็ก ๆ ด้านล่างทำให้คนที่รออยู่ด้านนอกตื่นเต้นตาม ทว่านางฉินกลับมีสีหน้าคล้ายกลืนยาขม ถามออกมาหนึ่งประโยคด้วยเสียงสั่น “นะ เนื้อที่ว่าเป็เนื้ออะไร?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าทุกคนแข็งทื่อไปทันที
จริงด้วย…
กะโหลกที่อยู่ในกระท่อมของโจรพวกนั้นทุกคนล้วนเห็นกันแล้ว และบุตรหลานของพวกเขายังเกือบจะถูกเอาไปทำอาหารตอนที่ถูกจับมาแรก ๆ!
“ก่อนหน้านี้ข้าเข้าไปดูแล้ว เป็พวกเนื้อหมู เนื้อวัว แล้วก็เนื้อปลา”
เหอจิ่วเหนียงรีบไขข้อสงสัย ทุกคนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เด็ก ๆ ส่งเสียงโห่ร้องไชโยอีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อเห็นบรรยากาศแห่งความสุขเช่นนี้อยู่รอบตัวดวงตาของนางจึงทอประกาย
…นางรู้สึกว่า การที่ตนทะลุมิติมาอยู่ในโลกแห่งนี้ต้องมีเหตุผลซ่อนอยู่แน่นอน
หากนางไม่ได้ข้ามผ่านกาลเวลามาพร้อมห้วงมิติอันไร้ขีดจำกัดใน่เวลาเหมาะเจาะแบบนี้ ครอบครัวลู่ไม่มีทางมีชีวิตรอดถึงตอนนี้แน่นอน
.
กว่าผู้กล้าตัวน้อยจะขนของออกจากอุโมงค์ใต้ดินเสร็จก็ใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วยาม สิ่งของถูกกองไว้บนพื้นราบเพื่อรอจัดแบ่ง
นางซุนในฐานะสตรีาุโสูงสุดรับหน้าที่แบ่งสันปันส่วน ไม่ว่าจะเป็เสบียงอาหารหรือเงินก็ดี ล้วนแจกจ่ายเท่า ๆ กันตามจำนวนสมาชิก
หลังจากนับแล้วสรุปได้ว่ามีคนทั้งหมดสามสิบสองคน ทุกคนจะได้เสบียงอาหารคนละครึ่งกระสอบ และเงินคนละสามตำลึง
ส่วนน้ำเป็ของที่แบ่งยาก ดังนั้นจึงใส่ไว้ในถังและใช้ร่วมกัน ในทุกวัน ทุกคนจะได้รับน้ำวันละหนึ่งกระบอกไม้ไผ่
เนื้อปลาแห้งกับเนื้อกระต่ายแห้งมีไม่มากนัก แต่เนื้อหมูและเนื้อวัวกลับมีไม่น้อย สามารถแบ่งได้คนละสองชั่ง
หลังแบ่งกันเสร็จแล้วยังมีเงินเหลืออีกสี่ตำลึง ซุ่ยเอ๋อร์และทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าจะยกให้ครอบครัวลู่ อย่างไรเสียครอบครัวลู่ก็เป็คนที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งของเหล่านี้ครอบครัวลู่ก็เป็คนพบ หากอีกฝ่ายจะไม่แบ่งใครเลยก็ย่อมได้ แต่ครอบครัวลู่กลับไม่เก็บไว้เองคนเดียว ทั้งหมดนี้เหล่าผู้รอดชีวิตจึงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
มู่จวงกับเอ้อหนิวเองก็ได้ส่วนแบ่งเช่นกัน สองโจรกลับใจมองข้าวของในมือพานรู้สึกจุกในลำคอ คนแซ่ลู่มีจิตใจประเสริฐยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่พวกเขาหวังทำร้ายอีกฝ่ายในตอนแรก แต่อีกฝ่ายก็ไม่ถือโทษ ทั้งยังปันส่วนแบ่งให้ด้วย!
กระท่อมหลายหลังถูกทำความสะอาดเรียบร้อย ทุกคนต่างจับจองที่หลับที่นอนของตนเอง ครอบครัวลู่อยู่รวมกันในกระท่อมหลังเดียว อย่างไรเสียตลอดหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาก็อยู่ด้วยกันจนคุ้นชินแล้ว และเพื่อให้เป็ไปตามประณิธานที่ว่า ‘ครอบครัวของพวกเขาจะอยู่ก็ต้องอยู่กันหมด จะไปก็ต้องไปกันหมด จะไม่มีใครแยกตัวไปไหนทั้งนั้น’
ทันทีที่ปิดประตู นางซุนก็เก็บอารมณ์ปวดใจเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป สาดวาจาดุด่าเหอจิ่วเหนียงเสียงเบา “เ้าช่างเป็คนหน้าใหญ่ใจโตจริง ๆ! เจอของพวกนั้นก่อนเหตุใดถึงไม่เก็บเอาไว้เองสักส่วนล่ะ! การที่ช่วยชีวิตพวกเขาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว ยังจะเอาของมากมายไปประเคนให้อีก เ้าไม่ใช่คนดูแลบ้านเ้าไม่รู้หรอกว่าของเ่าั้มีค่ามากเพียงใด! นั่นมันเงินเป็ร้อยตำลึงเชียวนะ! เพียงพอให้พวกเราลืมตาอ้าปากในอันโจวได้เลย!”
คนอื่น ๆ ต่างก้มหน้าไม่คัดค้านหญิงชรา มนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น
ใช่ นั่นมันเงินตั้งร้อยตำลึงเชียวนะ ต่อให้พวกเขาเก็บหอมรอมริบทั้งชีวิตก็ไม่อาจมีเงินได้มากถึงเพียงนั้น หากมีเงินก้อนนั้น ต่อให้ทั้งครอบครัวไม่ต้องทำงานก็สามารถใช้ชีวิตอย่างอู้ฟู่ได้เป็สิบ ๆ ปี
เหอจิ่วเหนียงไม่ถือสาแม่สามี ทั้งยังเผยรอยยิ้มบาง และพูดเน้นทุกถ้อยคำอย่างไม่จริงจังนัก “แต่เงินเ่าั้ท่านแม่เป็คนแจกจ่ายเองกับมือนะเ้าคะ”
นางซุนถลึงตา บีบแขนสะใภ้สร้างเื่หนึ่งที แล้วตะคอกสวนกลับด้วยความโกรธ “ก็พวกเขาเห็นกันหมดแล้วจะให้ซ่อนอย่างไร! คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ข้าวหนึ่งเซิงเป็บุญคุณ ข้าวหนึ่งโต่วคือความแค้น[1] คนทำอะไรไม่คิดอย่างเ้าจะเข้าใจเื่พวกนี้ได้อย่างไร!”
[1] ข้าวหนึ่งเซิงเป็บุญคุณ ข้าวหนึ่งโต่วคือความแค้น หมายถึง เมื่อยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อน แม้เป็แค่การช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยก็ทำให้อีกฝ่ายซาบซึ้งในบุญคุณ แต่หากช่วยมากครั้งจนวันหนึ่งช่วยไม่ไหว อีกฝ่ายจะถือโทษโกรธเคืองถึงขั้นคับแค้นใจทันที
พูดจบก็ง้างฝ่ามือหมายจะฟาดแขนสะใภ้ไม่เข้าท่าคนนี้ให้หายคับแค้น แต่สุดท้ายก็ยั้งมือเอาไว้ได้ อันที่จริงนางซุนไม่ได้อยากใช้กำลัง แค่อยากหาที่ระบายอารมณ์ก็เท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขัน หญิงชราผู้นี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ ปากต่อว่าดุด่าสารพัด แต่มือกลับชะงักไม่อยากตี
หวนกระหวัดถึงภพก่อนก็พานรู้สึกวูบโหวงในใจ …หลานจิ่วใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ญาติขาดมิตร ไม่เคยรู้เลยว่าความรู้สึกที่มีครอบครัวอยู่ด้วยกันมันเป็เช่นไร
แต่ชาตินี้ได้มีครอบครัวใหญ่ นางเข้าใจแล้วว่าความสุขในแบบที่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าเช่นนี้เป็ที่น่าพึงพอใจอย่างมาก
นางฉินเอ่ยบ้าง “นั่นน่ะสิน้องสะใภ้สาม แล้วหลายคนไม่ใช่คนตระกูลลู่ ใครจะไปรู้ว่าในใจพวกเขาคิดอะไร คราวหน้าเ้าต้องระวังให้มากกว่านี้นะ”
“ฮ่า ๆ ๆ พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เก็บเอาไว้ส่วนหนึ่ง?”
เหอจิ่วเหนียงไม่อาจทนแกล้งให้พวกเขาโมโหได้อีกต่อไป มือบางล้วงเอาห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อ จากนั้นแผ่ออกเผยให้เห็นตั๋วเงินสองใบและของมีค่ากำใหญ่
นางซุนแย่งไปดู เด็ก ๆ ก็รีบมาล้อมวงด้วยความสนใจ
“ท่านอาสะใภ้สามช่างเก่งยิ่งนัก!”
โยวยาโถวอุทานด้วยความประหลาดใจ ระหว่างทางมาที่นี่ได้ยินท่านลุงใหญ่เล่าว่าอาสะใภ้สามบุกเข้ารังโจรเพียงลำพัง ตอนนั้นนางก็ตกตะลึงมากแล้ว ตอนนี้มาเห็นผลงานของอาสะใภ้สามอีก ดวงตาของเด็กหญิงก็เริ่มเผยความศรัทธาอันแรงกล้า
อาสะใภ้สามช่างมีความสามารถเหนืุ์จริง ๆ!
นับจากนี้ อาสะใภ้สามคือแบบอย่างของนาง!
.
.
.