รักนี้ที่ผูกพัน (จบ)

    บทที่ 5

    เชลซีออกจะไม่สู้สบายใจเท่าไรนัก แถมยังชี้ให้ลิซซี่เห็นด้วยว่า เธอไม่มีจุดกระบนใบหน้า ทั้งยังไม่ได้มีทรวดทรงองค์เอวแบบเดียวกับลิซซี่อีกด้วย แต่ลิซซี่ก็ยืนยันว่า วูลฟ์น่าจะให้ความสนใจกับการที่มีผู้หญิงผมแดงคนหนึ่งขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา มากกว่าจะมาสนใจเรื่องรูปร่างหน้าตาของเธอ อย่างไรก็ตามเขาจะต้องจดจำสีผมแดงฉานนั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นเมื่อเชลซีเดินทางมาถึงนิวยอร์กแล้ว เธอจะต้องสวมวิกผมแดงไว้ตลอดเวลาด้วย“ก็ได้” เชลซีตอบตกลงด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้บอกความกระตือรือร้นไปด้วยเลยแม้แต่น้อย “แต่ฉันจะไม่ยอมโพกหัวด้วยผ้าสีน้ำเงินจุดขาวแบบนั้นเด็ดขาด เธอได้ยินไหม...ฉันจะไม่มีวันแต่งตัวบ้าๆ แบบนั้นเด็ดขาดเลย”“ขอแต่เพียงมาให้ได้ก็พอแล้วล่ะน่าเชลซี” น้ำเสียงของลิซซี่บอกความโล่งใจ เมื่อการเจรจากับเพื่อนสาวเป็นไปด้วยดีถึงแม้เชลซีจะบ่นพึมพำเป็นทำนองว่า นี่มันยิ่งกว่าคำสั่งตัดสินให้ต้องจำคุกตลอดชีวิต แต่กระนั้นก็ยังตกปากรับคำว่าจะเดินทางมาถึงนิวยอร์กภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงซึ่งก็เหลือเวลาเพียงแค่คืนนี้เท่านั้นที่ลิซซี่จะต้องสร้างความพอใจให้เกิดขึ้นกับไมเคิลให้ได้ และจะต้องทำงานนี้แต่เพียงลำพังอีกด้วย เธอส่งยิ้มหวานให้เขา พยายามแสดงทีท่าของหญิงสาวผมดำที่มีมารยาทอันงดงามอ่อนโยนยิ่งนักบริกรนำมาร์ตินี่มาเสิร์ฟ เขาจรดจ้องมองหน้าเธอด้วยดวงตาที่มีสีเดียวกับสีผมก่อนหน้าที่มันจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเงินอยู่ในขณะนี้ คือสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ มันเป็นดวงตาคู่คมกล้า บ่งบอกถึงความเป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม และยังเต็มไปด้วยความระแวงสงสัยอีกด้วย มิใช่แววตาที่ฉาบไว้ด้วยแววหัวเราะของเด็กหนุ่มคนที่เธอเคยเอาชนะมาแล้วเมื่อครั้งกาลก่อน ขณะเดียวกันมันก็มิได้มีแววแห่งความเหยียดหยันของเด็กหนุ่มคนที่เคยกล่าวว่า วิลสัน ครี๊ก อันเป็นบ้านเกิดของเขาและเธอนั้น ถ้าจะเปรียบกันรกบนดินดีๆ นี่เองอีกด้วย“แล้วทำไมผู้ช่วยของคุณถึงต้องเข้าไปวัดขนาดห้องทำงานของผมด้วยล่ะ? ” เขาเอ่ยถามขึ้นอีก“ก็เพราะว่าฉันคงออกแบบใหม่ไม่ได้ถ้าไม่รู้ขนาดที่แน่นอนของห้องเสียก่อนน่ะสิคะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสดใส "แต่คุณไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันก็แล้วกัน รับรองได้ว่าเมื่อถึงวันหนึ่งคุณจะมีห้องชุดทำงานซึ่งเป็นที่อิจฉาของเจ้าของสำนักพิมพ์ทุกแห่งในนิวยอร์กแน่นอน และยังรับประกันได้ด้วยว่าคุณจะต้องชอบ”"คุณเป็นนักตกแต่งภายในงั้นหรือ? ” เขาถามต่อ“นักออกแบบค่ะ” เธอกล่าวแก้เธอรู้สึกคันหนังศีรษะเมื่อต้องสวมวิกผมดำหนาหนักไว้อย่างนี้แถมมันยังเป็นวิกที่ราคาแพงมากอีกด้วย ตอนที่ยังอยู่ในแคนซัสและวางแผนเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมด ลิซซี่ได้วาดภาพมัณฑนากรผู้มีชื่อเสียงแห่งนิวยอร์กขึ้นไว้ในใจ เธอจะต้องทำให้วูลฟ์จำเธอไม่ได้ว่า แท้ที่จริงแล้วเธอก็คือเด็กสาววัยรุ่นที่เคยเป็นลูกจ้างทำงานในร้านขายสีทาบ้านของพ่อแม่เขาเองเมื่อสิบห้าปีก่อน ซึ่งตอนนั้นเธอเดาเอาว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก และเธอก็ยังเชื่อมั่นด้วยว่าผู้หญิงอย่างเอลิซาเบธ เกสท์ ย่อมสามารถลวงล่อให้ไมเคิล วูลฟ์หลงเชื่อได้ง่ายๆเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ลิซซี่ลงทุนไปหาเพื่อนสาวคนหนึ่งผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องความงามในแคนซัส ซิตี้ เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องนี้และผลที่เกิดตามมาก็คือ เธอได้รับการแปลงโฉมจนกลายมาเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ตรงข้ามกับวูลฟ์ขณะนี้ หญิงสาวผู้มีท่าทางภูมิฐาน ผู้มีเรือนผมสีดำ ในชุดเสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยผ้าเครปสีดำที่ออกแบบโดยนักออกแบบปาริเซียน สวมถุงน่องรองเท้าที่ได้รับการออกแบบมาเลิศหรู ทั้งที่เป็นรองเท้าคู่ที่สวมใส่แล้วไม่ได้ก่อให้เกิดความสบายใจหรือมั่นใจขึ้นมาได้เลยก็ตาม ก็ยังดีที่เพื่อนผู้นั้นได้แนะนำให้เธอฝึกเดินไว้ล่วงหน้าไม่เพียงแต่เท่านั้น เธอยังลงทุนซื้อกระเป๋าหนังจระเข้ กับต่างหูราคาแพงมาเป็นเครื่องประดับให้เหมาะสมกับชุดอีกด้วย แต่จำต้องขีดเส้นใต้ไว้เพียงเท่านั้น พยายามจะไม่คิดถึงเครื่องชุดชั้นในเพราะถึงอย่างไร ไมเคิล วูลฟ์ ก็ไม่มีทางจะรู้ได้อยู่แล้วว่าเธอสวมชั้นในชุดเดิม…เธอยิ้มออกมาอีกครั้ง หวังลึกๆ อยู่ในใจว่าเครื่องสำอางที่พอกไว้บนใบหน้าจะไม่แตกร้าว เพื่อนสาวที่อยู่ในแคนซัส ซิตี้ ได้สอนสั่งมาเรียบร้อยว่าหญิงสาวที่มีเรือนผมสีดำควรจะใช้เฉดสีอะไรในอันที่จะสรรค์สร้างทั้งความงามและความมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่ให้มีเค้าของลิซซี่คนเดิมหลงเหลือให้เห็นอยู่เลยเพียงแต่ว่า การใช้เครื่องสำอางสำหรับลิซซี่นั้นมันเป็นความยุ่งยากอย่างเหลือจะกล่าว ต้องใช้เวลาอยู่กว่าชั่วโมงที่จะแต่งหน้าสำเร็จ และหวังว่ามันจะให้ผลดีสมที่ตั้งใจไว้“รู้สึกท่าทางคุณดูสับสนยังไงพิกลนะคะ” เธอเอ่ยออกไปขณะเปิดเมนูด้วยการตวัดปลายนิ้วที่เล็บฉาบไว้ด้วยสีแดงฉานอันที่จริงคำว่า “สับสน” น่าจะไม่ใช่คำที่ถูกต้องนักใช้คำว่าแปลกใจมากกว่า หรือถ้าจะให้ตรงต่อเป้าหมายก็เห็นจะต้องควรจะใช้คำว่า “หวาดระแวง” นั่นแหละถูกต้องที่สุดเพราะมันมีเหตุผลมากมายนับร้อยพันที่ทำให้เขาไม่เหมือนไมเคิล วูลฟ์ คนที่เธอคาดหวังไว้ว่าจะได้เผชิญหน้าด้วยเลย เธอสังเกตเห็นแผงขนตาของเขาที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับเรือนผมสีเทาเงินอย่างสิ้นเชิง นี่เธอควรจะถอดวิกที่สวมไว้ออก แล้วก็สารภาพทุกสิ่งทุกอย่างให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลยดีหรือไม่นะ...?แต่เธอจะทำอย่างนั้นได้อย่างไรกันเล่า เพราะเมื่อมาถึงเวลานี้เธอก็ได้ลงทุนไปมากมายแล้ว เงินจำนวนที่เธอมุ่งหวังตั้งใจไว้ว่าจะใช้ให้เกิดดอกออกผลด้วย มันเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เธอมีอยู่ในมือเสียด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าหมดเงินจำนวนนี้แล้ว มันก็หมายถึงความสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าเธอจะมีความฉลาดหลักแหลมมีความซื่อตรงสุจริตใจสักเพียงไรแต่ถ้าไม่มีเงินถึงถึงขั้นหมดตัวเช่นนี้มันก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี เพราะฉะนั้นความหวังเดียวที่มีอยู่ในใจก็คือ ไมเคิลจะยอมตกลงว่าจ้างเธอให้ทำงานโดยปราศจากข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น"คืออย่างนี้นะคะไมเคิล... คุณคงไม่ลืมว่า...เอ้อ...ฉันหมายถึงว่ากับการที่คุณต้องยุ่งอยู่กับงานตลอดเวลา มันก็เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่คุณจะจำอะไรไม่ได้ทั้งหมด และเราเองก็ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน แต่ว่าเรื่องนั้นมันก็ไม่สำคัญอะไรหรอกนะคะ ว่าแต่...คุณอยากจะให้ฉันช่วยทบทวนความทรงจำให้หน่อยดีไหมล่ะคะ? ”เขาเอนหลังลงพิงพนัก รอยยิ้มจางๆ ที่ชวนให้ใจระทึกฉาบขึ้นบนใบหน้า“ก็ดี ถ้าคุณจะเมตตา”“ค่ะ...” เธอกระแอมไล่ความฝืดในลำคอเบาๆ พร้อมกับขยับขึ้นนั่งตัวตรง เหงื่อเริ่มซึมออกมาบ้างแล้ว ยังไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องสำอางที่พอกหน้าไว้ แล้วยังวิกผมนั่นอีกเล่า ...พระเจ้า...มันคันยิบไปทั้งหัวอะไรเช่นนี้...ทั้งที่เธอตั้งความหวังมาแล้วว่าวันนี้จะลวงล่อเขาได้สำเร็จ แต่ในที่สุดมันคล้ายจะจบลงตรงที่อนาคตของเธอขึ้นอยู่กับเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นเสียแล้ว “คือ...เราเคยพูดจาเรื่องนี้กันมาแล้วเมื่อสักสองเดือนก่อนเห็นจะได้ ”“พูดกันทางโทรศัพท์งั้นหรือครับ? ”“ก็ใช่น่ะสิคะ ฉันบอกคุณแล้วไงคะว่าเพื่อนคนหนึ่งซึ่งรู้จักเราทั้งสองคนเป็นผู้แนะนำฉันให้มาหาคุณ”“เขาเป็นใครกัน? ”ก่อนหน้านั้น มาเบล วูลฟ์ แม่ของเขาได้ให้ชื่อบุคคลที่ลูกชายรู้จักมามากมาย แต่ดูเหมือนจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ลิซซี่สามารถอ้างชื่อได้โดยจะไม่เป็นอันตรายต่อตัวเอง“ไอแซค เพิร์ลค่ะ” วูลฟ์ยกแก้วมาร์ตินี่ขึ้นดื่ม เมื่อวางแก้วลงเขาก็เอ่ยออกมาสั้นๆ ว่า“แต่เขาตายไปแล้วนี่”"ฉันรู้ค่ะ ฉันยังไปงานฝังศพเขาเลย”“ผมก็ไป แต่ไม่ยักเห็นคุณ”“อาจจะเป็นเพราะคุณไม่ทันสังเกตก็ได้นี่คะ แต่ฉันนะเห็นคุณแน่ เพราะคุณคงไม่รู้ตัวหรอกนะคะว่าคุณออกจะเด่นไม่เหมือนใคร เรื่องนั้นช่างเถอะค่ะ แต่ว่าก่อนหน้านั้นฉันเคยรับงานของมิสเตอร์เพิร์ลมาแล้ว ซึ่งเขาพอใจมากทีเดียว แล้วก็เลยแนะนำต่อให้ฉันมาหาคุณ ทั้งยังแนะนำให้ฉันมาพบคุณด้วยตัวเองอีกด้วยนะคะฉันไม่แน่ใจหรอกค่ะว่าเขาจะรู้หรือว่าคิดเอาเองว่าคุณอยากจะได้นักตกแต่งภายในสักคนหนึ่งหรือเปล่า แต่ฉันก็ทำไปตามคำแนะนำของเขาเท่านั้น” เธอยกแก้วมาร์ตินี่ขึ้นจิบ “เท่าที่พูดมานี่พอจะเตือนความจำขึ้นมาได้บ้างหรือยังล่ะคะ? "“ก็นิดหน่อย...” เขาตอบอย่างคลุมเครือเต็มที่