เส้นทางอสุรา

    บทที่ 51 ผู้ถูกเลือก (เล่ม 2)

    เล่ม 2



    บทที่ 51 ผู้ถูกเลือก



    อาคารรับรองอันโอ่อ่า ประดับประดาไว้ด้วยภาพวาดและภาพอักษรลายพู่กันที่งดงามทั้งแฝงความอ่อนโยนประดุจผีเสื้อราตรีที่กำลับโบยบิน ที่แห่งนี้บุรุษหนุ่มในวัยยี่สิบสองยี่สิบสามในชุดคลุมไหมเงินผู้หนึ่งกำลังจับจ้องมองด้วยนัยน์ตาที่ทอแววชื่นชม บุรุษหนุ่มผู้นี้ดูสูงโปร่งสมสัดส่วนของชายชาตรี ใบหน้าของมันคมคายแลขาวผ่องเจ้าสำอาง ดวงตาฉายแววถึงพลังชีวิตรวมถึงจิตวิญญาณที่ไม่อ่อนด้อย มันยืนท่ามกลางอาคารรับรองที่เต็มไปด้วยภาพวาดที่ดึงดูดสายตา ทว่าตัวตนของมันกลับดูเด่นกว่าภาพวาดหรือภาพอักษรลายพู่กันเหล่านั้นอยู่ไม่น้อย


    ตรงกลางอาคารรับรอง จัดวางโต๊ะเตี๊ยเรียบง่าย ที่นั่งเป็นเบาะรองพื้นมิใช่เก้าอี้ นั่งไว้ด้วยสตรีสะคราญโฉมสองผู้ที่มีใบหน้าเรียบเฉยคล้ายไร้ความสนใจต่อตัวตนของบุรุษหนุ่มผู้นั้น


    สตรีนางหนึ่งอยู่ในช่วงวัยสี่สิบต้นๆ ใบหน้ารูปงามเคล้าความมีอายุแต่ก็ยังผุดผาดมิแพ้สตรีในวัยสามสิบ ส่วนสตรีอีกนางราวกับถอดใบหน้ามาจากสตรีกลางคนนางนั้น เมื่อได้ทั้งรูปหน้า ดวงตา จมูก คิ้ว รวมทั้งอายุเพียงยี่สิบปีซึ่งอ่อนวัยกว่าครึ่งหนึ่ง นางจึงนับเป็นสตรีที่งามหยาดเยิ้มจนยากที่ชายใดจะละสายตา บุรุษหนุ่มที่แสร้งทำทีมองภาพวาดและภาพอักษรลายพู่กันอยู่ ที่แท้มันก็ลอบมอบนางอยู่ตลอดเวลา


    “ช่างงดงามจริงๆ"

    บุรุษหนุ่มกล่าวขึ้น พลางมองไปที่สตรีเยาว์วัยนางนั้น แล้วกล่าวต่อ

    “ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเจ้าของผลงาน”


    เป็นสตรีกลางคนที่กล่าวขึ้น

    “คุณชายหลวนคุนมาถึงที่นี่คงมิใช่เพียงมาชมความงามหรอกกระมัง”


    บุรุษหนุ่มผู้นี้นามหลวนคุน มันเดินเข้าไปนั่งลงเบาะรองพื้นตรงข้ามสตรีทั้งสอง ยิ้มพลางกล่าวว่า

    “ท่านอาซุนอย่าได้ทำห่างเหิน เพราะอีกไม่นานพวกเราย่อมได้เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว”


    สตรีเยาว์วัยกลับหลุดแค่นเสียงออกมา

    “เหอะ ท่านมั่นใจถึงเพียงนั้น"


    หลวนคุนยิ้มอย่างถือดี

    “ในบรรดาเมืองใหญ่ทั้งเก้าแห่งแคว้นหมื่นขุนเขา คุณชายหรือคุณหนูใหญ่ของแต่ละเมืองที่อยู่ที่นี่ข้าล้วนรู้จักดี ท่านเองก็รู้จัก โดยเฉพาะคุณชายทั้งห้าเหล่านั้นมีใครเทียบเทียมข้าบ้าง”

    หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะหันไปประสานมือขึ้นทางทิศตะวันตก

    “เรื่องนี้ท่านอา ไม่สิ ท่านเจ้าเมืองซุนก็น่าจะรู้ดี ไม่จำเป็นต้องทูลขอให้เรื่องเกิดความยุ่งยากเช่นนั้น”


    สตรีเยาว์วัยนางไม่แม้แต่จะมองหน้าของหลวนคุน สายตามองผ่านไปยังประตูทางเข้า ปากก็กล่าวว่า

    “ข้าเป็นบุตรีคนโตและเป็นบุตรสืบสายโลหิตเพียงคนเดียวที่ท่านพ่อมีอยู่ เช่นนั้นคงมิใช่จะยกให้ใครก็ได้ คนที่ไร้คุณสมบัติจึงสมควรถูกตัดทิ้งออกไป การที่ท่านเอ่ยถึงการตัดสินใจของท่านพ่อข้าเช่นนี้ มิใช่ว่าท่านมีดีเพียงยกตนข่มคนอื่น แต่ลึกๆ ในใจกำลังหวาดกลัวอยู่หรอกหรือ"


    หลวนคุนหลุดหัวเราะออกมา

    “ฮ่าฮ่าฮ่า น้องหญิงหนิงเซียนกล่าวมามีเหตุผล มีบุตรตรีเลิศล้ำราวหลุดลงมาจากฟากฟ้าจะยกให้ใครง่ายๆ ได้อย่างไร หากเป็นข้าก็ไม่ยอมเช่นเดียวกัน เป็นข้าที่เบาปัญญาเอง กล้าเกิดข้อโต้แย้งในความคิดของบิดาท่าน เช่นนั้นคงได้แต่ปฏิบัติตามกติกาแล้ว”


    สตรีกลางคนกล่าวอย่างรู้ทัน

    “เมื่อคุณชายกล่าวเช่นนี้แล้ว เรื่องที่มาที่นี่คงไม่จำเป็นแล้วใช่หรือไม่"


    ใบหน้าของหลวนคุนยังเจือด้วยรอยยิ้ม

    “ข้าแค่อยากมาเยี่ยมเยียนพวกท่านทั้งสอง พร้อมนำชาดีจากเมืองของข้ามาฝาก"


    สตรีเยาว์วัยกล่าวบอกปัดน้ำใจอย่างชัดเจน

    “ไม่ลำบากท่าน พวกเราสองแม่ลูกชื่นชอบน้ำชาจากเมืองจรดเมฆามากกว่า”


    หลวนคุนยิ้มคราหนึ่ง แล้วประสานมือ

    “เช่นนั้นข้าก็ไม่รบกวนแล้ว ขอลาท่านอาและน้องหญิง”


    หลวนคุนเดินออกจากอาคารรับรองด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ทันทีที่ขาก้าวพ้นจากอาคารรับรอง สีหหน้าของมันก็ทอแววเดือดดาลขึ้นมาทันที มือของมันกำห่อชาไว้แน่น กัดฟันกล่าวเสียงพึมพำออกมา

    “เย่อหยิ่งอวดดีไปเถอะ ปฏิเสธไมตรีข้าอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้ เมื่อเจ้าตกเป็นของข้าเมื่อไหร่ ข้าจะทำให้เจ้าสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ข้าจะทำให้เจ้าสยบต่อข้าผู้นี้ทั้งกายและใจ!”


    หลวนคุนออกไปนานแล้วสตรีกลางคนผู้นั้นก็มองบุตรีของตนด้วยความสงสาร ไม่คิดว่าครานี้นางก็ถูกลากให้ต้องไปเป็นหนึ่งในเบี้ยกระดานใหม่ด้วย สตรีสองนางนี้หนึ่งคือภรรยาของซุนหลง นามซุนเหลียน อีกหนึ่งเป็นบุตรีสืบสายโลหิตเพียงหนึ่งเดียว นามซุนหนิงเซียน


    ซุนหนิงเซียนมองแววตาของมารดาก็พอคาดเดาความคิดของมารดาได้ แต่ด้วยสภาพการณ์และตัวตนของนางก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ คงได้แต่หวังว่าบิดาจะแก้หมากกระดานนี้ได้อย่างที่เคยทำ หมากที่ถูกบีบให้บุตรีต้องเข้ามาพัวพันอย่างไร้ทางเลือก

    “ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง เหตุการณ์หลายอย่างท่านพ่อก็สามารถผ่านพ้นมาได้ ข้าเชื่อว่าครั้งนี้ท่านพ่อก็ต้องช่วยข้าได้เช่นเดียวกัน”


    ซุนเหลียนกล่าวอย่างเป็นกังวล

    “แต่แม่มองทางใดไม่ออกเลยจริงๆ ไม่ว่าจะคุณชายเมืองใดก็มิได้ดีไปกว่าหลวนคุนเท่าไหร่ และที่สำคัญไม่มีใครที่พลังจิตวิญญาณโดดเด่นกว่าหลวนคุนซักคน”


    ซุนหนิงเซียนทอประกายตาที่ฉายแววความเด็ดเดี่ยว

    “หากไร้หนทางใดให้แก้ได้จริง ข้าจะไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือให้ใครใช้ทำอันตรายท่านพ่ออย่างแน่นอน”


    ได้ฟังเช่นนั้นจิตใจของซุนเหลียนก็พลันหล่นวูบ ความหมายในวาจานางแทบเข้าใจดี อยู่ที่นี่หากหนีนับเป็นกบฏเจ็ดชั่วโคตร นางจึงมิน่าจะสื่อถึงการหนีอย่างแน่นอน

    “ลูกแม่ เจ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร"


    ซุนหนิงเซียนวางฝ่ามือกุมกำชับยังมือของมารดา

    “ท่านแม่ ข้าก็แค่กล่าวไปอย่างนั้น อย่างไรซะข้าก็เชื่อในท่านพ่อ ท่านพ่อไม่มีทางปล่อยข้าตกไปอยู่ในมือของใครง่ายๆ แน่"


    เสียงฝีเท้าก้าวเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ สตรีสองนางเห็นผู้มาก็ปรากฏสีหน้ายินดี ลุกขึ้นจากโต๊ะออกไปรับมันทันที ผู้มาคือบุรุษหนุ่มพกดาบแดง ซุนหาน


    ซุนหานประสานมือคารวะ

    “ท่านแม่บุญธรรม"


    ซุนเหลียนรีบกล่าว

    “ท่านพ่อเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”


    ซุนหนิงเซียนก็ถามอย่างใคร่รู้

    “ท่านพ่อของพวกเราสบายดีหรือไม่ท่านพี่”


    ซุนหานตอบด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

    “ท่านสบายดี และยังฝากความคิดถึงมายังทุกคน”


    สีหน้าของสตรีทั้งสองดูผ่อนคลายลงเป็นอย่างมาก เพราะสถานการณ์แห่งคืนเดือนมืดครานั้น พวกนางไม่เห็นทางใดเลยที่ซุนหลงจะประสบวาสนามากกว่าชะตากรรม

    “ขอบคุณสวรรค์ที่ไม่ทอดทิ้งมัน"


    “สวรรค์ยังเป็นใจที่ประทานฝนให้ท่านพ่อได้ทันเวลา"


    ซุนหานนึกถึงสหายที่พึ่งคบค้ากันของตนจึงกล่าวว่า

    “จะขอบคุณสวรรค์อย่างเดียวก็คงไม่ถูกทั้งหมด"


    สตรีสองนางมองซุนหานเป็นจุดเดียว ซุนหานก็กล่าวต่อ

    “ต้องขอบคุณคนผู้หนึ่งที่ยืนหยัดเคียงข้างบิดาบุญธรรมจนวินาทีสุดท้ายด้วย”


    ซุนหนิงเซียนกล่าวถามขึ้นด้วยความสนใจ

    “คนผู้นั้นเป็นใคร?"


    ซุนหานมองน้องสาวบุญธรรมของตนด้วยรอยยิ้ม ก่อนตอบว่า

    “ผู้ที่ถูกเลือก”


    ซุนหนิงเซียนขมวดคิ้วน้อยๆ พลางทวนคำออกมาอย่างแผ่วเบา

    “ผู้ที่ถูกเลือก… มันเป็นคนเช่นไรกัน?”


    ซุนหานวางมือลงบนบ่าของน้องสาวตน

    “ซักวันเจ้าจะได้พบมัน”

    .

    .

    .


    เฉินซือหยางปลดดาบดำจากแผ่นหลังก่อนฟาดฟันเข้าใส่ประตูทางลับเบื้องหน้าอย่างรุนแรง จนเกิดการสั่นกระเพื่อมไปทั่วอาณาบริเวณ มันฟันดาบไปหลายครั้ง แต่เพียงสร้างได้แค่รอยขีดข่วนบนประตูเบื้องหน้าเท่านั้น ประตูลับนี้และผนังโดยรอบทำมาจากโลหะเนื้อดี แต่ที่ดีกว่าเนื้อโลหะก็คือพลังจิตวิญญาณที่ถูกส่งผ่านไว้ในเนื้อโลหะ เป็นระดับพลังจิตวิญญาณที่ไม่ธรรมดา ทั้งยังคงอยู่ไม่เสื่อมสลาย มันจึงมิอาจทำลายประตูตรงหน้าด้วยพลังทางกายภาพที่มีอยู่ของตน จักใช้ดาบบรรพตคั่นฟ้า คุณสมบัติจำเพาะของดาบนี้ก็ทำให้มันยกฟันได้ไม่กี่ครา ดาบบรรพตคั่นฟ้าดึงดูดชักนำพลังจิตวิญญาณที่สะสมบนผนังประตูมาสะสมในตนเองได้บางส่วนก็หนักอึ้งยากยกขึ้นในระยะเวลาอันสั้น พลังจิตวิญญาณส่วนที่เหลือในผนังประตูจึงยังเพียงพอต่อการกักขังชายหนุ่มไว้


    “อย่าได้เสียเวลา เจ้าในตอนนี้ยากจะทำลายพลังจิตวิญญาณที่ถ่ายเทบนประตูลับนี้ลงได้”

    จินเยว่กล่าวเช่นนั้นเฉินซือหยางจึงเก็บดาบ


    “ข้ายังฝึกไม่พอสินะ”

    เงียบเล็กน้อย ก่อนที่บุรุษหนุ่มจะทุบหมัดลงยังผนังทางเดิน

    “น่าเสียดายจริงๆ อุตส่าห์ได้เบาะแสแล้วแท้ๆ ข้ากลับมาไม่ทันการณ์ นี่เท่ากับว่าถ่อมาถึงเมืองหลวงแต่ไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย"


    จินเยว่กลับกล่าวแย้ง

    “ใครว่าล่ะ นี่คือเบาะแสชั้นดีต่างหาก"


    “ท่านจะหมายความว่าอย่างไร"


    “ตอนแรกข้าคิดว่าคนที่เอามรกตไปจะมีความสามารถพอจะปกปิดการดำรงอยู่ของมรกตได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งเพราะข้าอยู่ในมิติอันเป็นเอกเทศ พลังจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกับอาวุธคู่กายจึงถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง คิดว่าคงมิอาจสัมผัสถึงมรกตของตนได้อีกแล้ว ทว่าสิ่งที่ข้าคิดกลับไม่ใช่ทั้งหมด ข้ายังสามารถสัมผัสถึงพลังตกค้างของพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งคู่กายตนได้บ้าง ขอเพียงไปในสถานที่ที่มรกตนั่นเคยดำรงอยู่”


    “ท่านจะหมายความว่ามรกตของท่านเคยอยู่ที่ห้องลับนี่”


    “มิผิด แม้จะเจือจางมาก แต่ข้าก็พอสัมผัสได้ โดยเฉพาะตำแหน่งของศพชายผู้นั้น”


    เช่นนั้นเฉินซือหยางจึงกลับเข้าไปยังห้องลับ ค้นดูรอบบริเวณและบนศพของตันไห่ มองร่างที่ถูกหนึ่งคมตัดเฉือนคอหอยตกตายในทีเดียว คาดว่าผู้ลงมือคงไม่ธรรมดา และผู้ลงมือก็คงมีส่วนเกี่ยวข้องกับมรกตที่หายไปด้วย


    จินเยว่กล่าวขึ้น

    “เป็นเช่นนี้นี่เอง"


    “อะไรหรือ?"


    “การปรากฏร่องรอยของพลังแห่งมรกตมิใช่เพียงว่ามันถูกพาไปที่ใด แต่ดูเหมือนว่าผู้เอามันไปยังคิดใช้พลังจากมรกตด้วย แม้มิอาจใช้ได้ แต่มันก็ไปทำให้เกิดการกระตุ้นของพลังจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งในตัวมรกตจนแผ่พลังที่แสดงความต่อต้านออกมา”


    “เช่นนั้นท่านไม่เพียงแต่ต้องตามร่องรอยของมรกตจากสถานที่ที่มันนำพาไป แต่ท่านต้องภาวนาให้คนผู้นั้นฝืนใช้พลังมรกตนั่นด้วยจึงจะทิ้งร่องรอยพลังตกค้างให้สัมผัสได้"


    “ไม่ผิด”


    “เช่นนี้จะต่างจากงมเข็มในมหาสมุทรอย่างไร"


    “อย่างน้อยก็รู้ว่ามันเคยอยู่ที่เมืองนี้ หรือไม่ก็อาจยังอยู่ที่เมืองนี้ก็เป็นได้"


    เฉินซือหยางมองรอบกายของตันไห่อย่างถี่ถ้วนอีกรอบ

    “การตายของมันเป็นเพราะมรกตหรือเป็นเพราะการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองกันแน่นะ ตายเพราะการชิงอำนาจของผู้อื่นนับเป็นความโชคร้ายสิ้นดี ข้าเองก็เกือบตายเพราะเกมอำนาจของผู้อื่นมาแล้ว"


    จินเยว่ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ตนประสบมาอย่างมากมาย

    “ที่ใดไม่มีการแย่งชิง มีแต่คนตายเท่านั้นจึงไม่ถูกแย่งชิง เช่นนั้นเจ้าไม่มีทางจะหลุดจากวังวนแห่งสัจธรรมเหล่านี้ได้ แม้เจ้าจะเลือกเส้นทางเดินเอง สุดท้ายแล้วก็มิอาจหลีกเลี่ยงจากการแย่งชิงซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกอันยากควบคุมทั้งสิ้น เรื่องนี้เจ้าน่าจะเข้าใจดีเพราะเคยเกิดขึ้นในตระกูลของเจ้าเอง เกิดขึ้นกับพี่น้องตนเอง… เห็นหรือไม่ แม้เจ้าไม่แย่งชิงก็จะมีคนมาแย่งชิงจากเจ้า ไม่ว่าเรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง"


    เฉินซือหยางคิดตามก็เห็นว่าโลกนี้เป็นเช่นนั้นจริงๆ โลกไม่เคยปราณีต่อใคร ผู้ที่อ่อนแอก็มักตกเป็นเหยื่อให้ผู้แข็งแกร่งแย่งชิงเสมอ

    “เพราะเช่นนี้สินะข้าถึงต้องเลือกเส้นทางความแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจนใครหน้าไหนก็มิอาจมาแย่งชิงบนเส้นทางของข้าได้"


    “ก่อนที่เจ้าจะคิดถึงเส้นทางนั้น เจ้าควรหาวิธีออกจากห้องลับนี่ก่อน ดังนั้นก็จงรีบเข้ามาที่มิติของข้าได้แล้ว การฝึกเพิ่มระดับพลังทางกายภาพของเจ้ายังรออยู่ เมื่อยังไม่มีพลังจิตวิญญาณ มีแต่ต้องพึ่งพลังทางกายภาพที่จะพาเจ้าออกไป”


    แม้นึกถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัสจากการฝึกคราก่อน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ลังเลหรือปริปากบ่น มันพร้อมที่จะรับการฝึกจากจินเยว่อีกครั้ง


    ขณะจะปล่อยจิตให้ว่างเปล่าไร้ตัวตนเพื่อเข้าสู่มิติ หางตาก็มองไปเห็นมือที่กำแน่นหดเกร็งของตันไห่ เฉินซือหยางจึงละสมาธิแล้วลองยื่นมือไปแกะมือที่กำแน่นของศพตันไห่ดู เห็นเป็นเศษผ้าไหมสีเงินเปื้อนโลหิตชิ้นเล็กๆ มันจึงเก็บเศษผ้าชิ้นนั้นไว้ด้วยความสนใจ ก่อนจะเดินไปซ่อนคันฉ่องในที่ลับตา แล้วร่างก็เลือนหายเข้าสู่มิติภายในคันฉ่องไป


    เบาะแสสำคัญในการตามมรกตของจินเยว่ นอกจากพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งแห่งมรกตที่ถูกพลังจิตวิญญาณอื่นกระตุ้นจนมันปลดปล่อยพลังต่อต้านออกมาอย่างเจือจาง ก็ยังมีเศษผ้าชิ้นหนึ่งที่ถูกกำไว้ในมือของตันไห่






    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสุรา ที่คุณอ่าน

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912