เช้าความคึกคัก
โดยเฉพาะหมื่นพัน
วันนี้ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มติดอยู่ตลอดเวลา
จนทองขาวอดแซวไม่ได้
"ยิ้มตั้งแต่ตื่นจนจะออกเดินทางแล้วนะ"
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที
"คงฝันดีทั้งคืนกระมัง..ท่านหมื่น"
"หรือยังคิดถึงใครบางคนอยู่"
เหล่าลูกน้องต่างช่วยกันรุมแซว
หมื่นพันพยายามทำหน้าขรึม
แต่สุดท้ายก็เก็บรอยยิ้มเอาไว้ไม่ได้
ยิ่งทำให้ทุกคนหัวเราะกันหนักกว่าเดิม
แม้แต่ภูผายังอดยิ้มไม่ได้
เมื่อคืนนี้ ทั้งภูผาและทองขาวออกติดตามหมื่นพันออกไปในระยะไกล ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วง แต่เป็นความอยากรู้อยากเห็น จึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ทองขาวอดไม่ได้ ที่จะเล่าให้คนอื่นฟังต่อ
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว
ขบวนจึงเริ่มออกเดินทาง
ครั้งนี้มีผู้คนมาส่งไม่มากนัก
เพราะภูผาไม่ได้ประกาศให้ใครทราบล่วงหน้า
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบๆ
เป้าหมายต่อไปของพวกเขา คือ เมืองศรีเทพ
เมืองสำคัญที่ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมหลักของอาณาจักรอยุธยา
ไม่ว่าจะเดินทางจากเหนือสู่ใต้
หรือตะวันออกสู่ตะวันตก
ล้วนต้องผ่านพื้นที่แห่งนี้
ภูผาให้ความสำคัญกับเมืองศรีเทพเป็นอย่างมาก
เพราะจากข้อมูลที่รวบรวมมา
ทางตะวันออกของเมือง ห่างออกไปไม่ไกลนัก
มีแนวภูเขา ป่าไม้ และแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์
หากเกิดสงครามใหญ่ขึ้นจริง
พื้นที่แห่งนั้นสามารถพัฒนาเป็นฐานลับหรือที่หลบภัยได้อย่างยอดเยี่ยม
ทั้งป้องกันง่าย
และยากต่อการถูกค้นพบ
ตลอดสามวันของการเดินทาง
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น
ไม่มีโจรผู้ร้าย
ไม่มีเหตุร้าย
ไม่มีใครคอยติดตาม
ราวกับโชคชะตากำลังเข้าข้างพวกเขา
เมื่อเข้าสู่วันที่สาม
กำแพงเมืองศรีเทพก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ผู้คนเดินทางเข้าออกอย่างคึกคัก
เกวียนสินค้าต่อแถวยาวเหยียด
พ่อค้า นักเดินทาง และชาวบ้านจำนวนมาก
ทำให้เมืองแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวากว่าเมืองที่ผ่านมาหลายแห่ง
หลังผ่านด่านตรวจเรียบร้อย
ภูผาก็เริ่มดำเนินการตามแผนเดิม
เลือกพื้นที่เหมาะสมสำหรับตั้งค่ายพักชั่วคราว
ไม่ใกล้เมืองจนเกินไป
แต่ก็สะดวกต่อการขนส่งสินค้า
เหล่าลูกน้องต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่
บางคนดูแลสินค้า
บางคนติดต่อพ่อค้า
บางคนสำรวจตลาด
เพียงไม่นาน การค้าขายก็เริ่มดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
สินค้าหลายชนิดได้รับความสนใจจากผู้คนในเมืองทันที
ขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับงานของตน
ภูผากลับขี่ม้าออกจากค่ายเพียงลำพัง
สายตาของเขามองไปยังทิศตะวันออก
สถานที่ที่เขาสนใจมาตลอดการเดินทาง
หากข่าวสงครามที่ได้รับมาเป็นความจริง
วันหนึ่ง พื้นที่แห่งนี้อาจกลายเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก
และเขาต้องเห็นกับตาตัวเอง
ว่ามันเหมาะสมเพียงใด
ม้าคู่ใจควบผ่านทุ่งหญ้าและเนินเขาเตี้ยๆ
ก่อนที่ภูผาจะหยุดอยู่บนเนินสูงแห่งหนึ่ง
เบื้องหน้าคือผืนป่าอันกว้างใหญ่
แนวเขาสลับซับซ้อนทอดยาวสุดสายตา
ลำธารสายเล็กหลายสายไหลมาบรรจบกัน
ดวงตาของภูผาเป็นประกายขึ้นทันที
เพราะนี่...
อาจเป็นสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง
ในแผนการรับมือสงครามที่กำลังจะมาถึง
………
ห่างออกไปหลายร้อยลี้
ภายในพระราชวังหลวงแห่งอังวะ
ท้องพระโรงขนาดใหญ่ถูกประดับประดาอย่างวิจิตรตระการตา
เสาหินแกะสลักลวดลายมังกรและสิงห์ศักดิ์สิทธิ์ตั้งเรียงราย
เหล่าขุนนาง เสนาอำมาตย์ และแม่ทัพนายกองชั้นสูง ต่างยืนประจำตำแหน่งอย่างสงบ
บรรยากาศเคร่งขรึมจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจ
บนบัลลังก์ทองคำสูงสุด
พระเจ้ามังระประทับนั่งอย่างองอาจ
พระเนตรกวาดมองผู้คนเบื้องล่างด้วยความมั่นคง
เบื้องหน้าพระองค์
คือสี่ยอดขุนพลแห่งราชวงศ์คองบอง
อะแซหวุ่นกี้
เนเมียวสีหบดี
มังมหานรธา
และมังเยยางู
แม่ทัพผู้สร้างชื่อจากสงครามนับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อทุกคนพร้อม
พระเจ้ามังระจึงตรัสขึ้น
"ถึงเวลาแล้ว"
ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
"ครั้งนี้ เราจะทำลายอยุธยาให้สิ้น"
คำตรัสสั้นๆ แต่หนักแน่น
ทำให้สายตาของทุกคนเปล่งประกายขึ้นทันที
พระเจ้ามังระทรงลุกขึ้นยืน
ก่อนชี้ไปยังแผนที่ขนาดใหญ่ซึ่งกางอยู่กลางท้องพระโรง
"เนเมียวสีหบดี"
แม่ทัพเฒ่าก้าวออกมาคุกเข่ารับบัญชา
"ข้าน้อยรับพระบัญชา"
พระเจ้ามังระตรัส
"เจ้าจะนำทัพห้าหมื่นนาย"
"เข้าตีหัวเมืองทางเหนือ"
"ตั้งแต่เมืองน่าน ลงมาจนถึงหัวเมืองสำคัญทั้งหมด"
"ยึดเสบียง"
"รวบรวมไพร่พล"
"ใช้ทรัพยากรทุกอย่างเพื่อหล่อเลี้ยงกองทัพ"
เนเมียวสีหบดีรับคำทันที
"ข้าน้อยจะไม่ทำให้ผิดหวัง"
จากนั้นพระเจ้ามังระหันไปอีกด้าน
"มังมหานรธา"
แม่ทัพใหญ่ก้าวออกมา
"ข้าน้อยรับพระบัญชา"
"เจ้าจะนำทัพสี่หมื่นนาย"
"เข้าทางด้านใต้"
"เริ่มจากหัวเมืองแถบราชบุรี"
"ค่อยๆ ตีโอบขึ้นไปทางเหนือ"
มังมหานรธาก้มศีรษะรับคำ
“ข้าจะรั้งอยู่ที่ทัพหลวง คอยสนับสนุนกำลังพลและเสบียง
พระเจ้ามังระใช้ไม้ชี้ลากเส้นบนแผนที่
เส้นทางของทั้งสองกองทัพค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน
ก่อนมาบรรจบกันที่จุดเดียว
กรุงศรีอยุธยา
พระองค์ตรัสต่อ
"เมื่อถึงเวลา"
"ให้ตั้งค่ายใหญ่เหนือและใต้พระนคร"
"อีกสี่ค่ายเป็นปีกซ้ายขวา"
"ปิดล้อมทุกเส้นทาง"
หลายคนพยักหน้าตาม
แต่สิ่งที่พระเจ้ามังระตรัสต่อมา
กลับทำให้แม่ทัพหลายคนประหลาดใจ
"ไม่ต้องรีบตีเมือง"
ทั้งท้องพระโรงเงียบลง
พระองค์ตรัสต่ออย่างช้าๆ
"อยุธยาแข็งแกร่งด้วยกำแพง"
"แต่ทุกเมืองอ่อนแอด้วยหัวใจคน"
"จงตัดเสบียง"
"ตัดกำลังสนับสนุน"
"ตัดการติดต่อกับหัวเมืองภายนอก"
"ปล่อยให้ความหวาดกลัวเติบโตภายในกำแพง"
"เมื่อถึงวันนั้น"
"พวกมันจะพ่ายแพ้ด้วยตัวเอง"
อะแซหวุ่นกี้พยักหน้าอย่างชื่นชม
นี่คือแผนการที่ใช้กำลังน้อยที่สุด
แต่ทำลายศัตรูได้มากที่สุด
พระเจ้ามังระทอดพระเนตรไปยังเหล่าแม่ทัพ
ก่อนตรัสเสียงหนักแน่น
"จงเตรียมกองทัพทั้งหมด"
"ภายในสามเดือน"
"เราจะออกศึก"
เหล่าแม่ทัพพร้อมใจกันคุกเข่า
"ข้าน้อยรับพระบัญชา!"
เสียงตอบรับดังกึกก้องไปทั่วท้องพระโรง
หลังความเงียบกลับคืนมา
พระเจ้ามังระกลับตรัสอีกเรื่องหนึ่ง
น้ำเสียงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
"แล้วเรื่องมือสังหารผู้นั้น..."
บรรยากาศพลันเปลี่ยนไป
เหล่าแม่ทัพสบตากัน
ไม่มีใครกล้าพูดก่อน
ในที่สุดอะแซหวุ่นกี้จึงก้าวออกมา
"จนถึงขณะนี้ ยังไม่ทราบตัวตนที่แท้จริงพระเจ้าข้า"
"แต่จากข้อมูลที่ได้รับ เป็นทหารมียศ สังกัดสวรรคโลก"
"ชายผู้นั้นมีวิชาตัวเบาและการลอบสังหารเหนือกว่าคนทั่วไปมาก"
พระเจ้ามังระหรี่พระเนตรลง
ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นยังคงติดอยู่ในพระทัย
ชายลึกลับที่สามารถสังหารยอดฝีมือหลายคน
แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ราวกับภูตผี
"ตามหาต่อไป"
“แม้แต่สมิงนรธาที่ส่งไปสืบหา ก็ไร้ข่าวคราว”
พระองค์ตรัสเสียงเย็น
"ไม่ว่าจะเป็นคนของอยุธยา"
"หรือคนของผู้ใด"
"ข้าต้องรู้ว่ามันเป็นผู้ใดกันแน่"
คำสั่งนั้นทำให้ทุกคนรู้ทันที
ว่าสำหรับพระเจ้ามังระ
บุรุษลึกลับผู้นั้น
อาจเป็นภัยอันตรายไม่แพ้กองทัพนับแสนของอยุธยาเลยแม้แต่น้อย...