หัวหน้ากองทหารองครักษ์ผู้นั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ “ก็แค่ดื่มกันคนละคำจะเป็ไรไป ในวังคุ้มกันเข้มงวดอยู่แล้ว ไม่มีเื่อะไรหรอก”
เซี่ยงอวี่กลับโคลงศีรษะกล่าวคำด้วยท่าทางจริงจัง “วาจานี้กล่าวผิดแล้ว องครักษ์ในวังล้วนเกียจคร้านกันเช่นนี้ แล้วพวกจ้าวอ๋องจะหวังพึ่งใครให้มาปกป้องได้”
หัวหน้ากองทหารองครักษ์ถูกทำให้เสียอารมณ์ พลันขว้างจอกสุราลงพื้น พูดเสียงเดือดดาล “ข้าเชิญเ้าดื่มสุราก็เพราะให้เกียรติ! เ้าถึงกับกล้าตำหนิว่าข้าทำผิด! ข้าจะบอกเ้าให้ ตระกูลของข้าสืบทอดตำแหน่งหัวหน้ากองทหารองครักษ์กันมารุ่นสู่รุ่น อาณาบริเวณแห่งนี้ข้าเป็คนพูดตัดสิน! เ้าเป็หัวหน้าเข้ามาใหม่คนหนึ่ง ต่อให้จงรักภักดีต่อจ้าวอ๋องเพียงใด ล่วงเกินข้าก็ไม่มีทางได้ดีเช่นกัน เย็นนี้ไม่อนุญาตให้เ้ากินข้าว!”
เซี่ยงอวี่เห็นคนผู้นี้วางอำนาจบาตรใหญ่ก็กำหมัดแน่นอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่ ใบหน้าเครียดขมึงทึง อยากจะเข้าไปซัดหัวหน้าทหารองครักษ์ผู้นั้นล้มลงกับพื้นให้รู้แล้วรู้รอด!
ทว่าเซี่ยงอวี่นึกถึงสิ่งที่เสวี่ยสวินฝากฝังกับเขาไว้ก่อนหน้านี้ จึงนึกกังวลกลัวจะมีคำเล่าลือโคมลอยในวัง กลืนโทสะที่คุกรุ่นในใจกลับลงไปอย่างฝืนๆ
…
ม่านราตรีปกคลุม เปลวเทียนในตำหนักอิ๋งเมิ่งส่ายไหวหรุบหรู่ เครื่องหอมสงบใจในเตาทองคำโชยฟุ้งปะทะใบหน้า
จ้าวเสวี่ยสวินฟุบหน้ากับโต๊ะด้วยอารมณ์มัวหมอง คิ้วงามได้รูปขมวดเข้าหากันน้อยๆ ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใด
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างพยายามพูดปลอบ “องค์หญิงอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้ อยากให้ไปเชิญคนที่ทำให้ท่านเบิกบานใจมาหรือไม่เพคะ”
“เื่ของหลิวเจียวทำข้ารำคาญจะตายแล้วอยู่แล้ว ยังมีใครทำให้ข้าเบิกบานใจได้อีก...”
แค่คิดว่าเสด็จพ่อจะพระราชทานตนให้สมรสกับหลิวเจียว เสวี่ยสวินก็อดกลุ้มใจไม่ได้แล้ว
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ตกสู่ภวังค์คิด ไม่นานก็เม้มริมฝีปากกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คุณชายจางเอ่อร์อย่างไรเล่าเพคะ! เวลาพวกท่านอยู่ด้วยกัน องค์หญิงมักจะยิ้มแย้มเสมอ”
เสวี่ยสวินตอบรับอย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก “จริงหรือ”
ในสมองนางหวนนึกถึงแต่่เวลาที่ได้พบเจอทำความรู้จักกับเซี่ยงอวี่ ในใจพลันมีความสุขชนิดหนึ่งที่ยากอธิบาย
พี่ใหญ่เซี่ยงช่วยชีวิตตนครั้งแรกในป่า พวกเขาสนทนากันอย่างมีความสุขบนโรงเตี๊ยมเหอเฟิง รวมถึงฉากที่พี่ใหญ่เซี่ยงปกป้องตนจนได้รับาเ็...
สาวน้อยล้วนชมชอบวีรบุรุษ เสวี่ยสวินย่อมไม่มีข้อยกเว้น นางบังเกิดความคิดฉับไว “เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ รีบเอาชุดนางกำนัลมาให้ข้า!”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ถามด้วยความสงสัย “องค์หญิงจะเอาชุดนางกำนัลไปทำอะไรเพคะ”
เสวี่ยสวินคลี่ยิ้มหวาน พูดน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ “ข้าจะไปหาพี่ใหญ่เซี่ยง เ้าไปเรียกญาติผู้พี่มาด้วย”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ขานรับอย่างเชื่อฟัง
…
ทว่าในเวลานี้ จางเอ่อร์กำลังร่ำสุราอยู่คนเดียวในอุทยานดอกไม้ของวังจ้าว กลับได้รับจดหมายพิราบส่งมาจากแดนไกล
‘ฉางซานอ๋องไปครานี้นานหลายวัน โปรดกลับฉางซานโดยเร็ว มีกิจสำคัญต้องจัดการ!’
ความจริงแล้ว่หลายวันที่ผ่านมา จางเอ่อร์ใช้พิราบส่งสารสั่งการให้อี้ฝานคนสนิทของตนช่วยดูแลจัดการฉางซานอยู่ตลอด ทว่าลูกน้องคนสนิทเห็นเขาชักช้าไม่ยอมกลับสักที จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งสารมาเร่ง
แต่ไรมาคุณชายจางเอ่อร์เป็คนวิริยอุตสาหะรักปวงประชาเสมอ ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อเสียงดีงามขจรขจาย
บัดนี้จางเอ่อร์ใช้ชีวิตอยู่ในแคว้นจ้าว ใช้เวลาอยู่กับญาติผู้น้องจ้าวเสวี่ยสวินทุกเช้าค่ำ รับรู้ถึงความสุขที่ไม่เคยััมาก่อน ไม่นึกเลยว่าจะอาวรณ์จนตัดใจจากไปไม่ได้
จางเอ่อร์ไม่เคยครุ่นคิดตกตะกอนมาก่อน แท้จริงแล้วตนมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใด นับั้แ่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งฉางซานไว้ให้เขา บนร่างกายตนก็เหมือนมีูเาลูกใหญ่กดทับไว้ เหนื่อยล้ามากเหลือเกิน...
แต่เขายังกล้าหาญแบกมันขึ้นมา ทำให้ฉางซานเจริญรุ่งเรือง ไม่มีชาวบ้านคนใดไม่เคารพรักเขา
หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครหัวเราะไปกับเขา ทว่าการปรากฏตัวของเสวี่ยสวินทำให้เขารับรู้ได้ทันที ที่แท้ชีวิตคนเราก็มีสีสันได้ถึงเพียงนี้...
ภายในใจจางเอ่อร์สับสนยุ่งเหยิง ดื่มสุราย้อมใจจนเมามาย ชั่วขณะเคลิบเคลิ้มสติพร่าเลือน เห็นเพียงดรุณีสวมอาภรณ์แดงดั่งเพลิงผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้
“สวินเอ๋อร์หรือ” จางเอ่อร์ร้องเรียกหยั่งเชิงถาม
ดรุณีผู้นั้นแท้จริงแล้วกลับเป็จ้าวเมี่ยวหลาน สีหน้านางครึ้มเข้ม เสียงเ็าดุจน้ำแข็ง “ข้าชมชอบท่านยิ่งนัก ในใจท่านกลับมีแต่จ้าวเสวี่ยสวิน เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจ!”
ชั่วขณะที่เมี่ยวหลานหันร่างเดินจากไป จางเอ่อร์ยังคงร้องเรียกอย่างไร้หนทาง “สวินเอ๋อร์ อย่าทิ้งข้าไป...”
แสงดาบเงากระบี่จำนวนหนึ่งประชิดเข้ามาใกล้จางเอ่อร์ที่นอนเมาพับ หากไม่ใช่เพราะเขากำลังเมาสุรา และส่งผู้ติดตามอย่างอาซิ่นไปข้างนอก อย่างไรก็ไม่มีทางที่มือสังหารเหล่านี้จะเข้าใกล้ตัวเขาได้เลย!
บังเอิญเวลาเดียวกันนี้ เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์พาคนมาตามหาคุณชายจางเอ่อร์ กลับพบชายหนุ่มเมาล้มอยู่ข้างโต๊ะศิลา เห็นเงาร่างสีดำกลุ่มหนึ่งกำลังคิดก่อการชั่วก็รีบร้องตวาดทันที “ใครอยู่ตรงนั้น!”
ทว่าเมื่อเดินเข้าไปมองใกล้ๆ ไหนเลยจะเห็นคนผู้ใด มีเพียงลมพัดใบไม้ไหวเบาๆ คล้ายกับเงาดำเหล่านี้หายวับไปชั่วพริบตา
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์รีบประคองจางเอ่อร์ที่เมามายขึ้นมาแล้วพากลับตำหนักอิ๋งเมิ่ง
…
เวลานี้จ้าวเสวี่ยสวินอยู่ในตำหนักอิ๋งเมิ่ง เปลี่ยนมาแต่งกายเป็ชุดนางกำนัลเรียบร้อยแล้ว ครั้นเห็นสภาพเช่นนี้ของญาติผู้พี่ก็ตะลึงไปพักหนึ่ง
เสวี่ยสวินรีบเข้าไปช่วยประคอง ขณะพยุงเขาขึ้นบนตั่งก็พูดบ่นไปพลาง “ตัวเองคออ่อนแล้วยังจะดื่มเสียมากมาย...”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์กล่าว “ดูจากสภาพของคุณชายตอนนี้ ถ้าเกิดจ้าวอ๋องทรงทราบเข้า ย่อมต้องสืบสาวหาความผิดแน่นอน ตอนนี้ยังให้เขากลับไปหอเถาหรานไม่ได้นะเพคะ”
“เ้าอยู่ดูแลเขาก่อน ข้าจะออกไปสักครู่ ประเดี๋ยวกลับมา!”
สิ้นวาจา เสวี่ยสวินก็วิ่งฉิวออกไปใต้หนังตาของเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ ทิ้งนางไว้ในตำหนักอิ๋งเมิ่งเพียงลำพัง
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เป็ห่วงองค์หญิงเรือนตน แต่ก็ต้องอยู่ดูแลคุณชาย ไม่สามารถตามไปได้ ได้แต่จนปัญญาอยู่แบบนั้น
นางยกอ่างน้ำเข้ามา ขณะกำลังเช็ดมือให้คุณชายจางเอ่อร์อย่างระมัดระวัง กลับพบว่าในมือเขากำแผ่นข้อความไว้
เมื่อคลี่ออกอ่าน บนผืนผ้าไหมล้วนเขียนเร่งรัดให้คุณชายรีบกลับฉางซาน คาดว่าคงจะเป็พวกขุนนางใหญ่ทางนั้นเขียนส่งมา
จางเอ่อร์ในตอนนี้เมามายจนไม่รู้เื่รู้ราว ปากยังคงพร่ำเพ้อหาเสวี่ยสวิน “สวินเอ๋อร์ เ้าวางใจได้ ข้ารับปากเ้า จะอยู่ปกป้องข้างกายเ้าตลอดไป”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ตกตะลึงเล็กน้อย ครุ่นคิดด้วยความสงสัย ‘หรือว่าคุณชายจะดื่มสุราเมามายเพราะองค์หญิง...’
...