ตอนที่1 : ยอร์ค
เสียงน้ำที่หยดลงจากผนัง้าประกอบกับความชื้นที่ัักับใบหน้าปลุกให้นครินทร์ตื่นขึ้นจากการหลับไหลเขาฝืนลืมตามองทิวทัศน์โดยรอบที่แตกต่างไปจากที่คุ้นเคย
“ป...ปวดหัวชะมัด”
ถ้าจำไม่ผิด เขาไม่ได้ดื่มหนักถึงขนาดที่จะรู้สึกแฮงค์ขนาดนี้นครินทร์คิดทบทวนถึงความทรงจำที่มีอยู่เลือนลางในหัวเขาพบว่าสิ่งสุดท้ายที่จำได้คือตนกำลังเดินอยู่ในซอยซึ่งเป็ทางกลับบ้านเมื่อเขาพยายามคิดต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ก็รู้สึกปวดศีรษะแปร๊บขึ้นมาเขาจึงละความคิดจากเื่ดังกล่าว แล้วหันมาสนใจกับบรรยากาศรอบๆ
“ที่นี่มัน...ที่ไหน”
เสียงของเขาก้องเป็เอคโค่เหมือนอยู่ในถ้ำรอบๆดูคล้ายกับอุโมงค์ซึ่งแทบไม่มีแสงไฟ ตรงกลางของอุโมงค์มีทางน้ำเป็สายคล้ายกับท่อระบายน้ำและร่างของเขาเหมือนจะเปียกชุ่มไปด้วยน้ำเช่นกัน
แต่เมื่อลดสายตาลงดูเขาก็ต้องใ
“...นี่มันเื?”
นครินทร์พบว่าตนสวมเสื้อเชื้อแขนยาวสีขาวกาเกงผ้าสีดำ เนื้อตัวของเขาชุ่มไปด้วยคราบเื โดยเฉพาะบริเวณหน้าอก ที่อกซ้ายด้านของเสื้อนั้นขาดเป็รูขนาดใหญ่เหมือนมีบางอย่างทะลุตัดผ่านเสื้อและร่างของคนสวมไปแต่น่าแปลกที่ร่างกายของเขาเป็ปกติ และไม่ได้รู้สึกว่าาเ็ที่ใด
ภายหลังจากที่วิตกอยู่พักหนึ่งนครินทร์ก็ค่อยๆใจเย็นลงการเป็ทนายทำให้เขามีประสบการณ์และเคยเห็นความเป็ความตายมาหลายครั้ง มันช่วยทำให้เขาปรับตัวให้สงบลงได้บ้าง
‘เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?’
เขาเริ่มตั้งคำถามทันทีที่ตั้งสติได้เขารีบล้วงมือไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหาเบาะแส มือข้างขวาัับางอย่างนครินทร์หยิบมันขึ้นมาพบว่าเป็กระเป๋าสตางค์ที่ทำจากหนังสัตว์ภายในกระเป๋ามีบัตรที่ทำจากแผ่นโลหะอ่อนๆคล้ายกับบัตรประชาชนอยู่ เขาหยิบมันขึ้นดูแต่แล้วก็ต้องใกับสิ่งที่เห็น
“นิโคลัส... พาร์เลย์”
เขาพึมพำขณะอ่านอักษรที่อยู่บนบัตรที่น่าแปลกใจคือเขามั่นใจว่าตนไม่เคยเห็นตัวอักษรหรือภาษาที่ถูกสลักไว้บนบัตรแต่กลับสามารถอ่านมันได้ รูปภาพที่ติดอยู่บนบัตรไม่ชัดเจนเท่าไหร่นักแต่เขาพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็ชาวตะวันตก
ทำไมกระเป๋าของหมอนี่ถึงอยู่กับเขาแถมยังเป็ชาวต่างชาติอีกต่างหากอีกทั้งนั่นก็ไม่ได้อธิบายว่าทำไมเขาถึงตัวเปื้อนเืนอนอยู่ในท่อระบายน้ำเช่นนี้
คล้ายกับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้นครินทร์หันควับไปที่บริเวณทางซ้ายซึ่งมีแสงจากโคมเทียนอยู่รำไรเขาชะเง้อหน้ามองลงไปยังทางน้ำจ้องดูเงาของตนเองที่สะท้อนกลับมา
ใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยคราบเืและรอยดำจากฝุ่นโคลนแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความสนใจแม้แต่น้อยเนื่องจากใบหน้าที่สะท้านกลับมายังสายตาของตน กลับเป็ใบหน้าของชายผิวขาวซีดจมูกเป็สัน แววตาอิดโรยสีเขียว กับผมสีบลอนด์แก่... แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ใบหน้าของนครินทร์
“ใครวะเนี่ย?”
เขาเอามือลูบหน้าของตนซึ่งเงาที่สะท้อนกลับมาก็ทำเช่นกัน
“นี่คือ... ตัวเรางั้นเหรอ?”
มีบางอย่างผิดพลาดอย่างมหันต์เขาคือนครินทร์ไม่ผิดแน่ แต่ตอนนี้เขากลับมาอยู่ในร่างของชายที่มีชื่อว่า นิโคลัสพาร์เลย์ ในสถานที่ที่ไม่รู้ว่าที่ไหน ในสถานการณ์ที่ผิดแปลกที่สุดเท่าที่จะนึกจินตนาการได้
นครินทร์ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรงบางอย่างที่ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อที่ฉีกขาดตกลงบนพื้นแสงสะท้านจากสิ่งนั้นกระทบมายังตาของเขา นครินทร์เอื้อมมือไปหยิบสิ่งนั้นขึ้น
“กระจก? งั้นเหรอ”
กระจกสีเทานั้นดูเหมือนกับเศษกระจกส่วนที่แตกออกจากกระจกบานใหญ่แต่น่าแปลกที่มันถูกสร้างขึ้นให้ดูเหมือนอย่างนั้นมันมีรูปคล้ายกระจกที่มีห้าเหลี่ยม ขนาดเล็กกว่าฝ่ามือของเขาลวดลายที่ปรากฏอยู่ที่ขอบกระจกคล้ายกับศิลปกรรมโบราณที่เขาไม่สามารถระบุได้
เมื่อมองลึกลงไปในกระจกนคินทร์รู้สึกหนาวเหน็บจนขนลุก จนเขาแทบอยากจะปามันทิ้งแต่เมื่อคิดได้ว่าสิ่งนี้อาจเป็เบาะแสเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นจึงจำใจที่จะเก็บมันกลับไปในกระเป๋า เขาสูดหายใจลึก อารมณ์ที่พลุ่งพล่านสงบลง
‘ก่อนอื่นคงต้องลองสำรวจที่นี่ดูก่อน’
นครินทร์คิดในใจก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นจากนั้นค่อยๆก้าวเดินไปตามทางเบื้องหน้าแสงรำไรที่อยู่ปลายทางบอกเขาว่าเบื้องหน้าคือปลายสุดของอุโมงค์ระบายน้ำซึ่งกับโถงขนาดใหญ่มันอยู่ไม่ไกลจากที่ที่เขาตื่นขึ้นมา
จากร่องรอยคราบเืตามทางที่สวนกับเขาประกอบกับรอยเืที่อยู่บนเสื้อ บ่งบอกบางอย่างกับนครินทร์ ไม่แน่ว่า ‘นิโคลัส พาร์เลย์’ อาจได้รับาเ็สาหัสที่บริเวณหน้าอกแต่เขาตะเกียกตะกายพาตนเองมาจนถึงจุดที่นครินทร์ตื่นขึ้น บางที ‘นิโคลัส พาร์เลย์’ ตัวจริงอาจไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว
กลิ่นโชยเืลอยฟุ้งมาตามอากาศจากโถงเบื้องหน้าสัญชาตญาณบอกเขาว่าเกิดเื่บางอย่างที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวในนั้นแม้ร่างกายจะอยากหันหลังกลับและหนีไป แต่นครินทร์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้าวเดินไปข้างหน้า
แสงกระทบตาของเขาจนต้องเอามือป้องเล็กน้อยโคมไฟขนาดใหญ่ที่ลุกโชติ่อยู่กลางโถงยังคงไม่มอดดับเปลวเทียนถูกจุดอยู่ทุกหนแห่ง หากมองจาก้าจะคล้ายกับมันถูกจุดเรียงเป็สัญลักษณ์เพื่อใช้ในพิธีกรรมบางอย่างแท่นบูชาที่เต็มไปด้วยเื มีดขนาดใหญ่ที่อาบไปด้วยโลหิตสีชาดวางอยู่บนแท่นบูชานั้นร่องหินตามพื้นที่มีแต่โลหิตไหลรินไปตามรอยแยกแต่น่าแปลกที่นครินทร์ไม่พบเห็นผู้ใดอยู่ที่นั่น
เขาค่อยเดินสอดส่องดูบริเวณโดยรอบ นอกจากพิธีกรรมที่น่าสยดสยองและเปลวเทียวที่ลุกไหม้อย่างแ่เบาแล้วเขาก็ไม่พบสิ่งใดที่พอจะเป็เบาะแสได้อีก เขาเดินมาหยุดที่สุดปลายห้องประตูบานใหญ่ซึ่งทำจากไม้ถูกเปิดแง้มเอาไว้ เขาเอื้อมมือเปิด เื้ัคือบันไดหินที่เรียงเป็วงชันสูงเหมือนกับหอคอยนำทางขึ้นไปสู่เบื้องบนซึ่งอยู่สู่เกินกว่าที่ทัศนวิสัยของเขาจะมองเห็นได้
นครินทร์ถอนใจเล็กน้อยก่อนก้าวเดินขึ้นบันไดไป ในใจคิดว่านี่อาจเป็การเดินขึ้นบันได้ที่ยาวที่สุดในชีวิตของเขา
ไม่รู้ว่าผ่านมานานแค่ไหนแต่ขาของนครินทร์ตอนนี้อ่อนล้าจนแทบก้าวไม่ออก หลังผ่านไปอีกพักใหญ่ความมืดมิดกลับค่อยสว่างขึ้นเล็กน้อยเสียงลมที่โชยมาจากเบื้องบนบ่งบอกว่าเขาใกล้ถึงจุดหมายแล้ว
ความเย็นจากภาพนอกกระทบผิวกายภาพด้านนอกซึ่งขณะนี้ยังเป็เวลากลางคืนปรากฏต่อสายตาของเขา เขามองที่ฟ้าเบื้องนอกผืนฟ้าส่องประกายสีน้ำเงินเข้ม ดวงดาวระยิบระยับอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีสถานที่ไหนในโลกที่จะสามารถมองเห็นดวงดาวได้ชัดเจนเช่นนี้แต่น่าแปลกที่เขาไม่สามารถจดจำกลุ่มดาวใดๆที่อยู่บนฝากฟ้านั้นได้ราวกับมันไม่เคยมีอยู่มาก่อน
ลมที่พัดกระทบทำให้เขารู้หนาวจับใจเมื่อพิจารณาจากต้นไม้ที่ผลัดใบโดยรอบ นี่อาจเป็่ฤดูใบไม้ร่วงซึ่งแตกต่างจากที่นคินทร์จำได้ เพราะเขาแน่ใจว่าเดือนนี้อยู่ในหน้าร้อน
แสงสลัวจากเสาไฟย้อนยุคที่มีอยู่ประปรายตามทางทำให้เขามองเห็นโดยรอบที่นี่คือสุสานเหมือนที่เขาเคยเห็นตอนไปเที่ยวที่ยุโรปและดูเหมือนจะตั้งอยู่บนเขาสูง เมื่อหันมองเื้ัเขาพบว่าทางที่ออกมาเป็กระท่อมเล็กๆหลังหนึ่งไม่น่าเชื่อว่าภายในจะมีบันใดที่เชื่อมลึกลงไปจนถึงท่อระบบน้ำได้
“เฮ้พวก! นายมาทำอะไรที่นี่ดึกดื่นป่านนี้?”
เสียงเรียกปลุกนครินทร์ขึ้นจากภวังค์ เมื่อหันไปตามเสียงก็พบกับชายสูงอายุผมขาวเคราสีเทายาวใส่เสื้อโค้ดที่ขาดวิ่น ลักษณะคล้ายกับคนไร้บ้านนครินทร์รีบตั้งการ์ดขึ้น จากเหตุการณ์ที่เขาได้พบเจอมาคืนนี้ก็เป็เื่ยากที่เขาจะไม่รู้สึกระแวงชายเบื้องหน้า
“โว้ว ใจเย็นพวก!ฉันมาดีนะ ว่าแต่นายโอเครึเปล่า”
นครินทร์นิ่งอยู่พักหนึ่งเนื่องจากเขามั่นใจว่าตนไม่เคยได้ยินภาษานี้แต่เขากลับเข้าใจที่ชายชราพูดเป็อย่างดี สุดท้ายเขาก็ตอบกลับไปว่า
“ผมสบายดี”
ชายชราเหลือบตามมองนครินทร์หัวจรดเท้าแววตาบ่งบอกว่าไม่เชื่อที่เขาพูด แต่ต่อมาก็ยักไหล่ตอบว่า
“ถ้านายว่างั้น ฉันก็ไม่ขัดศรัทธานะ...ว่าแต่นายมาทำอะไรที่นี่ตอนนี้? ที่นี่เป็เขตหวงห้ามที่ไม่ให้คนนอกเขามารู้รึเปล่า”
‘ถ้างั้นไหงลุงถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?’
เขาคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไปและตอบคำถามชายชราไปว่า
“ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามาอยู่นี่ได้ยังไง”
ชายชรามีสีหน้าข้องใจชั่วครู่ก่อนจะยกไหล่ยอมแพ้
“เอาเถอะถ้านายไม่อยากบอกก็ไม่ใช่เื่ของฉันสักหน่อย ว่าแต่นายรู้ทางกลับเมืองมั้ย?อยากได้คนเดินไปส่งมั้ยล่ะ?”
อาจเพราะถ้าท่าของนครินทร์ดูไม่สู้ดีนักชายชราจึงอาสาเดินไปส่งเขา ซึ่งนครินทร์ก็พยักหน้ารับทันทีเนื่องจากเขาเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนอยู่ที่ไหนหากไม่มีคนช่วยบอกทาง
ระหว่างที่เขาเดินตามชายชราลงไปด้านล่างตามถนนดินชายชราก็เอ่ยแนะนำตัวขึ้นว่า
“ฉันชื่อ เดิร์ค... คนแถวนี้เรียกฉันว่าเดิร์ค เดอะ เบกเกอร์ ยินดีที่ได้รู้จักนะพวก”
ชายชรากล่าวพร้อมยื่นมือขวามาทางนครินทร์
นครินทร์ชะงักเล็กน้อยในใจครุ่นคิดถึงสิ่งที่พบเจอมาวันนี้ทั้งหมด ตัวตนของเขาตอนนี้เปลี่ยนไปจากเดิมไม่แน่ว่านับจากนี้ไป เขาอาจจะไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตในฐานะ ‘นครินทร์’ ทนายความธรรมดาๆที่ก้าวเดินตามฝันของตนในความทรงจำของเขาอีก
เมื่อคิดถึงความเป็ไปได้ที่จิติญญา ‘นิโคลัส พาร์เลย์’จะไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว บางทีเขาอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในฐานะของ ‘นิโคลัส พาร์เลย์’ ต่อไปนับจากนี้บางทีนี่อาจเป็โชคชะตาที่ถูกประทานมาโดยพระเ้า... หรือไม่ก็บางสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
จิตใจของนครินทร์สงบนิ่งลงเขาตัดสินใจละทิ้งตนตัวที่เคยเป็และโอบรับตัวตนใหม่ของเขา
“ผม.... นิโคลัส พาร์เลย์ยินดีที่ได้รู้จัก”
นิโคลัสกล่าวพร้อมเอื้อมมือไปจับกับเดิร์ค(ต่อจากนี้จะแทนชื่อตัวเอกด้วยนิโคลัสนะครับ)
“คุณพอจะบอกผมได้มั้ยว่าเราอยู่ที่ไหนตอนนี้?”
นิโคลัสเอ่ยถามชายชราเลิกคิ้วข้างขวาตอบกลับอย่างสงสัย
“นายไม่รู้งั้นเหรอว่าเราอยู่ที่ไหน?ฉันดูท่าทางนายแล้วนึกว่าเป็คนท้องที่ซะอีกนะพวก”
“....พอดีผมเพิ่งกลับมาจากที่แสนไกลโพ้นน่ะ”
นิโคลัสเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องบนที่แสนไกลนั้นบางทีเขาอาจจะได้เดินทางกลับไปในสักวัน
“อ้า พอดีเลย มันอยู่ข้างหน้านี่เองตามมาสิ”
ชายชราโพล่งขึ้นพร้อมชี้ไปตามทางเบื้องหน้า แมกไม้รอบๆที่เคยบดบังทัศนวิสัยค่อยๆพ้นสายตาไปเผยให้เห็นทิวทัศน์ที่ถูกบดบังไว้ทิวเขาที่มีถนนดินทอดยาวไปกับถนนหินเบื้องล่าง ซึ่งเชื่อมต่อไปสู่ตัวเมือง
นิโคลัสมองไปยังสถานที่เบื้องล่างั์ตาของเขาเบิกกว้างราวกับไม่เชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ภูมิทัศน์ที่สงบนิ่งแต่ลึกลับสว่างไสวด้วยโคมไฟที่กะพริบไปตามท้องถนนที่ทอดสายยาวไปในตัวเมืองอาคารที่ตั้งอยู่ไม่เหมือนกับตึกราบ้านช่องที่เขาเคยเห็นในยุคปัจจุบันแต่กลับเหมือนสถาปัตยกรรมในยุค 1700-1800 ทางทิศตะวันออกและตะวันตกมีโบสถ์ขนาดใหญ่ที่มียอดแหลมชี้ขึ้นฟ้าสูงตั้งตะหง่านราวกับผู้พิทักษ์ที่เงียบงันทิศเหนือของเมืองมีปราสาทขนาดใหญ่ โอบล้อมไปด้วยกำแพงหินสูงหลายเมตรในมุมและตรอกมืดทางด้านทิศใต้ซึ่งแสงเข้าไม่ถึง ให้ความรู้สึกราวกับเงามืดภายใต้แสงรำไรกำลังมีชีวิตเป็ของตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด ดวงจันทร์ส่องแสงสีเงินลงมาบนเมืองอาบหลังคาและยอดหอคอยด้วยแสงอันบริสุทธิ์ ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีหมองจากและดวงดาวเป็ฉากหลัง
นิโคลัสรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่โลกเดิมที่เขารู้จักและคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว
“ขอต้อนรับกลับสู่ ยอร์ค นะพวก”
เสียงของเดิร์คดังขึ้นพร้อมกับมือที่ตบมาที่บ่าเรียกสติของนิโคลัสกลับมา
“ฮะๆ”
นิโคลัสเปล่งเสียงออกมาจากลำคอที่แหบกร้านอย่างช่วยไม่ได้
ให้ตายสิ...ดูเหมือนว่าความหวังที่จะได้กลับบ้านของเขาคงจะเป็ไปได้ยากซะแล้ว
10.10.550
NicolasParlay
Transmigrator