[จบ] ไลฟ์สดดูดวง โดย หมอดูเซียนสาว

    บทที่ 36 ความห่วงใย มีให้กันบ้างไหม

            บทที่ 36 ความห่วงใย มีให้กันบ้างไหม


            ตอนที่เธอไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เด็กผู้หญิงถักผมเปียก็ยืนขึ้นพูดแทนเธอ “เตียงในห้องพักเป็นของทุกคน คนละหนึ่งเตียง ทำไมเธอถึงเอาของไปวางไว้บนเตียงคนอื่นแบบนั้นล่ะ? ถ้าเธอวางของไว้แบบนั้น แล้วเพื่อนจะนอนยังไง?”


            “ฉันไม่ได้เอาของไปวางบนเตียงของเธอสักหน่อย! ยุ่งอะไรด้วยยะ?!”


            “ถ้าเธอไม่ย้ายของออกไป ฉันจะไปบอกอาจารย์ประจำหอพัก!”


            “เธอชื่ออะไรนะ? เก่งมาก ที่กล้ามาต่อกรกับฉัน!”


            “ฉันชื่อหลี่เสี่ยวหว่าน! เธอทำไม่ถูกต้อง ฉันก็ต้องพูดสิ!”


            “หลี่เสี่ยวหว่าน? ดี! ฉันจะจำเอาไว้!”


            วันนั้น หลี่เสี่ยวหว่านช่วยใบเมเปิลสีแดงเอาไว้ได้ หญิงสาวซาบซึ้งใจมาก ทั้งสองจึงกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พวกเธอกินข้าวด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน และทำแบบฝึกหัดด้วยกัน 


            แต่ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพวกเธอกลับทำให้เด็กผู้หญิงผมลอนโมโห เธอจึงคิดแผนร้ายขึ้นมาได้


            โดยแกล้งทำเป็นดีกับใบเมเปิลสีแดง จากนั้นก็ยุแยงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหลี่เสี่ยวหว่าน 


            แม้กระทั่งจงใจให้เธอเห็นกับตาว่า ชายที่เธอรัก กำลังมอบจดหมายแทนความรู้สึกให้กับหลี่เสี่ยวหว่าน สร้างรอยร้าวในมิตรภาพของทั้งคู่อย่างไม่อาจหวนคืน


            หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความโดดเดี่ยวและการกลั่นแกล้งก็เกิดขึ้นกับเด็กสาวผู้น่าสงสารตลอด 2 ปี


            ในตอนแรก ใบเมเปิ้ลสีแดงก็ไม่อยากทำแบบนั้นกับเธอหรอก แต่เพียงแค่เธอแสดงความเห็นใจหลี่เสี่ยวหว่านออกมาแม้แต่น้อย ก็จะถูกเพื่อนคนอื่น ๆ รังแกและทิ้งให้โดดเดี่ยวเช่นกัน 


            เพราะเด็กผู้หญิงผมลอนเป็นลูกคนรวย มีอำนาจ บรรดาเพื่อนร่วมชั้นจึงเข้าข้างเธอทั้งหมด ไม่ว่าจะจริงใจหรือแสร้งทำ แม้แต่ครูก็ยังทำเป็นมองไม่เห็น


            และแม้ว่าครอบครัวของใบเมเปิลสีแดงจะค่อนข้างมีฐานะ แต่ก็เทียบกับครอบครัวของเด็กหญิงผมลอนไม่ได้เลย เธอจึงไม่กล้าต่อต้าน


            จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ ถูกหล่อหลอม จากคนที่ไม่กล้าทำร้ายใคร กลายเป็นคนที่ทำได้ จากคนที่ยืนดูเฉย ๆ กลายเป็นผู้ลงมือ…


            25 ปีผ่านไป เธอไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับเพื่อนสาวคนนั้นอีกเลย


            แม้กระทั่งจะเดินเข้าไปในโรงเรียนที่เคยกลืนกินชีวิตของเด็กสาว เธอก็ยังไม่กล้า


            เธอกลัวหลี่เสี่ยวหว่าน กลัวจนถึงขั้นต้องจงใจลืมเรื่องราวในอดีตไปเสียมากมาย


            กระทั่งวินาทีนี้ ที่เธอจากโลกนี้ไปตลอดกาล ใบเมเปิลสีแดงจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ครั้งหนึ่ง เราเคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมากแค่ไหน เคยสนิทสนมกลมเกลียวกันเพียงใด


            เพราะความขี้ขลาดของตัวเอง กลัวถูกเพื่อนที่โรงเรียนรังแกและทิ้งให้โดดเดี่ยว เธอจึงร่วมมือกับเพื่อนคนอื่น ๆ รังแกเพื่อนสนิทของตัวเอง!


            “หลี่เสี่ยวหว่าน... เสี่ยวหว่าน... ฉันผิดไปแล้ว ฉันผิดไปแล้วจริง ๆ!” เธอร้องไห้เสียใจ แต่ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว


            ผิดไปแล้วก็คือผิดไปแล้ว ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจจะติดตามเธอไปชั่วชีวิต


            ซางเฟยหว่านไม่ได้รู้สึกสงสารหญิงตรงหน้าเลย เธอแค่รู้สึกว่ามันช่างไร้สาระ


            เดิมที หลี่เสี่ยวหว่านก็แค่ไปขัดขวางเพื่อนร่วมชั้นเพื่อนช่วยใบเมเปิลสีแดง แต่คนที่เธอเคยช่วยเหลือ กลับกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทำร้ายเธอเสียเอง


            ขณะที่ใบเมเปิลสีแดงยังคงจมอยู่กับความเจ็บปวดจากเรื่องราวในอดีต ซางเฟยหว่านก็เดินเข้ามาหาเธอแล้วพูดว่า "มือถือคุณยังอยู่ใช่ไหม? เมื่อกี้ตกลงกันแล้วนะ หนึ่งล้าน ฉันไม่ชอบเรื่องยืดเยื้อ รีบจ่ายรีบจบจะดีกว่า"


            เสียงร้องไห้ของเธอหยุดชะงัก เธอยังไม่ทันได้คร่ำครวญเรื่องราวในอดีตให้จบ ก็ถูกทวงหนี้ ทำเอาเธอปรับความรู้สึกแทบไม่ทัน


            ซางเฟยหว่านขมวดคิ้ว "อย่าบอกนะว่าคุณจะเบี้ยว? หลี่เสี่ยวหว่านเพิ่งไปได้ไม่ไกล ฉันเรียกเธอกลับมาคุยกันดี ๆ ก็ได้นะ"


            ใบหน้าของเธอซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว "อย่า ๆ! ฉันจะโอนให้เดี๋ยวนี้ โอนเดี๋ยวนี้เลย!"


            ไม่นานนัก ซางเฟยหว่านก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีอีก หนึ่งล้าน 


            เธอเผยรอยยิ้มแห่งความพอใจ "การไม่โดนหักเปอร์เซ็นต์จากแพลตฟอร์มนี่มันดีจริง ๆ"


            เมื่อซางเฟยหว่านกำลังจะจากไป ทันใดนั้น เสียงของใบเมเปิลสีแดงก็รั้งเธอไว้ "คุณหมอดู ลูกสาวฉันยังไม่ฟื้นเลย เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า"


            "ร่างกายของเธอถูกวิญญาณสิงสู่ ก็ต้องอ่อนแอลงบ้างเป็นธรรมดา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร พาเธอกลับไปพักฟื้นสักพักก็คงหายเป็นปกติ"


            "ถ้าอย่างนั้น... ถ้าอย่างนั้น… ตอนลูกสาวฉันฟื้นขึ้น เธอจะจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ได้หรือเปล่า"


            แม่แต่ละคนล้วนปรารถนาให้ตนเองเป็นแบบอย่างที่อ่อนโยนและใจดีในสายตาของลูก ๆ ใบเมเปิลสีแดงก็เช่นกัน


            ซางเฟยหว่านส่ายหัวอย่างน่าเสียดาย "เธอจะต้องจำได้ เพราะหลี่เสี่ยวหว่านใช้วิชาภาพลวงวิญญาณในตอนที่สิงร่างของเธอ ทำให้เรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้น ในความรู้สึกของลูกสาวคุณ จึงเหมือนกับว่า เธอได้ประสบพบเจอกับเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตนเอง"


            ไม่ว่าจะเสียใจหรือไม่ ไม่ว่าผู้เสียหายจะยังคงติดใจเอาความหรือไม่ สิ่งที่ทำลงไปแล้วไม่อาจลบเลือนได้ เช่นเดียวกับบาดแผลที่ไม่อาจหายไปในฉับพลัน


            หลังจากจัดการเรื่องของใบเมเปิลสีแดงเสร็จแล้ว ซางเฟยหว่านก็กลับไปยังห้องเช่า และสานต่อการบำเพ็ญเพียรตามปกติ


            จนกระทั่งบ่ายวันรุ่งขึ้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น


            เสียงของไป๋จวิ้นแฝงไปด้วยความสะอื้นไห้ดังผ่านมาทางปลายสาย "คุณย่า ช่วยฉันด้วย หมอบอกว่าฉันอาจจะต้องเป็นอัมพาตครึ่งซีก ฉันรู้สึกได้ว่า คืนนั้นเป็นเธอที่ช่วยชีวิตฉันไว้ เธอพอจะมีวิธีช่วยฉันไหม ฉันไม่อยากเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต!"


            ซางเฟยหว่านพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "คนแบบนี้ชอบหาเรื่องตาย ช่วยชีวิตกลับมาก็ตายอยู่ดี"


            ไป๋จวิ้นจึงรีบพูด "ฉันผิดไปแล้ว คุณย่า ฉันรู้ว่าฉันผิดไปแล้ว ฉันสัญญาว่า ครั้งหน้าจะไม่ทำอะไรเสี่ยงตายอีกแล้ว จะไม่ขับรถเร็ว... ไม่สิ ฉันจะไม่ขับรถแล้ว ฉันจะจ้างคนขับรถ ฉันจะไม่แตะพวงมาลัยอีกเลย! คุณย่า! อย่าทิ้งฉันไปแบบนี้ได้ไหม?" 


            ซางเฟยหว่านจึงยอมอ่อนลง "เย็นนี้ฉันจะไปหา"


            พูดจบเธอก็วางสายไป


            เวลาล่วงเลยไปจนถึงราวสองทุ่มกว่า ซางเฟยหว่านจึงได้ปรากฏตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้ง


            ตอนนี้ โรงพยาบาลได้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่วุ่นวายในตอนกลางวันไปแล้ว การมาของเธอจึงไม่เป็นที่สนใจของใครมากนัก


            ไป๋จวิ้นถูกย้ายไปอยู่ที่ห้องพักฟื้นธรรมดาแล้ว 


            ถึงจะบอกว่าธรรมดา แต่ที่จริงแล้วมันไม่ธรรมดาเลยสักนิด การตกแต่งภายในนั้นหรูหราเทียบเท่ากับห้องสวีทในโรงแรมหรูเลยทีเดียว


            เพียงแต่ภายในห้องพักที่กว้างขวางนั้น มีเขานอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง 


            ผ้าพันแผลที่ศีรษะของเขาถูกแกะออกแล้ว ปล่อยให้ผมสีแดงฟูฟองอยู่บนหมอน ทำให้เขาดูเหมือนตุ๊กตาฝรั่งเก่า ๆ ที่ดูทรุดโทรม 


            มีพยาบาลเข้ามาตรวจอาการของเขาเป็นระยะทุกครึ่งชั่วโมง เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ก็จากไปด้วยความโล่งใจ


            ด้านนอกมีพยาบาลที่เข้าเวรกำลังคุยกัน


            “คุณชายไป๋นี่รอดมาได้ก็บุญมากแล้วนะ บาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น ตามหลักแล้วไม่ตายก็ต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทรา นี่ผ่านไปแค่วันเดียว ด่าคนอื่นได้แล้วเนี่ย อัศจรรย์จริง ๆ!”


            พยาบาลอีกคนพูดขึ้นว่า “อัศจรรย์อะไรกัน ก็แค่รวยน่ะสิ ยาดี ๆ อะไร ๆ ก็ประโคมใส่ ผลลัพธ์มันก็ต้องดีอยู่แล้ว”


            “รวยมากก็ไม่ได้ดีเสมอไปหรอก ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็จืดจาง เขาน่ะเกิดอุบัติเหตุใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเป็นบ้านอื่น ป้า ๆ น้า ๆ คงมาเยี่ยมกันเต็มแล้ว แต่นี่ดูเขาสิ มีแค่คุณนายไป๋มาเยี่ยมสองครั้ง แล้วก็บินไปต่างประเทศอีกแล้ว ลูกชายเป็นอัมพาต แม่แท้ ๆ ยังไม่มาเฝ้าไข้เลย ส่วนพ่อเขาน่ะไม่ต้องพูดถึง ไม่โผล่หัวมาเลยสักนิด”


            ประตูห้องพักผู้ป่วยไม่ได้ปิดสนิท ไป๋จวิ้นที่นอนอยู่บนเตียงจึงได้ยินบทสนทนาของพยาบาลทั้งสองอย่างชัดเจน 


            ในใจของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย


            ก่อนที่คุณนายไป๋จะไป เธอก็ได้บอกให้เขาโทรหาหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น


            เขากลายเป็นอัมพาตไปแล้ว แต่แม่ของเขากลับไม่มีแม้แต่คำปลอบโยน ไม่แม้แต่จะอยู่ข้าง ๆ!


            เขาอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเขาตายในอุบัติเหตุรถชนครั้งนั้น พ่อกับแม่จะเสียน้ำตาให้เขาบ้างไหม?



    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ไลฟ์สดดูดวง โดย หมอดูเซียนสาว ที่คุณอ่าน