ขบวนม้าเร็วที่ร่วมตามเสด็จมีหยางเสียนายกองเยี่ย นายกองหลี และทหารติดตามอีกหนึ่งกองเล็กๆทั้งหมดเดินทางออกจากเหลิงอานมาได้ห้าวันแล้วหยุดพักค้างคืนตามโรงเตี๊ยมของเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ที่เป็ทางผ่าน
เมื่อตะวันเริ่มลับจากฟ้าทั้งหมดก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่บริเวณเชิงเขาแห่งหนึ่งในอำเภอเอ้อร์หลิน นายกองเยี่ยให้นายทหารไปขอเข้าพักค้างแรมร่วมกับชาวบ้านโดยยินดีจ่ายเงินให้เป็สินน้ำใจ ขบวนผู้ติดตามต้องแยกกันไปพักตามบ้านหลังต่างๆที่มีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน
“ห้องนี้ใหญ่ที่สุดในบ้านข้า พักสองคนได้สบายๆ ประเดี๋ยวข้าจะให้คนยกเตียงมาให้”หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวอย่างเป็มิตร เขาเดาว่าคนที่มีสง่าราศีและดูทรงอำนาจที่สุดซึ่งยืนอยู่ต่อหน้าเขาคงจะเป็หัวหน้าของทหารพวกนั้น
ก่อนหยางเสียจะมีโอกาสได้บอกว่านางยินดีนอนที่ยุ้งข้าวท่านผู้เฒ่าผู้เป็หัวหน้าหมู่บ้านก็หายไปกุลีกุจอจัดการเื่ต่างๆ อย่างเร็วรี่หญิงสาวจึงหอบสัมภาระของตัวเองจะวิ่งตามออกไป
“จะไปไหน” องค์ชายฝานจิ้งตรัสถามขึ้น
“ข้าจะไปบอกท่านตาว่าไม่ต้องยกเตียงมาให้เสียเวลาน่ะขอรับข้าออกไปนอนที่ยุ้งข้าวก็ได้ เมื่อตอนเดินผ่านเข้ามา ข้ามองเข้าไปข้างในนั้นเห็นมีกองฟางกองใหญ่...น่าจะนอนได้” เมื่อทูลความเสร็จหยางเสียก็โค้งตัวจะจากไปแต่พระองค์ก็ตรัสเรียกนางไว้ก่อน
“ไม่ต้อง...ห้องกว้างนอนด้วยกันก็ไม่เห็นจะเป็ไร” จะแยกกันทำไมให้ยุ่งยากอย่างไรเสียเมื่อไปถึงเจิ้งถง เขาก็ต้องอาศัยร่วมกระโจมวนเวียนอยู่ใกล้ๆคอยรับใช้อยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปบอกว่าไม่ต้องยกเตียงมา ข้าปูผ้านอนที่พื้นก็ได้ พื้นนี่ก็สะอาดดี”แล้วนางก็วิ่งออกจากห้องเพื่อไล่ตามติดหัวหน้าหมู่บ้านให้ทัน
หลังอาหารมื้อค่ำหยางเสียยกอ่างน้ำอุ่นมาให้ท่านแม่ทัพทรงเช็ดพระวรกาย ก่อนลงมือจัดแท่นบรรทมสำหรับพระองค์จัดเสร็จแล้วหญิงสาวก็ถอยไปจัดที่หลับนอนสำหรับตัวเอง ด้วยอากาศที่นี่หนาวกว่าเหลิงอานนางจึงขอผ้าห่มมาเพิ่มอีกหนึ่งผืนสำหรับพระองค์ด้วย และสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ก็คือเตาไฟเล็กๆสำหรับให้ความอบอุ่นในห้อง ก่อนหน้านี้นางได้ออกไปก่อไฟแล้วรอแค่ให้ถ่านติดไฟหมดควันก็จะออกไปยกเข้ามา
เม็ดฝนนอกหน้าต่างเริ่มพร่างพรมลงมา หยางเสียก็วิ่งกลับเข้ามาในห้องพักพร้อมกับเตาไฟอย่างน้อยก่อนที่จะทรงบรรทม ใกล้พระที่ก็จะมีแต่ความอบอุ่นในคืนอากาศหนาวเหน็บอย่างนี้
“อ๊ะ!” หญิงสาวถึงกับผงะ ก่อนจะรีบก้มหน้าต่ำเพราะไม่กล้าจะมองท่านแม่ทัพตรงๆ เพราะตอนนี้ทรงกำลังผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์พอดีนางรีบวางเตาไฟในมือลง แล้วเสเดินไปแง้มบานหน้าต่างออกเล็กน้อยเพื่อให้อากาศถ่ายเท
อาการตกอกใขวยเขินจนหน้าแดงของหยางเสียนั้นก่อให้เกิดความคลางแคลงขึ้นในพระทัย
ข้ามีแขนงอกออกมาอีกข้างหรือไรแค่ถอดเสื้อยังทำท่าขวัญหายขนาดนี้ ถ้าเกิดทรงถอดหมดทั้งชุด ชายหนุ่มจะไม่พาลเป็ลมล้มพับลงเลยหรือหยางเสียอยู่ในค่ายจะไม่เคยได้ถอดเสื้ออาบน้ำร่วมกับเพื่อนทหารคนอื่นบ้างเชียวรึ...แปลกคนนักหน้าต่างนั่นมันก็มีแค่สองบาน ยืนเสียเวลาเปิดเป็นานสองนาน
เมื่อหันกลับมาอีกที หยางเสียก็ลอบถอนหายใจเพราะท่านแม่ทัพอยู่ในฉลองพระองค์ใหม่เรียบร้อยแล้วนางเคยเห็นผู้ชายถอดเสื้อมาก่อนหน้าแล้วอาเค่อกับอาฮุ่ยก็เคยถอดเสื้อเดินไปมาให้เห็นบ้าง หรือย้อนไปถึงสมัยที่อยู่หอฮวาหงนางเคยเห็นผู้ชายบางคนเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเกือบจะหมดตัวมาแล้วเช่นกันแต่กับท่านแม่ทัพฝานจิ้งผู้นี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงไม่คุ้นชินเสียทีใจมันเต้นโครมครามแทบจะกระโจนออกมาจากอกทุกครั้งทุกคราวยามเมื่อเห็นทรงแต่งกายไม่เรียบร้อยถ้าอยากอยู่ใกล้พระองค์ไปนานๆ คงต้องฝึกตัวฝึกใจให้เห็นเป็เื่ธรรมดาให้ได้คงไม่มีผู้ชายคนไหนเห็นผู้ชายด้วยกันถอดเสื้อแล้วหน้าร้อนวูบๆ วาบๆ กระมัง
เฮ้อ...นางรู้สึกเหมือนอากาศในห้องมันไม่พอให้หายใจเอาเสียเลย หยางเสียเดินตัวลีบเข้าไปขยับเตาไฟให้ใกล้แท่นบรรทมแล้วรีบกลับไปยังที่ทางของตน
ดวงพระเนตรคมมองตามชายหนุ่มซึ่งกำลังล้มตัวลงนอนขดในผ้าห่ม
เ้านี่...ยังมาทำถอนหายใจ ชักทรงอยากจะเห็นคนเป็ลมล้มพับเข้าให้แล้ว
กลางดึกหยางเสียลุกออกไปเข้าห้องน้ำ เมื่อกลับมาก็พบว่าไฟในเตา มอดดับไปแล้วคิ้วของหญิงสาวขมวดเข้าหากันก่อนก้าวเท้าเงียบกริบไปยังเตียงที่ท่านแม่ทัพบรรทมอยู่รองแม่ทัพเหอบอกให้คอยดูแลพระองค์ให้ดี
ยิ่งดึกอากาศจะยิ่งหนาวข้าเอาผ้าห่มมาให้ตั้งสองผืนยังไม่ทรงห่มอีกหรือว่าพระองค์ทรงนอนดิ้นจนผ้าห่มหลุดกันเลื่อนแน่
หยางเสียค่อยๆ ขยับผ้าห่มขึ้นคลุมพระวรกายตากลมโตทอดมองดวง พระพักตร์คมโดดเด่นตัดกับพระเกศาดำสนิทที่รุ่ยร่ายอยู่บนพระเขนย จนไม่อาจจะถอนสายตาไปจากพระองค์ได้โดยง่ายทรงงามทั้งรูปและพระทัย คงจะมีเพียงยามพระองค์บรรทมเท่านั้น ที่ข้าบาทผู้ต่ำต้อยคนนี้จะกล้ามองพระองค์ได้เต็มตา
“ผ้าห่มสองผืน...คงจะพออุ่นไปถึงเช้านะขอรับ” หยางเสียพึมพำก่อนถอยกลับไปยังฟูกนอนของตน
เมื่อความเคลื่อนไหวข้างพระวรกายสงบลงแล้วองค์ชายฝานจิ้งจึงทรงลืมพระเนตรขึ้นชีวิตทหารและการเกิดเป็ราชนิกุลสอนให้พระองค์ทรงตื่นตัวและระแวดระวังภัยอยู่เสมอ จึงทรงรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของหยางเสียั้แ่เขาลุกออกไปนอกห้องแล้วความเอาใจใส่ของหยางเสียนั้นต่างจากบ่าวรับใช้คนอื่นๆ แม้เป็เพียงหน้าที่และสิ่งที่หยางเสียทำให้พระองค์นั้นจะไม่ใหญ่โตอะไรแต่กลับทรงรู้สึกอบอุ่นในพระทัยอย่างประหลาด
อากาศที่คิดว่าจะหนาว... กลับไม่หนาวแล้ว
ตอนรุ่งสาง หยางเสียพบว่ามีผ้าห่มคลุมบนตัวนางเพิ่มอีกผืนเมื่อตื่นขึ้นมาอีกสักพักท่านแม่ทัพก็คงจะตื่นบรรทมนางรีบเตรียมผ้าซับพระพักตร์และออกไปยกอ่างน้ำอุ่นมาไว้ให้พระองค์
เมื่อองค์ชายฝานจิ้งทรงกำลังสรงพระพักตร์หลังตื่นบรรทมหยางเสียก็นั่งคุกเข่าลงข้างๆ พร้อมกับลอบมองพระองค์ไปด้วย นางคิดว่าผ้าห่มผืนนั้นก็คงเป็ท่านแม่ทัพของนางที่นำมาห่มให้
พระองค์ช่างมีน้ำพระทัยเหลือเกิน แม้ข้าเป็เพียงข้ารับใช้แต่ก็ไม่ทรงมองข้าม
“จ้องหน้าข้าแล้วเห็นทางไปเจิ้งถงหรืออย่างไร” องค์ชายฝานจิ้งตรัสเรียบๆโดยไม่มองหน้าหยางเสีย นางสะดุ้งด้วยไม่คิดว่าพระองค์จะทรงทราบว่านางกำลังมองอยู่
“เอ้อ...คือ...ข้า” หยางเสียตอบไม่ถูกนางได้ยินเสียงพระสรวลดังหึๆ เมื่อรู้ว่าโดนแหย่เข้าแล้วจึงยิ่งก้มหน้างุดเพื่อซ่อนใบหน้าที่กำลังแดงซ่านด้วยความเขินอาย
“ไปยกสำรับมา จะได้รีบออกเดินทาง”หยางเสียไม่รอให้พระองค์ตรัสซ้ำ รีบลุกไปยกสำรับมาทันที
สิบวันต่อมากองทหารม้าเร็วก็เดินทางถึงด่านเจิ้งถง ทว่าสองวันหลังจากนั้น พระราชสาส์นจากวังหลวงก็มาถึงพระหัตถ์องค์ชายฝานจิ้งเพื่อแจ้งข่าวสำคัญ...องค์รัชทายาทเทียนหลงสิ้นพระชนม์แล้ว