เช้ารุ่งขึ้นเป็วันแรกของเทศกาลที่เมืองเอเธน่า ‘ประเพณีปล่อยโคมอาบไฟ’ เป็งานประจำปีที่จะจัดทุกๆขึ้น15ค่ำ ของเดือน11 ประเพณีปล่อยโคมอาบไฟคืองานที่ใหญ่ที่สุดในโมบิล ด้วยขบวนพาเหรดหรูหราตระการตามาพร้อมเครื่องดนตรี ร้านค้าร้านตั้งอยู่รายล้มรอบเมือง และผู้ร่วมขบวนแห่ต่างสวมเครื่องแต่งกายแบบโบราณ ร่วมขบวนแห่วนรอบเมือง ยามค่ำมีการปล่อยโคมลอย ทั้งยังยังมีการจุดคบเพลิงั์เพื่อขอพรต่อบรรพชนแวมไพร์ โดยมีการจุดคบเพลิงั์บริเวณหน้าลานพระราชวัง ชาวเอเธน่าเชื่อกันว่าหากอาบร่างกายด้วยประกายไฟสีดำเหล่านี้ จะได้รับการคุ้มครองไปชั่วนิรันดร
แน่นอนว่างานอย่างนี้คนที่รับหน้าที่หนังก็คือพ่อเมืองอย่างบาโร และว่าที่เ้าผู้ครองรัฐคนต่อไปแบบเลโอ ยูนะสังเกตุเห็นถึงความวุ่นวาย เลโอเเละท่านบาโรต่างพากันเดินตัวปลิวไปทางโน่นทีทางนี้ทีรับหน้าทางนั้นทีทางโน่นทีกันอย่างหัวหมุน พร้อมยังต้องออกงานออกไปเจอหน้าเหล่าบรรดาประชาชนด้วยจึงทำให้เธอรู้สึกว่ามันช่างดูยุ่งยากและน่าจะเหนื่อยพอสมควร และภาพที่จะดูเหมืนเป็เื่ธรรดาไปแล้วสำหรับเธอก็คือการที่เซรอสลากรีเซ่ไปเที่ยวงานเทศกาล แม้นว่างานนี้จะเป็งานของบ้านเกิดเเม่สาวน้อยตัวดีก็ตาม ยูนะเห็นว่าตอนแรก รีเซ่ก็ว่าจะไม่ไปกับเขาแต่ก็ไม่ทันขาดคำ ไม่ทันได้ขัดขืนด้วยซ้ำก็ถูกเพื่อนตัวดีของเธอโดนลากไปอีกเช่นเคย เร็งกะเองก็ดูจะเหนื่อยล้าจึงโบกมือลาเธอเพื่อขอไปผ่อน และเเน่นอนว่าสองแฝดตระกูลินทราเนียก็ตงไม่น่าจะยอมอยู่เฉยแนๆกังานเทศกาลแต่ที่แน่ๆคือ ยูนะไม่รู้เลยว่าสองแฝดมหาภัยนั้นหายตัวกันไปั้แ่ตอนไหน
"ว่าไง อยากเที่ยวไหม?” ร่างสูงผู้เป็เ้าของั์ตาสีดำสนิทกันมองมายังเธอ
“ ไม่หรอกฉันไม่ค่อยชอบที่ๆคนเยอะๆ แถมเ้าบ้านก็ดูจะยุ่งๆ ฉันอยู่นั่งเล่นที่นี้ดีกว่าถือว่าพักไปในตัวยังเจ็บขาไม่ค่อยหาย”
เลโอขำกับคำตอบของเธอ
"งั้นรออยู่ที่นี้กับเ้านี้ไปก่อนก็แล้วกันไม่นานฉันจะกลับมา”
เลโอพูดแค่นั้นก่อนจะผิวปากหนึ่งที หมาป่าหิมะก็ะโโจนทะยานพรวดพราดเข้ามาทันที ซึ่งยูนะเห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าจ้าตัวนี้คือ “ยู” หมาป่าหิมะที่รีเซ่เคยได้มาจากผบ.โคงะ ตั้งเเต่ตอนที่หาอัญมณีเธอก็ไม่เห็นว่ายูจะมีที่ทางที่จะพิเศษอย่างที่ผบ.บอกตรงไหนเลโอจึงส่งมาให้บาโรเลี้ยงไปพรางๆแก้เหงา ตอนนี้มันตัวโตขึ้นมาก โตมากจนน่าใ แต่นิสัยเดิมๆของมันก็ยังคงอยู่ ยูนะเล่นกับยูหัวเราะรัว เลโอหันมามองเล็กน้อยก่อนจะออกจากห้องไป
“ใจร้ายจังน๊า ฉันทำงานคนเดียวก็ได้ แกก็หัดพาว่าที่ลูกสะใภ้ของฉันไปเที่ยวบ้างเถอะ”
“ใน่เทศกาลแบบนี้พ่อก็น่าจะรู้ว่าผมกับพ่อต้องออกไปดูและประชาชน ยิ่ง่พิธีอาบไฟเราต้องอยู่มิ่งขวัญให้พวกเขา”
บาโรมองลูกชายที่เดินจากไปอย่างเหนื่อยอ่อน เพราะไม่รู้ไปได้ไอ้นิสัยเ็านี้มาจากไหน
ปากมันก็แข็ง ใจคงอยากพาแม่หนูน้อยนั้นเที่ยวใจจะขาดถึงได้ดูเร่งรีบที่จะทำงานขนาดนั้น แต่ก็อย่างว่าเื่ของหนุ่มสาว คนแก่อย่างเกือบย่างเข้าพันปีแบบเขาก็อดจะไม่ยุ่งไม่ได้เพราะกลัวลูกชายจะขายไม่ออก
“แม่หนูยูนะ”
สุรเสียงของบาโรนั้นทำเอายูนะที่กำลังเล่นกับเ้าหมาป่าหิมะถึงสะดุ้งตัวโยง เมื่อเ้าหล่อนหันมาก็พบกับจอมราชันแห่งเอเธน่ายืนพิงประตูมองเธออยู่ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ใบหน้าคมเข้มนั้นมักจะเปื้อนรอยยิ้มอยู่เสมอซึ่งต่างกับใครอีกคนหนึ่ง ดวงหน้าเข้มที่หากสาวๆที่ไหนได้เห็นก็คงบอกได้คำเดียวเลยว่าต้องหลงรักแต่ทว่าเสียงดายตรงที่ท่านเองก็ไม่มีภริยาใหม่ เธอเคยนอนคุยกับรีเซ่เลยได้ฟังมาบ้างว่าหลังจากท่านเอลิเซียสิ้นท่านบาโรพ่อของเลโอก็ไม่เคยมีใครอีกเลย
“คะท่านบาโร” เธอขานรับ
"ท่านอะไรกัน เรียกพ่อเลยก็ได้” บาโรเย้าขึ้นทำเอายูนะถึงกับหน้าแดงระเรื่อ
“หนูไม่อาจเอื้อมคะ” ยูนะถ่อมตัว
“งั้นเรียกลุงก็ได้เหมือนที่หลานฉันเรียก เรียกทงเรียกท่านมันฟังแล้วดูห่างเหิน เห็นใจคนแกแอย่างฉันเถอะ เห็นลูกหลานทำตัวห่างเหินมันเศร้ามากเลยนะ”
บทโศกก็มา
ยูนะยิ้มอ่อนๆเพราะเธอไม่รู้จะทำยังไงดีราชัยแห่งเอเธน่านั้นดูจะรับมือยากสำหรับเธอมาก มากกว่าคนเป็ลูกเสียอีก
“ก็ได้คะ..ท่านลุงมีอะไรให้รับใช้คะ”
เธอยอมเพื่อตัดปัญหา แต่ดูเหมือนว่าผู้ที่พึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็ลุงสดๆร้อนๆจะยิ้มแย้มผิดปกติ
“ลุงอยากให้หนูไปกับลุงหน่อยจะได้หรือไม่”
“ไปไหนคะ”
“ช่วยงานลุงหน่อย ลุงมีเบลเฟกอลคนเดียวที่เป็อารักษ์ขา ลุงอยากให้หนูมาช่วยระวังอีกคน”
“หนูหรอคะ?? ไม่ไหวหรอกคะหนูไม่ได้เก่งอะไร”
“แต่ฉันได้ข่าวว่าตอนแข่งประลองที่บิชาม่อนก็เล่นงานเ้าลูกชายของฉันได้ไม่หยอกเหมือนกันไม่ใช่รึ หนูมีฝีมือไม่น้อยหน้าใครหรอก เพียงแค่ไม่มั่นใจก็เท่านั้น ถือว่าเป็คำขอของลุงแก่ๆเถอะนะ มีหลานสาวไปยืนข้างๆอีกซักคนสุขใจจะตาย”
“รีเซ่ก็ได้นี้คะ”
“โดนลูกชายของเ้าเเพททริกมันหิ้วไปเที่ยวแล้วจำไม่ได้รึ”
เออลืม!!
เมื่อไม่มีหนทางปฏิเสธก็คงช่วยไม่ได้ เพราะเธอเองก็ไม่อยากมีปัญหากับเมืองนี้หรอกเพราะเป็เมืองของคนบ้าคนนั้นแถมพวกเพื่อนๆก็คงต้องพึ่งพาอาศัยกันอีกเยอะๆ ไม่อยากให้ใครมีปัญหาทั้งนั้น
“คะก็ได้คะ”
“งั้นตามลุงมาเลย”
ว่าแล้วบาโรก็ผายมือออกเป็การให้เกียรติสุภาพสตรีน้อย ยูนะเดินตามออกมาแต่เ้ายูกลับวิ่งตามมาด้วย เ้าหล่อนบอกให้ยูรออยู่ที่นี้แต่ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยยอมฟังเธอเสียเท่าไหร่
“ยูกิ” บาโรเอ่ยเพียงเท่านี้ เ้ายูกิกลับนั่งลงแทบจะทันทีหางส่ายไปมาราวกับรอคำสั่ง
“รออยู่นี้ข้าพาแม่หนูไปไม่นานเดี๋ยวจะให้กลับมาเล่นกับเ้า”
สุรเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแสนนุ่มนวลและเปี่ยมเมตตา เ้ายูกิก็ดูจะไม่ดื้อ มันหมอบลงอย่างสงบ ยูนะมองอย่างแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมเดินตามบาโรออกไป
บาโรพาเธอเดินมาถึงจุดที่เป็แท่นบัลลังค์ด้านหน้าของลานต่างระดับหน้าพระราชวัง บาโรนั่งลงยังเก้าอี้บัลลังค์อันสง่างามสีทอง เมื่อมาถึงเธอก็พบกับเลโอที่ยืนอยู่ด้านขวาของบัลลังค์ เขามองเธออย่างแปลกใจ คิ้วเข้มนั้นขมวดยุ่งเหมือนยุ่งตีกัน ก่อนที่จะหันไปถลึงตาใส่คนเป็พ่อ
“เอาน่า ข้าแค่อยากให้เเม่หนูได้เห็นงานรื่นเริงของบ้านเราบ้าง แกมันนิสัยไม่ดีให้เเม่หนูรออยู่อยู่กับเดียวกับหมาเนี้ยนะ หนูยูนะไปยืนข้างเ้าคนขี้หวงเถอะ”
บาโรเอดลูกชายเข้าให้ ซึ่งยูนะก็แอบขำ แต่สายตาก็ปราดไปมองเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ทางด้านซ้ายของบาโร บุรุษหนุ่มร่างสูงผิวเข้ม ผมสีดำติดจะหยักศกรับกับั์ตาสีเทาเข้มนั้นทำให้ดวงหน้านั้นดูคมเข้มดุดัน ร่างสูงปรายตามองลงมาที่เธออย่างเหยียดหยามจนเธอรู้สึกกดดันเล็กน้อย
“นี้เบลเฟกอล แอสโมดิอุส องค์รักษ์ของฉันเอง ส่วนนี้แม่หนูยูนะ..ว่าที่คู่หมั้นของเลโอ”
บาโรพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แต่คนถูกจับเป็คู่หมั้นกันนั้นก็ถึงกับช็อคพูดอะไรไม่ออก ไอ้บทจะแสดงกิริยาไม่งามก็ดูจะไม่ได้ มีเเต่ต้องเก็บงำกันไว้ แต่ที่แน่ๆที่ยูนะสำผัสได้ก็คือไอสังหารที่แผ่พุ่งมาจากเบลเฟกอล เขาดูจะไม่ชอบเธอเอามากๆ
“เบล..” บาโรเอ่ยเพียงเท่านั้น เบลเฟกอลก็ดูจะสงบลง ทางด้านเลโอยูนะก็เห็นเขามองเบลเฟกอลไม่วางสายตา พรางมือหนาก็กุมมือของเธอไว้ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เเถมยังดึงให้ไปอยู่ด้านหลังเขาอีก
ไหลไปตามน้ำก็แล้วกัน
เฮ่อออ…
เมืองเอเธอน่าเป็เมืองเเห่งการท่องเที่ยว ดังนั้นไม่แปลกเลยที่เมืองนี้จะมีงานเทศกาลตลอดทั้งปี ทั้งยังมีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์สามารถทำเป็แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้ไม่น้อย ดังนั้นรายได้ของเมืองจึงมาจากการท่องเที่ยวเป็หลักทำให้เป้นอีกเมืองหนึ่งที่เป็เมืองที่มั่งคั่ง ประชาชนในเมื่อทั้งหมดไม่ใช่แวมไพร์สายเืบริสุทธิ์แต่เป็สายเืผสมรวมไปถึงเสี้ยวของแวมไพร์ด้วยเช่นกันไม่ต่างจากรีเซ่ เมืองนี้ทั้งเมืองั้แ่ประชาชนรวมไปถึงเหล่าชนชั้นสูงคงอยู่ได้ด้วยการกินอยู่เช่นเดียวกันกับมนุษย์ปกติตามกฏของเมือง แต่จะมีเพียงชนชั้นสูงอย่างคนในราชวงศ์เท่านั้นที่มีสายเืบริสุทธิ์
ประชากรของเมืองเอเธน่านั้นมีค่อนข้างมากส่วนมากประกอบกิจการค้าขายและทำทัวร์ท่องเที่ยวรวมไปถึงร้านของฝากแต่เมื่อถึงวันของเทศการแห่โคมอาบไฟ
เซรอสจูงมือรีเซ่มาที่งานเพื่อดูสิ่งต่างๆ แต่เ้าหล่อนกลับหน้ามุ้ยๆ
“พาเที่ยวก็ยังไม่หายงอนอีก”
“เห๊อะ!! ฉันเห็นมาแต่เด็กแล้วยะ”
คำตอบของเธอเล่นเอาเซรอสสลด ไอ้เขาก็ลืมไปว่านี้ถิ่นของเธอ ก็ตั้งใจจะพาเที่ยวเสียดิบดี กะให้หายน้อยใจ แต่ดันผิดแผนเสียดื้อๆเพราะสงสัยเลโอจะพาเธอมาเที่ยวทุกปี
แต่พอเห็นหน้าสลดของเซรอสเธอก็ใจอ่อนไม่ได้
“ฉันอยากไปปล่อยโคมแล้วก็อาบไฟที่กลางลานตอนดึกๆนายพาไปหน่อยสิ”
รีเซ่พูดพรางเบนหน้าไปทางอื่น
“ไหนว่าเห็นแต่เด็กละเเม่คุณ”
“ก็แค่เห็นไง ไม่ได้มาหรอกน่า ปกติตอนเด็กๆจะเห็นแค่ไกลๆเท่านั้นแหละออกมาเที่ยวเล่นไม่ได้หรอกถ้าไม่มีเลโอ ปีไหนเลโอไม่อยู่ไปทำธุระฉันก็ไม่ได้ออกมาหรอก พอเข้าบิชาม่อนก็ยิ่งไม่ได้มีเวลากลับมาเลยด้วยซ้ำ”
เซรอสยิ้มออกมากับคำตอบของเธอแล้วรีบจูงมือรีเซ่พาไปที่ลานปล่อยโคมทันที
กลางลานกว้างทางทิศใต้ของตัวเมืองเป็จุดที่ให้ปล่อยโคมลอย ประชาชนและนักท่องเที่ยวดูหนาแน่นมากในค่ำคืนนี้และก็น่าจะยิ่งแน่นขนัดมากขึ้นใน่ดึกที่มีพิธีอาบไฟ เซรอสจับมือรีเซ่เเน่นขึ้น เธอเงยขึ้นมองมองเขา เซรอสก็เพียงยิ้มให้เธอ
“จับแน่นๆจะได้ไม่หลง เธอหายไปฉันก็โดนเลโอฆ่าแน่นๆก็สัญญากับมันไว้แล้ว”
“สัญญาอะไร”
เซรอสหัวเราะออกมาเเต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรเธอ เซรอสพารีเซ่มาเื่โคมที่ร้านขายโคมลอยร้านหนึ่ง
“โคมลอยโคมละเท่าไหร่ครับป้า”
“50 เหรียญจ๊ะพ่อหนุ่ม” หญิงชราตอบพร้อมกับยิ้มให้ทั้งคู่
“เอาสีอะไรดีละ” เซรอสหันไปถามรีเซ่
“….” แต่ดูเหมือนเธอกำลังคิด
“แต่ละสีมีความหมายต่างกันนะจ๊ะพ่อหนุ่ม สีแดง คือความรักที่ร้อนแรง ความ้าอันแรงกล้า สีชมพูคือความรักที่ทะนุทนอม สีน้ำเงินคือความรักที่ซื่อสัตย์ ภัคดี และมั่นคง สีฟ้าคือความรักที่อบอุ่นและจริงใจ สีส้มคือความรักที่แสนโแมนติก สีเขียวคือความรักที่จริงจังและจริงใจกับคนรัก สีเหลืองคือความรักที่ทุ่มเท สีน้ำตาลคือความรักที่เข้มแข็งหนักแน่น สีดำคือความรักที่เด็ดเดี่ยว ส่วนสีขาวคือความรักที่บริสุทธิ์และยอมได้ทุกอย่างให้กับความรัก หนูๆจะเลือกสอะไรกันจ๊ะ ” ป้าเ้าของร้านเอ่นกึ่งแซวเพราะเมื่อคนข้างๆเซรอสดูจะเริ่มหน้าแดงขึ้นทุกที
“ทำไมมันมีแต่ความรักละป้าไม่มีแบบหน้าที่การงานการเรียนโชคลาภเลยหรอ” รีเซ่ถามขึ้น
“แม่หนูน้อย เทศกาลปล่อยโคมที่เมืองเอเธน่าเป็เทศกาลที่เหมาะสำหรับคนมีคู่นะจ๊ะเพราะความความเชื่อของคนพื้นเมืองที่นี้การปล่อยโคมใน่เทศกาลปล่อยโคมอาบไฟในของทุกปีหากชายหญิงคู่ไหนได้มาปล่อยโคมที่นี้ก็จะมีความรักที่ยั่งยืนตลอดไป”
คำตอบของป้าเ้าของร้านทำเอารีเว่ถึงกับหน้าแดงขึ้นมาแทบจะทันทีซึ่งไม่ต่างกับเซรอสเท่าไหร่ จนเ้าของร้านถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู
“แหมๆพึ่งคบกันละสิเราสองคนงั้นป้าแนะนำสีขาวนะจ๊ะ”
ไม่ว่าเปล่าป้าเ้าของร้านก็หยิบโคมกระดาษสีขาวใสขึ้นมาให้ชิ้นหนึ่ง เซรอสรับอย่างงงๆและจ่ายเงินให้กับป้าเ้าของร้านไป ก่อนที่จะโค้งหัวเกน้อยเป็คำขอบคุณ มือหนายังคงจูงคนตัวเล็กมาเื่ๆจนมาถึงกลางลานที่ผู้คนต่างยืนกันอยู่มากมายและกำลังงจะเตรียมจุดโคมลอย รอบๆตัวของทั้งสองนั้นต่างมีโคมลอยหลากหลายสี
“ตรงนี้ละกันเนอะ” เซรอสเรียกรีเซ่
“อื้อ”
เธอตอบแค่นั้นแต่หน้าก็ยังคงแดงอยู่ ซึ่งนั้นก็ทำเอาชายหนุ่มอดยิ้มไม่ได้ เขาชอบเวลาที่เธอเขิน มันดูน่ารัก และน่าถนุถนอม
โคมลอยนั้นทำมาจากวัสดุธรรมชาติเป็กระดาษว่าว โครงทำมาจากไม้ไผ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ90เิเ และความสูงประมาณ190เิเ ด้านในของโคมลอยมีโครงลวดที่ใช้ยึดกับก้อนเชื้อเพลิงก้อนหนาประมาณ60กรัม
“ปกติที่นี้ปล่อยโคมกับตอนกี่โมงนะ” เซรอสถามรีเซ่
“ปกติก็..สามทุ่มสามนาที”
“ออน”
เซรอสยกมือขวาขึ้นมาแล้วทันทีที่เอ่ยคำว่า ‘ออน’ ก็ปรากฏถุงมือสีดำที่มีตราสถาบันบิชาม่อนอยู่ตรงกลางปรากฏึ้นพร้อมกับจอมอนิเตอร์ใสฉายขึ้นมา้ามือ ร่างสูงมองเวลาบนหน้าจอพร้อมกับคิด ก่อนจะเอ่ย’เก็น’เพื่อให้ถุงมือนั้นสลายไป
“ตอนนี้สองทุ่มห้าสิบนาที ฉันว่าเราเริ่มจุดโคมกันเถอะกว่ามันพองพร้อมลอยขึ้นอีก”
“อื้อ”
รีเซ่ก็ยังคงตอบน้อยๆเช่นเดิม แล้วยังก้มหน้างุดๆ
รีเซ่ถือโคมให้ตั้งตรงพร้อมใช้มือดึงปลายโคมที่เป็การดาษว่าวใสนั้นให้ยกสูงขึ้นเพื่อกันไม่ให้มันไหม้ก่อน เซรอสใช้มือร่ายเวทย์นิ้วหน่อยนิ้วมือของเขาก็ปรากฏเปลวไฟขึ้นเขานำมือไปชี้เข้าที่ตรงกลางก้อนเชื้องเพลิงที่ถูกยึดไว้ด้วยโครงลวก เมื่อไฟเริ่มติดที่ก้อนเชื้อเพลิงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็เริ่มทำงานโดยลอขึ้นไปในโคมทำให้โคมสีขาวใสนั้นเริ่มกางออกเป็ทรงกระบอกและตึงขึ้น รีเซ่ปล่อยมือทันทีที่เห็นว่าโคมเริ่มจะลอยแล้วเปลี่ยนมาจับที่ขอบไม้ไผ่ด้านล่างแทนเพื่อยึดไม่ให้โคมลอยออกไปก่อน
เสียงพลุดังปุ๊งปั้งหลากสีเป็สัญญาณให้ทุกคนเริ่มปล่อยโคมลอย รีเซ่และเซรอสต่างปล่อยมือจากโคมลอยพร้อมกัน โคมลอยสีขาวใสของทั้งคู่นั้นทะยานขึ้นไป้าฟ้าย่างช้าๆพร้อมกับเหล่าบรรดาคมลอยหลายสีที่ลอยขึ้นเต็มท้องฟ้าและเมื่อปล่อยโคมขึ้นไปแล้ว โคมก็ลอยไปเป็สาย เรียกได้ว่าสวยงามเป็ที่สุด
“ว๊าววววว” เสียงของรีเนั้นดูตื่นตาตื่นใจมากับโคมลอย
อย่างกับเด็กๆ
เซรอสมองรีเซ่อย่างอดเอ็นดูไม่ได้ เธอดูตื่นเต้นและสนุกไม่น้อย ั์ตาสีทับทิมที่ปกติมักจะมีฉายแววตาที่ไม่ค่อยมีคามสุขหรือไม่ก็ฉายเเววเข่นฆ่า บัดนี้กลับไม่มีเลยซักนิด มีเพียงแต่ั์ตาสีทับทิมที่ดูสดใสและสนุกสนานกับสิ่งที่เธอได้ทำ
“ไปหน้าลานพระราชวังกัน อีกซักพักคงถึงเวลาพิธีอาบไฟแล้ว”
คราวนี้ละที่รีเซ่เปลี่ยนมาเป็คนลากเซรอสไปเที่ยวบ้าง ซึ่งดูเหมือนชายหนุ่มเองก็จะยอมให้เธอลากเสียงด้วย ก็อาจจะเพราะว่านานๆทีเขาจะได้เห็นเธอสนุกกัะไรมากๆแบบนี้ก็เป็ได้ และยิ่งเลโอเคยบอกว่าพิธีอาบไฟเป็พิธีที่รีเซ่ชอบก็ได้มั้ง เขาถึงยอมตามไปแต่โดยดี และเเล้วก็มาที่ลานกลางแจ้งหน้าพระราชวังทสถานที่ที่จัดพิธีอาบไฟ ตอนนี้ผู้คนเริ่มเยอะขึ้นแล้วในลานหน้าพระราชวัง รีเซ่มองไปด้านหน้าพระราชวังใกล้ประสาทตรงนั้นมีแท่นบัลลังค์ตั้งอยู่และบาโรท่านลุงของเธอก็นั่งอยู่ตรงนั้นมองเหล่าชาวเมืองที่เข้ามาตรงกลางลานอย่างอารมณ์ดี ข้างซ้ายและขวาของท่านลุงของเธอจะถูกขนาบข้างไว้ด้วย เลโอผู้เป็ว่าที่เ้าครองนครรัฐคนถัดไปอยู่ทางด้านขวาและ..ยูนะที่อยู่ไม่ห่างเลโอ
สงสัยท่านลุงคงลากยูนะมาด้วยแน่ๆ
ส่วนทางด้านซ้ายก็เป็องค์รักษ์ประจำตัวของท่านลุงท่านเธอจำไม่ผิดน่าจะชื่อเบลเฟกอล แอสโมดิอุส แวมไพร์หนุ่มรุ่นเดอะอายุราวๆเพียงแค่300ปีเศษเรียกได้ว่าอายุห่างกับเลโอเพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นแต่ความแข็งแกร่งของแวมไพร์หนุ่มนี้ก็ดูจะมากโขเพียงพอที่จะทำให้องค์ราชัยอย่างบาโรยอมรับได้ แต่ทว่าบรรยากาศขณะนี้ที่เธอเห็นมันดูมีความตึงเครียด เธอเห็นแว๊วหนึ่งที่ไอสังหารพวยพุ่งออกมาจากเบลเฟกอล แต่มันก็แค่เเว๊บเดียวเท่านั้น และดูท่าทางเลโอก็ดึงยูนะไปด้านหลังด้วยยิ่งทำให้เธอไม่ค่อยจะสบายใจ แต่ไอ้ความตึงเครียดทั้งหลายก็ดูจะพังทลายไปพร้อมกันกับเสียงเรียกเตือนจากลุงของเธอ ผู้เข้ามาใหม่จะถวายความเคารพท่านลุงของเธอก่อนเสมอก่อนที่จะต่างพากันไปนั่งรอเวลาบ้างก็สังสรรค์เฮฮากันตามประสา
พิธีการร่ายรำหน้ากองไฟกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้าคบไฟที่สร้างจากไม้ขนาดความสูง10ฟุตถูกเรียงต่อกันเป็สีเหลี่ยมสูง เพลิงสีดำทมิฬนั้นกำลังลุกโชด่ และมันก็กำลังลามขยายเป็เส้นวงกลมขดตัวม้วนไปจนถึงใจกลางลานพระราชวัง
เสียงเครื่องดนตรีพื้นเมืองดังขึ้นเป็จังหวะบ่งบอกว่าการร่ายรำหน้ากองไฟเริ่มต้นแล้ว
“เธอจะไปไหมดูหน้าสนุกดี” เซรอสถาม
“นี้เป็อย่างเดียวที่ฉันทำได้สำหรับการร่ายรำ” รีเซ่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจก่อนที่จะก้าวขาออกไปที่วงล้อมของไฟสีดำทมิฬ