ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 65 เจินเจินไม่อยู่แล้ว

                ผู้มาเยือนบอกจุดประสงค์ที่มา ก่อนจะมอบตั๋วเงินให้เสร็จแล้วจากไปอย่างรวดเร็วดุจสายลม

                 “พวกเขามาด้วยเรื่องใดหรือ”กู่ซื่อเอ่ยถามสามี

                กู้ซิ่วไฉหยิบตั๋วเงินซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเมื่อพบว่าตั๋วเงินเหล่านี้คือของจริง มือไม้ของเขาพลันสั่นระริกตั๋วเงินที่อยู่ในมือร่วงหล่นลงบนพื้นทันใด“พวกเขา…มาบอก…ข่าวว่า…สกุลหยวนกับเจินเจินไม่อยู่แล้ว…” กล่าวจบถึงกับตัวอ่อนทรุดลงไปกองกับเก้าอี้มือข้างหนึ่งกุมหน้าอก น้ำตาไหลออกมาดั่งสายน้ำไหลริน

                ครั้นกู่ซื่อฟังคำที่สามีเอ่ยมา แล้วภาพตรงหน้าก็กลายเป็นสีดำสนิทเป็นลมหมดสติไปในทันที

                กู้ซิ่วไฉตกใจอย่างยิ่งรีบอุ้มภรรยาไปนอนบนเตียง ก่อนจะสั่งให้บุตรชายคนรองและคนที่สามไปตามหมอมาตรวจอาการส่วนตนเองพอกลับมาถึงห้องก็นำตั๋วเงินใส่ไว้ในลิ้นชักทรุดนั่งลงข้างเตียงแล้วร่ำไห้ออกมา

                ไฉนถึงเป็นเช่นนี้ไปได้สกุลหยวนเป็นคนดี เจินเจินก็เป็นคนดี เหตุใดถึงมาตายจากไปไวถึงเพียงนี้เพราะเหตุใด?

                ด้วยเพราะสกุลกู้ออกไปตามหมอมากลางดึกทำให้เพื่อนบ้านต่างรีบสวมเสื้อผ้ารอฟังข่าว เมื่อได้ยินว่ากู่ซื่อเป็นลมหมดสติก็รู้สึกแปลกใจเพราะหมู่นี้ร่างกายของกู่ซื่อแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ไฉนจู่ๆถึงเป็นลมหมดสติไปได้ หรืออาการป่วยจะกำเริบหากไม่ใช่เพราะบนพื้นในเวลานี้ปกคลุมไปด้วยหิมะ พวกเขาคงจะตามไปดูแล้ว

                ครั้นหมอประจำหมู่บ้านมาถึงบ้านสกุลกู้เห็นว่ากู้ซิ่วไฉกำลังนั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียงในขณะที่กู่ซื่อนอนหน้าซีดไร้สีเลือดอยู่บนเตียงก็รีบเข้าไปจับชีพจรอยู่นานกว่าจะเอ่ย“ฮูหยินกู้เพียงแค่ได้รับความตระหนกตกใจเท่านั้น ท่านกู้เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ ก่อนหน้านี้ฮูหยินกู้ยังดีๆ อยู่ ไฉนถึง…”

                “สกุลหยวนกับเจินเจินเสียชีวิตบนเขา…”กู้ซิ่วไฉกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้งไร้เรี่ยวแรง อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ไม่มีทางปิดบังคนในหมู่บ้านไว้ได้พอถึงตอนที่จัดงานศพ ทุกคนก็ต้องทราบอยู่ดี เขาจึงไม่คิดปิดบัง

                “ว่ากระไรนะ!” หมอประจำหมู่บ้านมีสีหน้าไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินแต่หากเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง สามีภรรยากู้หรือจะมีท่าทางเช่นนี้ ชาวบ้านต่างทราบดีว่าสามีภรรยากู้รักและเอ็นดูเจินเจินประดุจบุตรสาวแท้ๆในไส้

                “ท่านทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร”หมอเอ่ยถาม

                “คนที่จ้างสกุลหยวนให้ขึ้นเขาไปด้วยส่งจดหมายมาบอกเมื่อสักครู่”กู้ซิ่วไฉกล่าวตอบ

                เขาไม่กล้าบอกว่าคนเหล่านั้นเพิ่งนำจดหมายมาส่งให้ด้วยกลัวว่าคนในหมู่บ้านจะคาดเดากันไปต่างๆ นานา อีกประการคือผู้ส่งข่าวคงไม่อยากให้มีใครล่วงรู้ถึงได้มาส่งข่าวกลางดึก

                หมอ “…”

                หมอประจำหมู่บ้านถึงกับถอนหายใจยื่นมือไปตบไหล่กู้ซิ่วไฉอย่างปลอบประโลม “ท่ายกู้ โปรดระงับโศกเศร้าด้วยหากต้องการความช่วยเหลือก็บอกข้าได้เลย”

                กู้ซิ่วไฉพยักหน้า

                หมอประจำหมู่บ้านเขียนเทียบยากู้ซิ่วไฉให้บุตรชายคนรองและคนที่สามตามหมอไปเอายาที่บ้าน เมื่อได้ยามาแล้วกู้ซิ่วไฉนำยาไปต้มในห้องครัวโดยมีบุตรชายทั้งคู่ตามไปด้วย

                “ท่านพ่อ แม่เสือ…เจินเจินนางจะไม่กลับมาแล้วจริงๆ หรือขอรับ” เอ้อร์หลางเม้มริมฝีปากแน่นดวงตาทั้งสองข้างแดงเรื่อ ซานหลางมีสีหน้าเศร้าสลดเช่นกัน น้ำตาคลอหน่วยพร้อมจะไหลออกมาทุกเมื่อ

                กู้ซิ่วไฉพยักหน้า

                ซานหลางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ส่งเสียงร่ำไห้ออกมา

                เอ้อร์หลางมีน้ำตาไหลออกมาเช่นกันกล่าวว่า “ท่านพ่อ ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่นางเก่งกาจถึงเพียงนั้นจะไม่กลับมาได้อย่างไร…”

                กู้ซิ่วไฉยกมือซับน้ำตาที่คลออยู่ตรงหางตา“พ่อเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่ามันคือเรื่องจริง เพียงแต่…” เพียงแต่ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงคนเหล่านั้นมีหรือจะมาแจ้งข่าวพร้อมกับมอบตั๋วเงินให้

                “พวกเจ้าอย่าพึ่งนำเรื่องนี้ไปบอกพี่ชายต้องปิดเรื่องนี้กับเขาไว้ก่อน” กู้ซิ่วไฉกำชับถึงแม้ว่าบุตรชายคนโตของเขาจะเอาแต่ทำหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกทั้งวัน ทว่าผู้เป็นบิดาตระหนักดีว่าเจินเจินได้เข้าไปยึดกุมพื้นที่ในหัวใจของกู้อวี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                เอ้อร์หลางกับซานหลางพยักหน้า

                “เอาละ พวกเจ้าไปนอนเถิด”ยามนี้คือฤดูเหมันต์ บุตรชายทั้งสองของเขายังเด็ก หากต้องลมหนาวประเดี๋ยวจะไม่สบาย

                เอ้อร์หลาง ซานหลางร้องไห้ขณะพากันเดินกลับไปยังห้องด้านหลังระหว่างนี้เองได้มีเสียงเรียกดังมาจากในห้องของกู้อวี้ “เจ้าสอง เจ้าสาม”

                ทั้งคู่รีบใช้สองมือปาดน้ำตาก่อนจะผลักเปิดประตูเข้าไปในห้องของพี่ชาย

                “จุดเทียน”น้ำเสียงของกู้อวี้แหบแห้งเล็กน้อยทั้งยังแผ่วเบา ทว่ากลับดังชัดเป็นพิเศษท่ามกลางความมืดและความเงียบสงบ

                “ท่านพี่ต้องการจะไปสุขาหรือ”เอ้อร์หลางไม่อยากจุดเทียน กลัวว่าพี่ชายจะมองเห็นดวงตาที่แดงก่ำของตนและน้องชาย

                “จุดเทียน!” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาซ้ำสองเต็มไปด้วยความเย็นชาขึ้นหลายส่วน

                ซานหลางรีบจุดเทียนตามที่อีกฝ่ายสั่งทันที

                กู้อวี้จับจ้องไปยังน้องชายทั้งสองคนใช้สายตาอันแหลมคมพินิจอยู่สักครู่แล้วจึงถาม “เกิดอะไรขึ้น”

                ทั้งคู่ก้มหน้าพลางเหลือบมองกันและกัน

                กู้อวี้กล่าวต่อ“ท่านแม่ไม่สบายหรือ”

                ทั้งคู่ยังคงไม่ตอบคำ

                “เกิดเรื่องกับเจินเจิน?” กู้อวี้เอ่ยการคาดเดาของตนเองออกมาไม่รู้เพราะเหตุใดหลังจากฟื้นขึ้นมาครั้งนี้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาเฉียบไวกว่าแต่ก่อนมากความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในห้องโถงด้านหน้า เขาได้ยินอย่างชัดเจนและพอจะจับใจความบางอย่างได้ลางๆ

                “ท่านพี่รู้ได้อย่างไร”ซานหลางเงยหน้าถามอย่างตระหนก

                กู้อวี้ยังคงจ้องมองน้องชายทั้งสองนิ่งจากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เกิดเรื่องขึ้นกับนางจริงๆ เกิดเรื่องอะไรขึ้นพวกเจ้าเล่ามาให้ละเอียด”

                เอ้อร์หลางหันไปถลึงตาใส่น้องชายซานหลางในเวลานี้ถึงค่อยรู้ตัวว่าถูกท่านพี่หลอกถาม

                “อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำเป็นรอบที่สอง”น้ำเสียงของกู้อวี้เย็นชาประดุจสายลมในฤดูหนาว ช่างเย็นเยียบเข้าไปถึงกระดูก

                เอ้อร์หลางจึงต้องบอกเท่าที่ทราบเล่าจบจึงส่งเสียงร่ำไห้ออกมา “…ฮือๆ ถ้าหากแม่เสือ…ถ้าหากเจินเจินกลับมาได้ข้าจะไม่รังเกียจนาง ข้าจะยอมเรียกนางว่าลูกพี่ จะช่วยคัดอักษร ไปจับนกจับปลาเป็นเพื่อนนางเจินเจิน เจ้ากลับมาเถิด หากกลับมาข้าจะเชื่อฟังเจ้าข้าจะยอมให้เจ้าเล่นกลเก้าห่วงปริศนา…”

                ทั้งคู่ส่งเสียงร้องไห้เสียงดังทว่าในหูของกู้อวี้เสียงร่ำไห้ของน้องชายกลับเริ่มเลือนราง เขานอนนิ่งสายตาจับจ้องไปยังเพดานบนนั้นค่อยๆ ปรากฏภาพยามที่เจินเจินส่งยิ้มมาให้ ภาพยามที่นางเรียกเขาว่าพี่ชายภาพยามที่นางปีนขึ้นเตียงมากอด แอบหอมแก้มแอบปีนเข้ามาในห้องของเขาทางหน้าต่างตอนกลางดึกภาพยามที่นางแอบซุกตัวเข้ามาในผ้าห่มภาพเท้าของนางที่มักจะขึ้นมาอยู่บนใบหน้าของเขายามตื่นขึ้นในตอนเช้า…

                ทั้งที่นางเกลียดการคัดอักษร แต่ก็พยายามคัดให้เสร็จตามที่เขามอบหมายอยู่เสมอเจินเจินตัวเล็กถึงเพียงนั้น แต่กลับเข็นรถเข็นพาเขาไปทุกที่และภาพยามที่นางกระซิบข้างหูว่า ‘พี่ชาย ไม่ต้องกลัว ข้าจะเลี้ยงท่านเอง…’

                “ข้าผิดเอง…” เขาพึมพำเสียงเบา

                “ข้าไม่ควรปล่อยให้เจ้าโบยบินไปบนท้องฟ้าข้าควรหักปีกของเจ้าเสีย เพื่อให้เจ้าคอยอยู่ข้างกายข้า หาไม่แล้วป่านนี้เจ้าก็คงจะยังสุขสบายอยู่ตรงนี้ใช่หรือไม่”

                น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงจากหางตาตามมาด้วยหยดที่สอง หยดที่สาม และหยดแล้วหยดเล่า

                ‘เจินเจิน เจ้ากลับมาได้หรือไม่...’

                ‘หากเจ้ากลับมา ข้าจะไม่บังคับให้เจ้าคัดอักษรเจ้าชอบกอดข้า ข้าก็จะให้กอดทุกวัน เจ้าคือปีศาจแสนซนตัวน้อยมิใช่หรือเพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้คือเรื่องโกหกใช่หรือไม่ ใช่ พวกเขาต้องเข้าใจผิดเป็นแน่…’

                “เจ้าสอง เจ้าสามพวกเจ้ากลับห้องไปได้แล้ว” กู้ซิ่วไฉที่อยู่ในห้องครัวได้ยินเสียงร่ำไห้ดังมาจากห้องของบุตรชายคนโตก็ทราบในทันทีว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว จึงเดินมายังห้องของกู้อวี้

                หลังไล่เจ้าสองเจ้าสามออกจากห้องไปแล้วบิดากู้เดินไปนั่งข้างเตียงบุตรชาย นิ่งเงียบไม่กล่าวคำใดอยู่นาน

                กู้อวี้หันไปมองบิดาใช้น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยถาม “ท่านพ่อ เกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านบอกความจริงมาเถิดอย่าปิดบังข้าเลย”

                น้องชายทั้งสองยังเด็ก ความสามารถในการรับรู้เรื่องราวต่างๆ ยังมีจำกัดทว่ายามนี้เขาอยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด

    คล้ายกับเรื่องไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ] ที่คุณอ่าน