บทที่ 8
ได้เบิกเนตรหนึ่งรุมเก้า
แก่นนครกำหมัดแน่นะโตอบด้วยอารมณ์เดือดพล่าน “ปากดีนักนะไอ้เ้าหนู พูดจาอวดดีแบบนี้ ดีๆๆๆให้เด็กๆ รุมจัดการเ้าให้กองแทบเท้า จะได้รู้จักที่ต่ำที่สูง”
“ไอ้เ้าเด็กนี่ มันบ้าไปแล้ว!!!”
“ใช่ เสียสติชัดๆ”
“พูดไม่รู้จักคิด เ้าคิดว่าเ้าเป็ใคร?”
“อยากจะตายหรือไงกันเ้าหนู?”
“เป็แค่เด็กสามัญชน ยังอวดเก่งขนาดนี้ข้าสมเพชจริงๆ”
หลากหลายความเห็นต่างเริ่มเห็นด้วยกับาุโสองเริ่มก่นด่าปราณกับคำพูดอวดอ้าง อวดดี ถึงแม้ว่ามหาอำมาตย์ทั้งหลาย จะไม่เคยเห็นฝีมือและพลังฌานยุทธ์ของปราณแต่ก็ได้ฟังจากลูกๆ ของตนว่า...มีเด็กคนหนึ่งเป็ไอ้ขี้แพ้และคอยเป็บ่าวรับใช้ให้พวกเขาแกล้งอยู่ทุกๆวัน จึงปักธงในใจแล้วว่า ปราณเป็ไอ้เด็กขี้แพ้คนนั้น ย่อมไม่มีทางที่จะสู้ลูกๆของพวกเขาได้ บวกกับความถือดีมียศถาก็ยิ่งทำให้การเหยียดหยามผู้อื่นเป็เื่สนุกปากไม่สนความรู้สึกของใคร เพราะตัวเองมีอำนาจ มีบริวาร
จะมีก็แต่เ้าสุเมธาธิบดีเท่านั้นที่มีสีหน้าวิตกกังวลกับคำพูดของปราณอย่างเห็นได้ชัดแต่ใจหนึ่งก็ลุ้นให้ปราณชนะเพื่อจะได้สยบความกร่างของบรรดาลูกๆ และพ่อแม่ที่ให้ท้ายลูกพลางคิดกังวลในใจ ‘เ้าบ้าไปแล้วแน่ๆ! เด็ก 9 คน เชียวนะ ถ้าแพ้ขึ้นมา เ้าก็ไม่หลงเหลือความเป็มนุษย์อนาคตของเ้าต้องเป็บ่าวให้เด็กพวกนี้โขกสับตลอดไปทีเดียวแต่ถ้าเ้าชนะขึ้นมาจริงๆ ก็จะเป็โอกาสดีที่เมืองเชียงคลองจะถูกเปลี่ยนแปลงก้าวะโเสียที แม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงในยุคของข้าแต่ยุคของพวกเ้าคืออนาคตของเมืองเรา เ้าช่างกล้าเดิมพันซะจริงๆข้านับถือน้ำใจเ้ายิ่งนัก’
“ปราณ! เ้าพูดออกมาแบบนั้น เ้าคิดดีแล้วหรือ?”
“ครับท่านเ้าเมือง ข้าตรองดีแล้วเื่ทุกอย่างจะได้ไม่ยืดเยื้อ ในเมื่อข้าก็เป็ไอ้ขี้แพ้มาเสมอ ข้าก็อยากพิสูจน์ให้เห็นว่าไอ้ขี้แพ้ตอนนั้นกับตอนนี้มันคือคนเดียวกันหรือไม่? หากข้าแสดงให้ท่านเห็นว่าสามารถเอาชนะทั้ง 9 คนได้ ขอให้ทุกท่านหยุดการดูถูกเหยียดหยามข้าและผู้คนในหมู่บ้านรวมถึงเลิกเรียกข้าว่าไอ้ขี้แพ้”
าุโสองยังเกรี้ยวกราดหงุดหงิด“พูดอย่างกับว่าเ้าเด็กสามัญอย่างแกจะเอาชนะเด็ก 9 คน ได้ง่ายๆ อย่างนั้นแหละฮ่าๆๆๆ ฝันเฟื่องเกินไปแล้วหรือเปล่าเ้าหนู?”
บรรดามหาอำมาตย์พยักหน้าเห็นด้วยกับาุโสองหันไปปรึกษากัน เดิมพันนี้คือศักดิ์ศรีและอิสรภาพที่ออกมาจากปากของเด็กน้อย แล้วพยักหน้าเนด้วยตามข้อตกลงของปราณเพราะพวกเขาไม่ได้เสียอะไร เพราะคิดว่าเก้ารุมหนึ่งอย่างไรก็ต้องชนะได้ไม่ยาก ซ้ำยังมีบ่าวเด็กๆใหม่ๆ ที่แข็งแรงมารับใช้ลูกหลาน ช่างสุขใจยิ่งนักโดยให้ท่านมหาเสนาพิมุขมนตรีเป็ตัวแทนกล่าว
พิมุขมนตรีเป็ตัวแทนมหาอำมาตย์ทั้งหลายมองหน้าปราณด้วยแววตาเห็นใจสงสาร แต่ทำอย่างไรได้ เมื่อปราณเสนอทางเลือกแบบนี้ “ได้แน่นอนเ้าหนู พวกเราตกลงกันแล้ว ตามข้อตกลงที่เ้าว่าทุกประการ”
ปราณโค้งคำนับแล้วขยับตัวในท่าเตรียมพร้อม เด็กๆลูกหลานมหาอำมาตย์รอจังหวะนี้มานานอยากรุมปราณั้แ่เมื่อวานแล้วแต่ถูกท่านเ้าเมืองห้ามวันนี้ปราณกลับเป็คนเสนอเงื่อนไขนี้เอง
เด็กๆ ทั้ง 9 คนรวมถึงเทวาเข้ามายืนล้อมปราณเหมือนอย่างที่เคยแกล้งเขาทุกครั้ง
เทวาชี้หน้าปราณะโลั่นอย่างฮึกเหิมเพราะวันนี้มีพวก “ข้าหมั่นไส้เ้าเหลือเกินวันนี้เ้าจะได้เป็ไอ้ขี้แพ้อย่างถาวร แล้ววันนี้ พวกข้าทุกคนจะซ้อมเ้าให้หนักกว่าทุกๆ วัน พวกเรา...เตรียมตัว!!!”
ลิ่วล้อเด็กๆะโมายืนรายล้อมรอบตัวปราณ ภาพการรุมแกล้ง รุมเตะต่อยผุดขึ้นมาในหัวของเด็กทุกคน
บรรดามหาอำมาตย์และภริยาต่างจดจ้องกับการต่อสู้เบื้องหน้าเด็กชาย 9 คน ล้อมวงเด็กเพียงคนเดียวแม้แต่ผู้ใหญ่ที่เจอวงล้อมแบบนี้เก่งยังไงก็ต้องโดนรุมจนเละแล้วเด็กอย่างเ้าหนูปราณจะเหลืออะไร ต่างคนต่างก็เชียร์ลูกของตัวเองในใจ
ปราณขยับตัวมองรอบด้าน ณ วันนี้เขามั่นใจแล้วว่าจะใช้พลังฌานสัมบูรณ์ที่มี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับเส้นทางชีวิตถึงอย่างไรพลังของเด็กชายธรรมดาๆ ไม่มีทางสู้พลังฌานยุทธ์ของผู้ฝึกยุทธ์ได้อย่างแน่นอน
คำสอนของท่านลุงและท่วงท่าการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็กระบวนหมัดเตะและต่อยอย่างสวยงามและลื่นไหลมีพลังปรากฎในความคิดของเด็กน้อย ในจังหวะเดียวกับที่เทวาพุ่งเข้ามาเปิดฉากการประลองเป็คนแรก... ‘รวบรวมพลังทั้งหมดของเ้าสู่กลางสะดือส่งผ่านพลังไปยังเส้นประธานทั้งสิบ ขยับเคลื่อนร่างกายตามความรู้สึก ใช้ใจััมิใช่ใช้กาย การเอาชนะคู่ต่อสู้ มิใช่กำลังอย่างเดียวแต่ควรจะใช้ท่าทางของคู่ต่อสู้ย้อนกำลังกลับไปหาตัวของเขาด้วยกำลังที่เท่ากันหรือมากกว่า’
ปราณเบี่ยงตัวหลบแล้วคว้าเทวาอัดเข่ากระแทกท้องอย่างแรงเทวาร้องโอ๊ก น้ำหูน้ำตาไหลในทันที โดยยังไม่ได้ทำอะไร ปราณปล่อยให้ร่วงกับพื้น...
อีกคนวิ่งเข้ามาโดนหมัดขวาของปราณซัดเปรี้ยงเดียวกระพุ้งแก้มโย้ลอยละลิ่วตามแรงหมัด ไถลไปนอนกองด้านหนึ่งติดกับอำมาตย์หนึ่งคนที่นั่งสะดุ้งกับการพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วของร่างเล็กๆ
มหาอำมาตย์เบิกตากว้างไม่เชื่อกับภาพที่เห็นตรงหน้า จึงพากันลุกขึ้นดูด้วยใจระทึกนั่งไม่ติดเก้าอี้กันแล้ว
ปราณจ้องมองคู่ต่อสู้ทั้งหมดแล้วมองเห็นการเคลื่อนไหวที่แสนเชื่องช้า ในความรู้สึกของเขา ทั้งหมัดและลูกเตะกระหน่ำใส่คนที่สามจนเืกำเดาไหลล้มหงายไถลไปไกลร้องโอดโอยลั่นห้องโถง...
ปราณเคลื่อนที่เป็วงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วด้วยความสวยงามมือซ้ายคว้าคอเด็กชายคนที่สี่และบีบเล็กน้อย ซึ่งก็เป็แรงที่หนักพอจะทำให้เด็กคนนั้นหน้าแดงแล้วกดสะบัดข้อมือ ปล่อยให้แรงปะทะจากฝ่ามือส่งร่างนั้นกระแทกลงพื้นหน้าโขลกกระแทกดังลั่นและเสียงร้องเ็ปดังตามมา
คนที่ห้าวิ่งสวนในทันทีปราณะโขึ้นตวัดขาซ้ายเตะปลายคางจนหน้าหงาย เซถลาไปอีกคนคนที่เหลือเริ่มยืนงงแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เด็กคนที่หกรูปร่างท้วมกว่าเพื่อนถูกหมัดซ้ายของปราณกระแทกท้องจนลอยพุ่งเข้าไปหาท่านมหาเสนาที่ยืนมองอยู่ไกลๆแล้วปะทะร่างจนเซถลาล้มลงไปด้วยกัน!
เด็กคนที่เจ็ดมองหน้าปราณทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ปราณหงายฝ่ามือขวาแล้วกระแทกเข้าที่หน้าอกอย่างแรงทำให้ร่างนั้นพุ่งตามเพื่อนไปอย่างติดๆ
เหล่ามหาอำมาตย์เห็นอาการาเ็ของลูกหลานก็เริ่มร้องโวยวายไม่พอใจแต่การประลองยังไม่สิ้นสุดเด็กอีกสองคนที่ทำท่าจะปล่อยหมัดก็เจอศอกของปราณอัดเข้าลิ้นปี่คนละดอก ถึงกับเบิกตาโตลิ้นจุกปากทรุดเข่าเอามือกุมท้องทันที
่เวลาไม่ถึงนาทีเด็กทั้ง9คนก็อยู่ในสภาพาเ็ ไม่มีแรงลุกขึ้นมาสู้ได้เอาแต่ร้องโอดโอยจนพ่อกับแม่ของแต่ละคนต้องรีบวิ่งเข้าไปดูอาการ
ส่วนเทวาที่เริ่มอาการดีขึ้นก็โวยวายลั่นห้องวิ่งเข้ามาหาแบบเดือดดาลเต็มที่ ปราณปล่อยหมัดขวาใส่ท้องด้วยความแรงตามติดด้วยหมัดตรงซ้าย สองแรงจากหมัดที่ทรงพลังทำให้ร่างน้อยๆ ของเทวาลอยเรี่ยพื้นไปทางประตูโถงอย่างรวดเร็ว ปราณเห็นดังนั้นก็ะโพุ่งตัวแว็บเดียวมาหยุดตรงหน้าก่อนที่เทวาจะถึงประตู
จากนั้นก็ปล่อยพลังจากฝ่ามือปะทะเข้าหน้าอกเทวาอย่างจังถึงกับกระอักเืร่างเทวากระเด็นกลับไปทางเดิม แล้วค่อยๆ ไถลกองกับพื้น รอบนี้เทวาไม่สลบแต่าเ็ถึงกับได้เื
ในตอนนี้ร่างของปราณมีวงแหวนสีม่วงจางๆปรากฎขึ้นจางๆ 3 ครั้งแล้วก็หายไป เขางงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งข้อสงสัยกับตัวเอง ‘เกิดอะไรกับข้าอีกล่ะเนี่ย วงแหวนสีม่วงนี่มันคืออะไร? หรือว่า...?’
ยังไม่ทันที่จะคิดอะไรต่อเสียงโวยวายของาุโสองก็ลั่นแทรกความตื่นตะลึง พร้อมวิ่งเข้ามาหาเด็กน้อยเหมือนจะลงไม้ลงมือท้าตีกับผู้ใหญ่วัยเดียวกัน
“ท่านผู้าุโสอง!!”
เสียงเตือนของท่านเ้าเมืองช้าไปแล้วผู้าุโสองพุ่งหมัดขวาเข้าใส่เด็กปราณด้วยความโมโห เพราะเด็กร่างท้วมในกลุ่ม คือลูกชายของเขานั่นเอง!แต่สัญชาติญาณการต่อสู้ของปราณก็ทำหน้าที่ได้อย่างดี ปราณหลบหมัดใหญ่ๆของสมุหเสนาแก่นนคร
พลังจากร่างกายทั้งหมดส่งผ่านมาที่หมัดซ้ายต่อยเสยออกไปอย่างรวดเร็วเข้าปลายคางาุโสองอย่างพอดิบพอดีในท่าทางเดียวกันกับที่ปราบพยศเทวา ณ ลานประลองพยัคฆ์คำราม
ร่างาุโสองพุ่งขึ้นสูงจนไปกระแทกเพดานโดมทรงกลมเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเกิดรอยแตกร้าวในทันใด ร่างใหญ่โตร่วงสู่พื้นเสียงดังสนั่นแล้วสงบนิ่งนอนหายใจรวยริน
เด็กร่างท้วมรีบวิ่งเข้ามาเขย่าร่างาุโสองพร้อมกับท่านแม่ของเขา ทั้งสองพยายามเรียกชื่อ แต่ก็ไม่ขานรับ “ท่านพ่อ...ท่านพ่อ...แก...ไอ้เ้าปราณแกทำร้ายพ่อของข้า” เด็กร่างท้วมชี้หน้าด่าปราณแต่ไม่กล้าทำอะไรเพราะได้ลิ้มรสพลังหมัดของคนตรงหน้าไปแล้ว
ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาอีก ต่างวิ่งไปดูลูกหลานของตนเป็ทิวแถว มองปราณด้วยแววตาที่หวาดกลัวผสมความโกรธแค้นบัดนี้มีแต่ความตกตะลึง ทหารรักษาการณ์ทุกนายเหงื่อแตกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เหตุการณ์เบื้องหน้าไม่ใช่ความฝันทุกคนตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกให้ตื่นจากฝันแต่นี่คือความเป็จริง
ปราณหันมองรอบๆดูผลงานของตัวเอง เขาไม่รู้ว่าใช้เวลานานเท่าไหร่แต่ใส่ใจเื่การเอาตัวรอดท่าทางการต่อสู้เป็การจดจำของแขนขาโดยอัตโนมัติจากการฝึกฝนอย่างยาวนาน
เ้าสุเมธาธิบดีเองก็ตกตะลึงการต่อสู้ในวันนี้ของปราณรุนแรงกว่าเมื่อวาน อีกทั้งยังกำราบเด็กทั้งเก้าลงได้ภายในพริบตา‘พลังฌานสัมบูรณ์ช่างน่ากลัวยิ่งนัก ขนาดผู้ใหญ่ยังต้องแพ้ให้เด็กขนาดนี้นี่เขาเพิ่งจะอายุไม่กี่ปี ยังกล้าแกร่งถึงเพียงนี้ถ้าเขาเติบโตขึ้นมาจะมีพลังมากมายขนาดไหน? ช่างเป็เด็กอัจฉริยะที่น่ากลัวยิ่งนัก’
เด็กๆที่โดนพลังหมัดและลูกเตะของปราณพากันร้องโอดโอย ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาต่อสู้กับเขาอีกก็ขนาดผู้ใหญ่อย่างาุโสองโดนเข้าไปแค่หมัดเดียวยังไม่รอด แล้วถ้าคนอื่นยังจะลงมือก็เท่ากับหาเื่เจ็บตัวเปล่าๆ
ปราณยืนนิ่งถอนหายใจแล้วโค้งคำนับ “ข้าขออภัยทุกท่านด้วย...ข้าไม่ได้มีเจตนาจะเอาชีวิตใครเพียงแต่สัญชาติญาณการต่อสู้ของข้ามันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติสำหรับการลงมือกับท่านผู้าุโสองข้าต้องขออภัยเป็อย่างสูงที่ได้ล่วงเกินและเมื่อข้าชนะการต่อสู้ในครั้งนี้ ก็ขอให้เป็ไปตามเดิมพันด้วย”
ทุกคนในห้องโดยเฉพาะท่านผู้าุโสี่เพิ่งจะลุกขึ้นปัดผ้าผ่อนให้เรียบร้อย เพราะมัวแต่ตื่นตะลึงกับการต่อสู้ที่เป็การต่อสู้แบบจริงจังมิใช่ฝีมือของเด็กๆ ที่มาเล่นเตะต่อยตามประสา มองปราณด้วยแววตาอ่อนโยนมากขึ้นส่ายหัวกับความคิดของตัวเอง ‘ข้าได้เห็นพลังฌานสัมบูรณ์ที่แท้จริงแล้วเคยเชื่อมาตลอดทั้งชีวิตของข้าว่ามันคือตำนานเล่าขานเพื่อความสนุก แต่นี่คือพลังที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตเ้าเด็กน้อย...เ้าช่างเบิกเนตรข้าอย่างแท้จริง’
ผู้าุโสี่มองหน้าบรรดามหาอำมาตย์ที่กระจัดกระจายไปประคองร่างบุตรชาย“เอาล่ะทุกท่านในฐานะที่ข้าาุโที่สุดในที่นี้ และได้เห็นพลังฝีมือที่เรียกว่าพลังฌานยุทธ์หรือที่เ้าเด็กน้อยปราณมีอยู่ คือฌานสัมบูรณ์ เขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเื่ที่พวกเราได้ยินมาั้แ่สมัยเด็กๆ เป็เื่จริงไม่ใช่แค่ตำนานปรัมปราอีกต่อไป ข้าขอยืนยันตามเดิมพันที่เ้าขอไว้นับจากนี้พวกเราในเมืองเชียงคลองจะไม่เรียกเ้าว่าไอ้ขี้แพ้และจะขอยอมรับในสิ่งที่ท่านเ้าเมืองจะแต่งตั้งให้เ้าเป็ยุวาจารย์เพื่อชี้แนะเด็กๆ ในเมืองให้สนใจฝึกฝนทักษะฌานยุทธ์เหมือนกับเ้า”
ท่านผู้าุโสี่กล่าวด้วยความชื่นชมแล้วเดินไปหาท่านเ้าเมือง พร้อมกับพยักหน้า
สุเมธาธิบดีถอนหายใจอย่างโล่งอก “เอาล่ะ!!! ในเมื่อเป็ดังที่ท่านมหาเสนาพิมุขมนตรีกล่าวข้าจึงเห็นควรแต่งตั้งให้ ปราณ โอฬารปฐี เป็ยุวาจารย์แห่งเมืองเชียงคลองมีศักดิ์และยศถาเทียบเท่าลูกชายของข้าและเป็อาจารย์คอยแนะนำแนวทางการฝึกฌานยุทธ์ให้กับเด็กๆในเมืองเชียงคลอง และให้ทุกคนเรียกเขาว่า ยุวาจารย์ปราณ”
ท่านเ้าเมืองหยิบเข็มกลัดติดเสื้อฉลุลวดลายสีทองมีพลอยทับทิมทรงรีอยู่ตรงกลาง ฉลุลายทองนั้นมีด้ามยาวเล็กๆห้อยลงมาส่วนปลายยังมีพลอยทับทิมรีขนาดเล็กติดอยู่อีกด้วย เด็กน้อยโค้งศีรษะคำนับ
“บัดนี้ เขาคือ ยุวาจารย์ปราณ โอฬารปฐี เด็กๆ ที่เห็นเขาจะต้องเชื่อฟังและให้ความเคารพส่วนท่านผู้ใหญ่ก็พึงเห็นเขาเป็เช่นลูกหลานอีกหนึ่งคนแม้เขาจะมีเวลาอยู่กับเราแค่ 3 สัปดาห์แต่ขอให้ทุกท่านให้เกียรติเขาตามสมควรด้วย”
ปราณโค้งคำนับให้ท่านเ้าเมืองอีกครั้งและหันไปโค้งให้กับทุกคนภายในห้องโถง จากนั้นท่านาุโสี่ก็ปรบมือนำ คนทั้งห้องจึงปรบมือตามอย่างเสียมิได้