บทที่ 16 พี่น้องทะเลาะกัน
เสิ่นหนานซิงเดินไปพลางขบคิดไปพลางว่าจะทำอย่างไรให้ลุงเฉิงยอมรับเธอเป็ศิษย์สืบทอดวิชาอย่างเป็ทางการ?
คำตอบคือค่อนข้างยาก เว้นเสียแต่ว่า... เธอจะแสดงความสามารถอันโดดเด่นจนลุงเฉิงเกิดความทึ่งในฝีมือและไม่อาจปล่อยให้เพชรเม็ดงามหลุดมือไปได้
เื่นี้ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงเลย เพราะหากเป็เื่อื่นเธออาจไม่มั่นใจ แต่ในด้านศาสตร์การแพทย์แผนจีนดั้งเดิม เธอเชื่อมั่นเต็มร้อยว่าจะสามารถทำให้ลุงเฉิงอัศจรรย์ใจจนหลงใหลในพร์ได้อย่างแน่นอน
ทว่าในขณะที่กำลังวางแผนการอยู่นั้น เสียงตวาดด้วยความโกรธจัดก็ดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
“เสิ่นหนานซิง! นางคนชั่วช้า! กล้าดียังไงมารังแกแม่ของฉัน? รอดูเถอะ ฉันจะทุบฟันแกให้ร่วงหมดปากเลย!”
เสิ่นหนานซิงเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ เห็นเงาร่างหนึ่งกำลังวิ่งพรวดพราดอย่างรีบร้อนมาจากปากซอย
วันนี้ เสิ่นหนานฮุ่ยเพิ่งเดินทางกลับมาจากบ้านยาย และต้องใจนมึนงงเมื่อได้รู้ข่าวว่าครอบครัวใหญ่ตัดสินใจแยกบ้านกันเรียบร้อยแล้ว
หลังจากมารดาของเธอพูดจ้อฟ้องไม่หยุดอยู่พักใหญ่ เธอถึงได้เข้าใจว่าต้นเหตุทั้งหมดเป็เพราะเสิ่นหนานซิงก่อเื่วุ่นวายขึ้นมา! ด้วยเหตุนี้เธอจึงมารอดักอยู่ที่ปากซอยเพื่อจะชำระความกับน้องสาวให้รู้เื่!
เสิ่นหนานซิงไม่อยากเสียเวลาใส่ใจด้วย เธอเดินเลี่ยงใต้ร่มไม้ตรงกลับเข้าบ้านโดยไม่คิดจะชายตามองเสิ่นหนานฮุ่ยเลยแม้แต่น้อย
เหตุผลข้อแรกคือตอนเที่ยงวันแดดแรงจัดจนแสบตาแทบลืมไม่ขึ้น การมาตบตีทะเลาะกันกลางแดดแผดเผาแบบนี้ดูเป็เื่โง่เง่าสิ้นดี ข้อสองคือพ่อของเธอกำลังรอกินข้าวอยู่ เธอไม่มีเวลามาไร้สาระกับคนพรรค์นี้
“เสิ่นหนานซิง! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ท่าทีเมินเฉยของเสิ่นหนานซิงทำให้เสิ่นหนานฮุ่ยโกรธจนแทบะเิ นางแพศยานี่กล้าเมินเธออย่างนั้นเหรอ? เธอสาวเท้าวิ่งตามไปไม่กี่ก้าว หวังจะคว้าแขนเสิ่นหนานซิงไว้ให้ได้
ทว่าสิ่งที่เคยทำได้ง่ายดายในอดีต วันนี้กลับยากเย็นอย่างประหลาด ราวกับขาของเสิ่นหนานซิงติดมอเตอร์เอาไว้ แม้ท่าทางจะไม่ได้เดินเร่งรีบ แต่เธอกลับวิ่งกวดตามไม่ทันเลยสักก้าว
เสิ่นหนานซิงเดินกลับถึงบ้านในชั่วพริบตา พอเข้าไปในห้อง ก็พบว่ามีเพียงบิดานั่งอยู่คนเดียว ส่วนมารดายังเดินทางกลับมาไม่ถึง
“พ่อคะ หนูกลับมาแล้วค่ะ!” พูดจบก็หยิบชามบนโต๊ะขึ้นมาตักน้ำดื่มอึกใหญ่ อากาศข้างนอกร้อนอบอ้าวทนไม่ไหวจริง ๆ!
“หนานซิงกลับมาแล้วเหรอลูก? พ่อปอกกระเทียมเตรียมไว้ให้แล้ว อากาศข้างนอกร้อนมากไหม?”
เสิ่นฟางไห่เห็นลูกสาวเหงื่อท่วมกายก็แสนห่วง รีบเอื้อมไปหยิบผ้ามาส่งให้
หลังจากเช็ดเหงื่อไคลเรียบร้อย เสิ่นหนานซิงก็รับกระเทียมมา แล้วลงมือหยิบครกหินเตรียมโขลกทันที เพราะบะหมี่เปล่าจืดชืดเมื่อเช้าย่อยหมดไปนานแล้ว ตอนนี้ท้องไส้จึงเริ่มส่งเสียงประท้วง
“ไม่ร้อนเท่าไหร่ค่ะพ่อ! หนูวิ่งเหยาะ ๆ กลับมาเอง เดี๋ยวหนูไปทำบะหมี่กินกันนะคะ”
“นางตัวดี! โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้! ฉันกำลังคุยกับแกอยู่นะ! ออกมา! ยังไม่ได้เคลียร์กันให้รู้เื่เลย รีบออกมาเดี๋ยวนี้!”
ทว่าก่อนที่เธอจะได้ก้าวเข้าห้องครัว เสิ่นหนานฮุ่ยก็แผดเสียงะโด่าลั่นอยู่ในลาน
เสิ่นหนานซิงดื่มน้ำบำรุงจนหายกระหายแล้ว ก็แกว่งครกหินตำกระเทียมในมือไปมา อุตส่าห์ยอมอโหสิปล่อยผ่านไปแล้วแต่ไม่ได้ผล ยังกล้าตามมาหาเื่ถึงบ้านอีกงั้นเหรอ!
“เสิ่นหนานซิง นางหน้าด้าน! เรียกแล้วไม่ได้ยินหรือไง! ออกมาคุกเข่าขอโทษแม่ฉันเดี๋ยวนี้!” เสิ่นหนานฮุ่ยะโโลดเต้นะโด่าทออย่างบ้าคลั่ง ดูไม่ต่างจากผู้หญิงสติฟั่นเฟือน
ก่อนที่เสิ่นฟางไห่จะทันได้เอ่ยปากห้ามปราม เสิ่นหนานซิงก็ถือครกหินตำกระเทียมก้าวฉับ ๆ ออกมา พอถึงหน้าประตูก็สะบัดเหวี่ยงออกไปทางต้นเสียงทันที
ทางด้านคนในห้องฝั่งตะวันออก แม้จะยินเสียงเสิ่นหนานฮุ่ยแผดด่าอยู่ แต่ก็ไม่มีใครยอมออกมาห้ามปราม เสิ่นฟางเฉวียนทำท่าจะก้าวออกไปดู แต่กลับถูกทั้งแม่และภรรยาถลึงตาจ้องเขม็งสกัดไว้
ทว่าพอหันกลับมามองอีกที ก็เห็นครกหินก้อนมหึมาบินละลิ่วลอยละล่องมาตามอากาศ ก่อนจะตกกระทบพื้นเสียงดัง เฉียดข้างเท้าของเสิ่นหนานฮุ่ยไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ทุกคนที่แอบดูอยู่ต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง
“เสิ่นหนานซิง! นางสารเลว! กรี๊ด...!”
เสียงด่าของเสิ่นหนานฮุ่ยขาดห้วงเหมือนรถเบรกแตกที่หักหลบกะทันหัน เธอผงะถอยหลังไปสามสี่ก้าวด้วยความขวัญหนีดีฝ่อ ก่อนจะเสียหลักทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน
“นางตัวดีด่าใครอยู่นะ?” เสิ่นหนานซิงก้าวเข้าไปประชิดตัวเสิ่นหนานฮุ่ย แล้วก้มมองลงมาด้วยสายตาเหยียดหยามเหนือกว่า
ในมือเธอยังคงถือสากหินตำกระเทียม ควงสลับซ้ายขวาไปมาอย่างช่ำชอง ดูท่าทางแล้วหากอีกฝ่ายกล้าพ่นคำหยาบออกมาอีกแม้แต่คำเดียว เธอคงใช้ของในมือฟาดกบาลให้อย่างแน่นอน
“แก! แก... คิดจะทำอะไร?” เสิ่นหนานฮุ่ยตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เพราะครกและสากพวกนี้ทำจากหินแท้ทั้งหนาและหนัก! ทันใดนั้นความอวดดีก็มลายหายไปสิ้น
ในใจเสิ่นหนานซิงลอบหัวร่า สมเพชตัวเองในชาติก่อนนักที่ยอมปล่อยให้คนประเภทนี้ข่มเหงรังแกได้ตั้งนาน ทั้งที่ภายนอกดูเก่งกล้าแต่เนื้อแท้ขี้ขลาดตาขาว!
“ปากเก่งนักไม่ใช่เหรอ? ลองด่าต่ออีกคำสิ?” เสิ่นหนานซิงค่อย ๆ ก้มลงหยิบครกหินขึ้นมา ลองแกว่งดูแล้วรู้สึกว่าน้ำหนักกำลังพอดีมือทีเดียว
“แก อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ!” เสิ่นหนานฮุ่ยนั่งแปะอยู่บนพื้นพลางใช้ก้นไถถอยหลังหนีด้วยความหวาดผวา เสิ่นหนานซิงเปลี่ยนไปเป็คนละคนน่ากลัวขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?
หลิวผิงที่แอบดูอยู่ในห้องเห็นลูกสาวสุดที่รักล้มคว่ำก็ไม่อาจทนดูเื่ตลกได้อีกต่อไป รีบวิ่งออกมาทันที
“หนานฮุ่ย ลูกแม่ไม่เป็อะไรใช่ไหม?”
หลิวผิงรีบประคองช่วยลูกสาวให้ลุกขึ้น ยามเมื่อจ้องมองเสิ่นหนานซิง เธอก็นึกถึงเงินห้าร้อยหยวนที่โดนยึดไป ซึ่งในความคิดเธอเงินนั้นควรเป็ของเธอ! ทันใดนั้นดวงตาก็ลุกโชนด้วยไฟแค้นจ้องเสิ่นหนานซิงเขม็ง
“แม่คะ มันจะทำร้ายหนู!” เสิ่นหนานฮุ่ยขวัญเสียของจริง และตอนนี้รู้สึกอับอายและเคียดแค้นอย่างมาก
“มีแม่อยู่ตรงนี้ มันไม่กล้าทำอะไรลูกหรอก! นางเด็กเหลือขอเวรกรรมต้องตามทันแน่! เกิดมาสันดานแข็งกระด้างก้าวร้าวขนาดนี้ ผู้ชายดี ๆ ที่ไหนจะกล้าตบแต่งเอาไปเลี้ยงดู? สุดท้ายก็ต้องโดนเขาเฉดหัวทิ้ง!”
ในใจหลิวผิงเริ่มรู้สึกสะใจขึ้นมา ต่อให้นางเด็กนี่จะเก่งกาจพลิกแพลงแค่ไหนก็ช่าง แต่หากเื่คู่ครองยังรักษาคนรักไว้ไม่ได้ ลูกสาวของเธอก็ย่อมเป็ฝ่ายชนะอย่างง่ายดาย
เสิ่นหนานซิงฟังคำเหน็บแนมแล้วรู้สึกสะกิดใจว่าต้องมีนัยแฝงอยู่แน่ ยิ่งเห็นใบหน้าของเสิ่นหนานฮุ่ยขึ้นสีแดงก่ำและมีท่าทีกระสับกระส่ายเก็บอาการไม่อยู่ สองแม่ลูกคู่นี้ดูจะมั่นอกมั่นใจในเื่นี้เหลือเกิน
เสิ่นหนานซิงเข้าใจกระจ่างแจ้งทันที ก่อนหน้านี้เธอเคยแว่วเสียงพวกผู้หญิงในหมู่บ้านซุบซิบกันว่า เสิ่นหนานฮุ่ยแอบมีสัมพันธ์ลับ ๆ กับฟางหลูเกิน คู่หมั้นของเธอ ดังนั้นเธอจึงคิดในใจว่าในเมื่ออยากรู้นักว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถลำลึกไปถึงขั้นไหนแล้ว ก็ถือโอกาสทดสอบดูเสียเลย!
“คุณป้าคงจะลืมไปแล้วสินะคะว่าฉันเองก็มีคู่หมั้นคู่หมายเป็ตัวเป็ตนอยู่แล้ว ทางที่ดีเอาเวลาไปเป็ห่วงลูกสาวตัวเองจะดีกว่าค่ะ! อีกอย่าง... ต่อให้ฉันต้องโดนทิ้งจริง ๆ ลูกสาวของคุณป้าก็จะต้องทุกข์ทรมานยากลำบากกว่าฉันเป็สิบเท่า!”
เสิ่นหนานซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มั่นคงหนักแน่น ก่อนจะถือครกและสากหินเดินนิ่ง ๆ เข้าห้องครัวไป ฮึ! จะจัดการสะสางเื่นี้ไปพร้อม ๆ กันเลย สองแม่ลูกคู่นี้ถ้ายังเก็บอาการอยู่ได้ก็แปลกคนแล้ว!
เมื่อหวนนึกถึงชาติภพก่อน คนตระกูลฟางเห็นว่าเธอไร้ญาติขาดมิตรและสิ้นไร้ที่พึ่งหลังจากบิดามารดาเสียชีวิต ก็รีบแล้งน้ำใจยื่นเื่ยกเลิกการหมั้นหมายทันที และหลังจากนั้นไม่นานฟางหลูเกินก็ไปประกาศหมั้นหมายกับเสิ่นหนานฮุ่ยอย่างเอิกเกริก ปล่อยให้เธอตกเป็ขี้ปากและตัวตลกให้คนทั้งหมู่บ้านหัวเราะเยาะ
ก่อนหน้านี้เธอไม่มีเวลาและสมองไปใส่ใจเื่ไร้สาระพวกนี้ เพราะแค่ลำพังพยายามเอาชีวิตรอดและหาข้าวกินก็เต็มกลืนแล้ว แต่มาตอนนี้พอลองตรองดูให้ดี การที่เสิ่นหนานฮุ่ยแสดงท่าทีเช่นนี้ย่อมหมายความว่าแผนการแย่งชิงนี้ถูกวางเอาไว้นานแล้ว ท่าทางเย้ยหยันของสองแม่ลูกหลังจากพ่อแม่เธอเกิดเื่มันบ่งบอกหลักฐานชัดเจน!
ในเมื่อเสิ่นหนานฮุ่ยอยากได้เศษเดนผู้ชายสารเลวพรรค์นั้นนัก ก็ประเคนยกให้ไปเลย! เพราะพฤติกรรมหน้าเนื้อใจเสือของคนตระกูลฟางก็ไม่ใช่คนดีเด่มาจากไหนอยู่แล้ว!
“พี่ต้าเกินไม่มีวันเอาผู้หญิงอย่างแกหรอก! เลิกฝันกลางวันได้แล้ว! เขาเป็ของฉันคนเดียว!” เสิ่นหนานฮุ่ยเหมือนถูกเหยียบเข้าที่หาง เธอแผดกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธจัดจนลืมตัว
เสิ่นฟางไห่ที่เพิ่งจะพยุงร่างเดินกะเผลกออกมาจากห้อง ถึงกับชะงักงันตาค้างกับประโยคสารภาพสิ้นคิดนั้น ่นี้เขาต้องเจอเื่กระทบจิตใจติดต่อกันมากเกินไปแล้ว!
“อ้าวเหรอคะ? แต่พี่ฟางหลูเกินไม่เห็นเคยบอกเื่นี้กับฉันเลยนะ! วันก่อนยังเขียนจดหมายมาออดอ้อนบอกว่าถ้าได้วันหยุดพักผ่อนจะรีบเดินทางกลับมาหาฉันทันทีเลยนี่นา! เขาไม่มีทางพูดจาใจร้ายแบบที่เธอว่าหรอก!”
ท่าทีเหนียมอายแสร้งทำเป็ใสซื่อของเสิ่นหนานซิง ยิ่งโหมกระพือไฟริษยาในอกของเสิ่นหนานฮุ่ยให้ลุกโชนขึ้นอีกเป็เท่าตัว ฮึ! เอาให้โกรธจนอกแตกตายไปเลย!
ของเธองั้นเหรอ? สันดานของคนตระกูลฟางก็ต่ำช้าพอกันนั่นแหละ ถ้าอยากได้นักก็เอาไปบูชาเลย! ฉันล่ะอยากจะรอดูจริง ๆ ว่าหญิงชั่วกับชายโฉดจะเสวยสุขอยู่ด้วยกันได้สักกี่น้ำ!
“นางหน้าด้านพูดเหลวไหล! พี่ฟางหลูเกินไม่มีวันชายตาแลแกหรอก นางสารเลว! ดีแต่ทำตัวยั่วยวนผู้ชายของคนอื่น! ฉันจะตบแกให้ตายคามือ!”
เสิ่นหนานฮุ่ยสลัดมือหลิวผิงทิ้งแล้วพุ่งตัวเข้าใส่หมายจะลงไม้ลงมือตบตี ทว่าเสิ่นหนานซิงกลับเบี่ยงหลบฉากได้อย่างว่องไว ส่งผลให้ร่างของเสิ่นหนานฮุ่ยเสียหลักล้มคว่ำหน้าคะมำกระแทกพื้นดินอย่างหมดสภาพ