ห้องปรุงยามีร่างงดงามของดรุณีน้อยนั่งจดจ้องม้วนตำราอย่างตั้งใจ
ตำราม้วนนี้แตกต่างจากตำราม้วนที่นางเคยครอบครอง ภาพและตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนแผ่นไม้ไผ่มิใช่การใช้หมึกเขียนแต่เป็นการแกะสลัก แม้กระทั่งภาพดอกบัวสีเลือดกับดอกบัวนิลกาฬก็ถูกแกะสลักอย่างละเอียด งานประณีตเช่นนี้เป็นฝีมือของผู้ใดกัน
นางหันมองดอกบัวทั้งสองที่อยู่ในกล่องแล้วเปรียบเทียบกับภาพที่ถูกแกะสลักขึ้น รายละเอียดเหมือนกันทุกอย่าง ขนาดเกสรดอกบัวยังครบตามจำนวนจริง นางนั่งนับจำนวนกลีบดอกบัวตามที่เขียนไว้ในตำราต่อ
“ห้าสิบกลีบตามที่สลักไว้ไม่มีขาดหรือเกิน”
ผู้ทำตำราเล่มนี้ขึ้นต้องเคยครอบครองดอกบัวพวกนี้อย่างแน่นอนถึงได้แกะสลักไม่ผิดเพี้ยนไปสักจุด
ทุกส่วนของดอกบัวสีเลือดสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาผู้ที่ใกล้จะหมดลมหายใจได้ สรรพคุณของมันใช้รักษาบาดแผลทั้งภายนอกและภายในได้ผลชะงัด ช่วยกระตุ้นขับเคลื่อนลมปราณเพื่อรักษาความสมดุลในการทำงานของร่างกาย
วิธีการนำไปทำยาเขียนบอกไว้ว่าให้เด็ดแต่ละส่วนภายในครั้งเดียว หากทำให้เกิดการบอบช้ำพลังงานจะเหลือน้อยจนแทบไม่เหลือเลย
ดอกบัวสีเลือดจะมีพลังงานไหลเวียนภายในดอก หากส่วนใดบอบช้ำพลังงานก็จะไหลเวียนเข้าไปในส่วนนั้นน้อย การเด็ดภายในครั้งเดียวจึงสำคัญเพราะช่วยให้พลังงานที่ไหลเวียนเข้าส่วนนั้นไหลกลับคืนมายังเกสรไม่ทัน พลังงานจึงถูกเก็บกักไว้ในส่วนที่ถูกเด็ดจนเต็ม
แหล่งควบคุมพลังงานที่ไหลเวียนภายในดอกคือบริเวณเกสร จ้าวลู่ชิงใช้สายตาสำรวจอย่างละเอียด จมูกนางสัมผัสได้ว่ากลิ่นหอมนี้ไหลเวียนไปทั่วดอก
คำเตือน
ดอกบัวสีเลือดสามารถช่วยชีวิตผู้ที่พลังงานภายในร่างกายยังมิดับสูญเท่านั้น
ผู้ที่ร่างกายทรุดโทรมตามกาลเวลาไม่สามารถตอบสนองต่อพลังงานที่มีอยู่ในดอกบัวสีเลือด
จ้าวลู่ชิงอ่านคำเตือนสองข้อ ก่อนจะพึมพำออกมา “ไม่สามารถยื้อชีวิตผู้ที่มีร่างกายทรุดโทรมสินะ ความเป็นอมตะไม่มีจริงในโลก ทุกอย่างล้วนดับสูญไปตามกาลเวลา”
นางปิดกล่องดอกบัวสีเลือด แล้วหันมาเปิดกล่องดอกบัวนิลกาฬ โครงสร้างทุกอย่างเหมือนดอกบัวสีเลือดแตกต่างกันเพียงสีและสรรพคุณเท่านั้น
ดอกบัวนิลกาฬมีพิษทุกส่วน แหล่งควบคุมพลังงานพิษอยู่ที่เกสรเช่นเดียวกัน หากส่วนใดขาดออกจากดอกจะไร้กลิ่นและเปลี่ยนเป็นสีขาวโปร่งแสงทว่ายังเต็มไปด้วยพิษ
หากนำไปทำเป็นยาพิษจะได้พิษที่ไร้สีไร้กลิ่น ผู้ใดที่ได้รับพิษเข้าสู่ร่างกาย อวัยวะภายในจะถูกกัดกร่อน หากไม่ได้รับยาถอนพิษภายในหนึ่งเค่อ อวัยวะภายในจะแหลกสลายและสิ้นลมลงในที่สุด
จ้าวลู่ชิงอ่านสิ่งที่สามารถถอนพิษได้ คือยาที่ทำจากดอกบัวสีเลือด มิน่าล่ะถึงได้เกิดมาคู่กัน ดอกหนึ่งรักษาอีกดอกทำลาย
จ้าวลู่ชิงไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ได้อ่านจะเป็นจริงหรือไม่ ดึกดื่นนางก็ยังมิยอมหลับยอมนอน อ่านวิธีการหลอมดอกบัวสีเลือดกับดอกบัวนิลกาฬ และทำการหลอมมันขึ้นมา ร่างกายของนางต้านพิษทุกชนิดจึงไม่ต้องกลัวพิษจากดอกบัวนิลกาฬ ทว่านางก็ยังระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ประมาทเลินเล่อจนเกินไป กว่าจะแล้วเสร็จก็เกือบสว่างนางถึงได้งีบหลับไปสักพัก
ฟ้ายังไม่สางชาวบ้านต่างรีบเดินทางนำผลผลิตมาขายในตลาดหน้ากำแพงเมือง
หญิงชราผอมโซราวกับขอทาน เรี่ยวแรงเดินแทบไม่มีนำหลานสาวมาขายเพื่อหลีกหนีจากความอดอยาก ระยะทางอีกห้าลี้ก็จะถึงกำแพงเมือง
“ท่านย่านี่คืออันใดเจ้าคะ!” เด็กหญิงร่างกายแห้งผอมจนเหลือแต่กระดูก รีบดึงมือของหญิงชราให้หยุดเดิน ก้มเก็บแผ่นสีทองขึ้นมา
หญิงชราตาลุกวาวกับแผ่นทองที่เห็น นางเคยเห็นเศรษฐีเรียกสิ่งนี้ว่าแผ่นทองคำมันมีมูลค่ากว่าเหรียญทองแดง ด้านหน้าพวกนางยังมีพวงเงินตกอยู่บนพื้น นางรีบตะครุบพวงเงินแล้วยัดเข้าเก็บไว้ด้านในอกเสื้อ
“ท่านย่า พวกเรามีเงินแล้ว ท่านจะไม่ขายข้าแล้วใช่ไหมเจ้าคะ” เด็กน้อยเคยเห็นเงินเพียงไม่กี่เหรียญแต่สิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่คือเงินพวงใหญ่จึงถามออกไปด้วยความคาดหวัง
“ไม่ ย่าไม่ขายเจ้าแล้ว” ลูบใบหน้าหลานสาวตัวน้อยทั้งน้ำตา สวรรค์เมตตาพวกตนสองย่าหลาน ไม่อยากให้พรากจากกันจึงช่วยเหลือ รีบจูงมือเล็ก ๆ ไปซื้ออาหารแล้วรีบกลับบ้าน เงินสองพวงใหญ่กับทองคำที่เก็บได้พอให้พวกตนประทังชีวิตได้อีกยาวนาน
ระแวกเดียวกันก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ชาวบ้านที่ยากไร้ต่างเก็บพวงเงินได้ตามถนน บ้างก็เก็บแผ่นทองคำได้ ทุกคนต่างรีบยัดของที่เก็บได้ใส่ไว้ในหน้าอก กลัวว่าผู้เป็นเจ้าของจะกลับมาทวงคืน
ตลาดหน้ากำแพงเมืองต่างคึกคัก วันนี้ผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยกันมากมาย ของที่นำมาขายถูกซื้อจนหมดภายในเวลาเพียงหนึ่งเค่อมันรวดเร็วจนน่าตกใจ
พ่อค้าแม่ค้าต่างดีใจกันจนยิ้มไม่หุบ ไม่รู้ว่าคนพวกนี้ไปร่ำรวยมาจากไหน บางคนสวมชุดเก่า ๆ แต่ซื้อของมากมายจนแบกกลับไม่ไหวก็จ้างเกวียนขนไปส่ง เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่บนกำแพงเมืองต่างสงสัยว่าเพราะเหตุใดวันนี้ตลาดถึงได้ขายดีกว่าทุกวัน
สงสัยไปก็เท่านั้นเพราะผู้เป็นเจ้าของเงินทองนอนกรนน้ำลายไหลอยู่บนเตียง โดยไม่รู้เลยว่าของมีค่าที่นำติดกายมาด้วยถูกกวาดไปจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือไว้ให้แม้แต่เงินสักเหรียญเดียว
จ้าวลู่ชิงกำลังจะพาท่านหมอสวีออกเดินทางไปดูร้านค้าที่จะปรับปรุงเป็นโรงหมอ นางเห็นพี่ชายเดินจูงม้าผิวปากเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ที่หมู่บ้านกลางหุบเขา
“เหตุใดถึงได้อารมณ์ดีนักนะ”
นั่งอยู่ในรถม้ารอสาวใช้ข้างกายที่นำกระดาษไปติดประกาศว่างดรับซื้อสมุนไพรชั่วคราว
รถม้าสองคันวิ่งมุ่งหน้าไปยังตำบลจนมาถึงร้านค้าที่มีเอกสารครอบครองเป็นเจ้าของ
อาคารสองชั้นขนาดใหญ่ตรงหน้าทำให้จ้าวลู่ชิงและสาวใช้ข้างกายต่างอ้าปากค้าง
“นังหนู เจ้าช่างเลือกสถานที่ได้ดี” กล่าวชมลูกศิษย์เมื่อเห็นความใหญ่โตของอาคารสองชั้นที่จะเป็นเปลี่ยนเป็นโรงหมอ
บริเวณชั้นสองมีหลายห้องช่างเหมาะแก่การทำเป็นโรงหมอและเปิดร้านขายสมุนไพร ทุกอย่างดูเหมือนว่าถูกเตรียมให้พร้อม พวกนางไม่ต้องปรับปรุงใหม่ให้เสียเวลา แค่เพียงเพิ่มบางอย่างเข้าไปนิดหน่อยก็สมบูรณ์แบบ
ด้านหลังประตูบานใหญ่กั้นระหว่างโรงหมอกับเรือนขนาดใหญ่ ด้านหน้าเรือนมีสวนหย่อม แม่น้ำจำลอง ศาลาสำหรับพักผ่อน นี่มันสวยงามเกินไปแล้ว เหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในสถานที่พักตากอากาศ
“ศิษย์รัก เจ้าเลือกสถานที่เพื่อข้าโดยเฉพาะใช่หรือไม่” หมอสวีวิ่งไปจับนั่นจับนี่ นานแล้วที่เขาไม่ได้อยู่เรือนที่สุขสบายเช่นนี้ เดินทางพเนจรโดยมีรถม้าคู่กายไปตามที่ต่าง ๆ บางครั้งก็ต้องนอนกลางป่า ถึงเวลาที่ต้องกลับมาเสวยสุขเสียที
จ้าวลู่ชิงยิ้มแห้ง นางเพิ่งเห็นที่นี่พร้อมกับทุกคนนี่แหละ เขาหมดเงินไปเท่าไหร่กว่าจะได้สถานที่งดงามเช่นนี้มาครอบครอง เดินสำรวจทุกซอกทุกมุม
หยางหนิงจินหงุดหงิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น หน้าประตูเมืองมีรถม้าและเกวียนต่อแถวยาวเหยียด เจ้าหน้าที่รักษาประตูเมืองต่างตรวจค้นสัมภาระชาวบ้าน ผู้คนที่กำลังจะออกจากเมืองต่างถูกบังคับให้ต่อแถวเพื่อตรวจค้น
“ตรวจค้นให้ละเอียด อย่าให้เล็ดลอดสายตาไปได้แม้แต่จุดเดียว” ตู้ซีซวนกับสหายยืนออกคำสั่งแก่เจ้าหน้าที่ โดยมีพี่ชายอย่างตู้โม่โฉวยืนหน้าเคร่งเครียด เมื่อคืนจวนตระกูลตู้ที่ตั้งอยู่ในอำเภอชิงเหอถูกโจรเข้าไปขโมยทรัพย์สิน พวกตนทุกคนรวมไปถึงนายประตูและองครักเงาที่ติดตามมาด้วยต่างถูกทำให้สลบ ผู้ใดมันกล้าลักลอบเข้ามาขโมยทรัพย์สินของจวนขุนนาง ช่างกระทำอุกอาจมิเกรงกลัวกฎหมาย
หยกประจำตระกูลที่บุตรชายตระกูลตู้ต้องมีครอบครองคนละชิ้นก็หายไปด้วย เงินทองของมีค่าอื่น ๆ หายไปก็ช่างมันเถิด แต่หยกประจำตระกูลจะหายไปมิได้ หยกนั้นสำคัญ หากไปตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดีตระกูลตู้ต้องเดือดร้อน
“ตรวจเจออะไรหรือไม่”
“ไม่ขอรับ” เจ้าหน้าที่รักษาประตูเมืองลอบส่ายหน้าให้กัน
เกวียนลาคันที่เพิ่งถูกตรวจค้นเสร็จเคลื่อนออกไปจากตัวเมือง
“ประกาศออกไปอีกว่า หากผู้ใดเจอหยกลักษณะเหมือนในรูปข้าจะเพิ่มเงินรางวัลให้อีกชิ้นละหนึ่งพันก้วน”
จำนวนเงินเรียกเสียงฮือฮาจากชาวบ้าน เมื่อเช้าในประกาศบอกว่าหากผู้ใดเจอหยกแขวนที่เหมือนในรูปแล้วนำกลับมาคืนให้ผู้เป็นเจ้าของที่ภัตตาคารเฟิ่งไหลจะได้ค่าตอบแทนชิ้นละห้าร้อยก้วน
เพียงเวลาหนึ่งชั่วยามเงินรางวัลเพิ่มขึ้นมาอีกชิ้นละหนึ่งพันก้วน เท่ากับว่าหากเจอหนึ่งชิ้นจะได้เงินรางวัลหนึ่งพันห้าร้อยก้วน เจอสองชิ้นได้รับเงินรางวัลสามพันก้วน
ชาวบ้านที่กำลังจะออกจากเมืองต่างเปลี่ยนแผนการเดินทางมาค้นหาหยกแขวนแทน เงินเป็นพันก้วนผู้ใดจะไม่อยากได้ เงินจำนวนนี้ชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกตนสามารถใช้จ่ายไปชั่วชีวิต
รถม้าของหยางหนิงจินเคลื่อนไปหัวแถว ผ้าม่านด้านหน้าถูกเปิดออกด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่รักษาประตู เห็นบุตรชายนายอำเภอนอนเอกเขนกอยู่บนรถม้าก็อ้ำอึ้ง
“คะ…คือ..ว่า”
“เจ้าจะอ้ำอึ้งไปไย เจ้าหน้าที่รักษาประตูเมืองเหตุใดถึงได้ขี้ขลาดนัก” ตู้ซีซวนเตรียมจะเข้าไปค้นในรถม้า ทว่ามีเท้ายกขึ้นประชิดหน้าเสียก่อน ความฉุนเฉียวหายไปความตกใจเข้ามาแทนที่ หากเขาไม่หยุดคงโดนเท้าถีบยอดหน้า
“ถอยไป กล้าดีอย่างไรถึงได้ตรวจค้นรถม้าผู้อื่น”
ตู้ซีซวนถอยลงจากรถม้าเมื่อเผชิญกับพื้นรองเท้าที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนดิน
“เจ้า! เจ้าเป็นขโมยใช่หรือไม่ เหตุใดถึงไม่ให้ความร่วมมือ” เสียงของตู้ซีซวนดังจนดึงดูดความสนใจผู้อื่น