รักแท้หรือจะแพ้ซัคคิวบัส

    Act1 Ch2 3 ข้อเสนอจากแรงค์ S

    ลุงนากกวาดตามองรอบร้านครั้งหนึ่ง เห็นว่าโต๊ะข้างๆ ว่างพอจะไม่มีใครได้ยิน ก่อนก้มลงไปหยิบอะไรบางอย่างจากกระเป๋าที่วางอยู่ข้างเก้าอี้
    "คือมันเป็นเรื่องที่ผู้เคราะห์ร้ายทุกคนมีอุปกรณ์เหมือนกัน...เอ่อ" เขาเริ่ม แล้วก็ชะงัก เหมือนหาคำไม่ถูก "อุปกรณ์น่ะ อุปกรณ์เวทแบบ...ส่วนตัว"
    "ส่วนตัวยังไง" มิวถามอย่างไม่ทันคิด
    ลุงนากเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าของจอมเวทแรงค์ S ที่เพิ่งทำให้คนทั้งร้านกลั้นหายใจ ตอนนี้กลับมีสีแดงเรื่อขึ้นที่ปลายหู เขามองซันเหมือนขอความช่วยเหลือ แต่ซันแค่ยกคิ้วรอ ไม่คิดจะช่วย
    สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจอีกที แล้ววางของในมือลงบนโต๊ะทีละชิ้น
    ชิ้นแรก ชิ้นที่สอง ชิ้นที่สาม
    มิวที่กำลังยกแก้วขึ้นจิบ ค้างมือไปกลางอากาศ ก่อนวางลงช้าๆ ใบหน้าเปลี่ยนสีเร็วกว่าลุงนากเสียอีก
    "นั่นมัน..."
    "จิ๋มกระป๋อง ไข่สั่น กับดิลโด้" ซันพูดแทนอย่างราบเรียบ เหมือนกำลังอ่านรายการของในตะกร้า "ของกลางสามชิ้นมาจากผู้เสียหายคนละคน แต่แบรนด์เดียวกันใช่ไหมครับ"
    ลุงนากพยักหน้า ดูโล่งใจที่มีคนพูดคำพวกนั้นแทน
    มิวหันไปมองซันด้วยสายตาที่ผสมความตกใจกับความไม่เข้าใจ
    "นาย...พูดออกมาเฉยเลยเหรอ"
    "มันก็แค่ชื่อของ" ซันตอบ ก่อนเหลือบไปทางอาเรียที่นั่งนิ่งอยู่ข้างๆ ราวกับลุงนากเพิ่งวางเอกสารลงบนโต๊ะ "อาเรียก็ไม่เห็นตกใจ"
    "ฉันเคยเห็นของแปลกกว่านี้" อาเรียตอบเรียบๆ จิบกาแฟต่อ
    มิวมองเพื่อนตัวเองด้วยสีหน้าที่อยากถามว่าเห็นจากไหน แต่ตัดสินใจว่าไม่อยากรู้คำตอบ
    ซันเลื่อนสายตากลับมาที่ของบนโต๊ะ เขาไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้เขิน แค่มองมันแบบเดียวกับที่มองสมการบนกระดานเมื่อวาน เขายื่นนิ้วไปแตะที่ผิวของไข่สั่นเบาๆ แล้วหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง
    ปลายนิ้วเขามีแสงเวทจางๆ เรืองขึ้นแค่วับเดียว เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนคนที่จงใจไม่ปล่อยพลังออกไปเกินกว่าที่จำเป็นแม้แต่นิดเดียว
    อาเรียเป็นคนเดียวบนโต๊ะที่สังเกตว่าเขาใช้เวทน้อยผิดปกติแค่ไหน แต่เธอไม่พูด
    ครู่เดียวซันก็ลืมตา
    "แก่นกลไกพังไปแล้ว" เขาพูด "แต่โครงสร้างที่ฝังอยู่ข้างในไม่ผิดแน่ มันมีลักษณะเวทมนตร์ดูดพลังของซัคคิวบัส แล้วก็ออกแบบมาให้ทำลายตัวเองหลังถูกใช้ถึงจุดหนึ่ง"
    ลุงนากเอนตัวมาข้างหน้านิดหนึ่ง
    "แล้วโครงสร้างมันทำอะไร"
    "ดูดพลังเวทของคนใช้" ซันตอบ "แล้วจ่ายกลับมาเป็นอารมณ์ที่พุ่งสูงกว่าปกติ ยิ่งใช้ยิ่งเสียพลัง แต่ก็ยิ่งติด เพราะตอนใช้ มันให้ความรู้สึกที่ของทั่วไปให้ไม่ได้"
    เขาเขี่ยดิลโด้ให้พลิกอีกด้านด้วยปลายนิ้ว มองรอยสลักจางๆ ที่ฐานของมัน
    "แต่คนทำไม่ได้เก่งจริง หรือไม่ก็เวลาไม่พอ" ซันพูดต่อเหมือนกำลังวิจารณ์งานส่งของรุ่นน้อง "เลียนกลไกซัคคิวบัสมาได้แค่เปลือก ประสิทธิภาพห่างของจริงเยอะ ซัคคิวบัสจริงๆ ดูดพลังได้แนบเนียนกว่านี้มาก คนโดนดูดไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเสียอะไรไป ส่วนไอ้นี่มันเหมือนเอาค้อนทุบกระจกเพื่อหยิบของข้างใน ได้ของก็จริง แต่พังไปครึ่งห้อง"
    มิวกลืนน้ำลาย
    "นาย...รู้เรื่องพวกนี้เยอะผิดปกตินะ"
    "ผมอ่านหนังสือมาเยอะ" ซันตอบหน้าตาเฉย
    อาเรียเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่พูดอะไรเหมือนเคย
    ซันดันของกลางกลับไปทางลุงนากเล็กน้อย
    "เอาจริงๆ ถ้าใครอยากได้ความรู้สึกแบบนี้ ไปหาซัคคิวบัสที่ย่านโคมแดงยังคุ้มกว่า ปลอดภัยกว่า ไม่พังพลังตัวเองด้วย ไอ้ของพวกนี้ขายเครื่องละเท่าไรเนี่ย แพงกว่าค่าตัวซัคคิวบัสจริงอีกมั้ง"
    "ซัน" ลุงนากตัดบททันที เหลือบไปทางมิวที่หน้าแดงจนถึงคอ "มีเด็กอยู่"
    "เด็กคนไหน" ซันมองมิว "เธอแก่กว่าผมอีกนะ"
    "เรื่องวุฒิภาวะมันไม่เกี่ยวกับอายุ! แล้วฉันก็แก่กว่าพวกเธอไม่ถึงปีด้วยซ้ำ!" มิวสวนเสียงหลง
    ลุงนากหัวเราะออกมาเบาๆ ช่วยให้บรรยากาศคลายลง ก่อนหน้าจะกลับมาจริงจังขึ้นอีกนิด "เอาเถอะ ที่ลุงมาก็เพราะแบบนี้แหละ หน่วยสืบสวนเก็บของกลางมาเป็นเดือนแล้ว ส่งให้ฝ่ายเทคนิคดูก็ยังไม่ได้คำตอบที่ใช้ได้สักอย่าง" เขาชี้ไปที่ของบนโต๊ะ "แต่นายแตะแค่นิ้วเดียว บอกได้มากกว่าทีมลุงทั้งทีม เห็นไหมว่าทำไมลุงถึงต้องมา"
    "ก็เพราะลุงขี้เกียจ" ซันว่า
    "เพราะลุงรู้ว่าใครเก่งกว่าต่างหาก" ลุงนากแก้ "แต่...ก็ขี้เกียจด้วยแหละ ยอมรับ"
    เขาวางแก้วกาแฟลง แล้วเข้าเรื่องที่ตั้งใจมาจริงๆ
    "ลุงอยากให้พวกเธอช่วยสืบเรื่องนี้ให้หน่อย"
    "ทำไมต้องเป็นเรา" ซันถาม ทั้งที่น้ำเสียงบอกว่าเดาคำตอบได้อยู่แล้ว
    "เพราะคดีมันไม่ใหญ่พอจะให้หน่วยหลักลงเต็มตัว ความเสียหายก็ยังไม่ถึงขั้นมีคนตาย" ลุงนากเริ่มไล่ "แล้วต้นตอมันอยู่ในมหา’ลัย นักศึกษาด้วยกันสืบได้เนียนกว่าคนนอกเป็นไหนๆ ส่วนนาย...เรื่องกลไกพวกนี้ทั้งประเทศหาคนเข้าใจเท่านายยาก" เขาหันไปทางอาเรีย "แล้วถ้าอาเรียช่วยปิดคดีได้ มันเป็นผลงานภาคสนามชิ้นใหญ่เลยนะ เพิ่มโอกาสดันขึ้นแรงค์ S ได้"
    "ไม่เอา" ซันตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด "มันยุ่งยาก"
    ลุงนากไม่ยอมแพ้ง่าย เขาหันไปทางอาเรียเต็มตัวเหมือนเปลี่ยนเป้า
    "อาเรีย เธอล่ะ อยากเป็นแรงค์ S ไหม"
    "ไม่"
    "ไม่"
    เสียงสองเสียงตอบพร้อมกันเป๊ะ
    ลุงนากกะพริบตา มองสลับระหว่างสองคน
    "...ลุงถามอาเรีย"
    "ผมตอบแทนได้" ซันยักไหล่ "เธอไม่อยากเป็นหรอก ถ้าอยากจริงคงไม่มาเรียนมหาลัยหรอก"
    อาเรียพยักหน้ารับโดยไม่เถียงสักคำ เหมือนสิ่งที่ซันพูดเป็นเรื่องจริงที่ไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
    "งั้น...เรื่องค่าตอบแทน ลุงจัดให้ได้นะ" ลุงนากเปลี่ยนไพ่ "เป็นเงินก้อนเลย"
    ซันมองเขาด้วยสายตาที่เกือบจะสงสาร
    "ลุงรู้ใช่ไหมว่าเงินค่าขนมต่อเดือนของผม น่าจะเยอะกว่าเงินเดือนลุงทั้งปี"
    ลุงนากเปิดปากจะพูด แล้วก็หุบลง เพราะมันจริง
    สุดท้ายจอมเวทแรงค์ S ก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครในร้านคิดว่าจะได้เห็น
    เขาประกบมือขึ้นไหว้ แล้วก้มหัวลงต่ำ
    "ลุงขอร้องจริงๆ นะซัน ช่วยลุงหน่อยเถอะ"
    คนโต๊ะข้างๆ ที่แอบมองอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง — จอมเวทแรงค์ S ไหว้เด็กมหา’ลัยกลางร้านกาแฟ
    ซันยังนิ่ง
    "ลุงก้มหัวเก่งขึ้นนะ แต่ผมก็ยังว่ามันยุ่งยากอยู่ดี"
    ลุงนากถอนหายใจยาว เหมือนคนยอมแพ้จริงๆ เขาเริ่มเก็บของกลางกลับเข้ากระเป๋าช้าๆ แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ เหมือนกำลังวางแผนขั้นต่อไปในหัว
    "เฮ้อ...งั้นก็คงไม่เหลือทางอื่น ต้องไปลองถามยั่ยซัคคิวบัสแรงค์ S แถวย่านโคมแดงดูแล้วมั้ง เผื่อเจ้าของย่านนั่นจะรู้อะไรเรื่องของพวกนี้บ้าง... แต่ไม่เอาอะ ลุงไม่อยากไปหายั่ยนั่น.... มันโคตรอันตรายเลย...."
    ซันที่กำลังจะหยิบเค้กคำสุดท้าย หยุดมือกลางอากาศ
    แค่เสี้ยววินาที
    แต่อาเรียที่นั่งอยู่ข้างๆ มองเห็น
    "...เอาก็ได้" ซันพูดขึ้นมา น้ำเสียงเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่นิดเดียว "ผมรับ"
    ลุงนากเงยหน้าขึ้นทันที
    "จริงเหรอ"
    "เห็นลุงถึงขั้นไหว้แล้ว ผมก็ใช่ว่าจะใจดำขนาดปล่อยให้แรงค์ S เสียฟอร์มกลางร้านกาแฟ" ซันตอบ ทำเหมือนนั่นคือเหตุผลทั้งหมด "แต่บอกไว้ก่อน ถ้ามันยุ่งยากเกินไป ผมถอนเมื่อไรก็ได้"
    ลุงนากพยักหน้ารัวๆ ดูโล่งอกจนแทบจะลุกขึ้นกอด
    "ได้ๆ แค่นี้ลุงก็ขอบคุณมากแล้ว"
    แต่อาเรียไม่ได้มองลุงนาก
    เธอมองซัน
    เพราะเมื่อกี้เธอมั่นใจเต็มร้อยว่าซันจะไม่รับ เธอรู้จักเขาดีพอจะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่เปลี่ยนใจเพราะใครมาไหว้ขอ ซันปฏิเสธอะไรไปแล้ว เขาไม่ค่อยกลับคำ
    แต่พอลุงนากพึมพำเรื่องซัคคิวบัสแถวโคมแดงนั่นแหละ เขาถึงเปลี่ยน
    อาเรียไม่รู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกัน
    เธอรู้แค่ว่ามันเกี่ยว
    อาเรียวางความรู้สึกนั้นไว้ข้างใน เหมือนหมุดเล็กๆ อีกอันบนแผนที่ของซันที่เธอยังอ่านไม่ออก
    ลุงนากลุกขึ้นยืน เก็บกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่ ท่าทางเหมือนคนที่ได้สิ่งที่มาแล้วและพร้อมจะไป แต่พออาเรียหันไปคุยกับมิวที่ยังไม่หายแดง เขาก็ก้มลงมาทางซันเล็กน้อย ลดเสียงลงจนเหลือแค่สองคนได้ยิน
    "แล้ว...เด็กผู้หญิงคนนั้นน่ะ" ลุงนากถาม น้ำเสียงเปลี่ยนไปจากตอนเจรจาคดีคนละแบบ "เมื่อห้าปีก่อนน่ะ ยังเรียบร้อยดีอยู่ใช่ไหม"
    ซันไม่ได้ตอบทันที เขารู้ว่าลุงนากกำลังถามถึงใคร และรู้ว่าคำถามนั้นไม่ได้มาจากหน้าที่ของจอมเวทสืบสวน แต่มาจากคนที่อยู่ในวันนั้นด้วย คนที่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
    "ไม่ต้องห่วงหรอกครับ" ซันตอบ น้ำเสียงเรียบ แต่หนักแน่นกว่าทุกประโยคที่พูดมาทั้งบ่าย "มันจะไม่เกิดเรื่องเหมือนเมื่อตอนนั้นอีกแน่นอน ผมยืนยัน"
    ลุงนากมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังชั่งว่าควรเชื่อแค่ไหน ก่อนพยักหน้าช้าๆ
    "ลุงก็หวังแบบนั้นแหละ"
    เขาตบไหล่ซันเบาๆ หนึ่งที แล้วเดินออกจากร้านไป ทิ้งให้บรรยากาศที่เคยเป็นมุกตลกเมื่อครู่ มีอะไรบางอย่างหนักๆ ค้างอยู่ที่ปลายประโยคสุดท้าย
    อาเรียที่เพิ่งหันกลับมา มองตามหลังลุงนาก แล้วเหลือบมาที่ซัน
    "เขาพูดอะไรกับนายตอนท้าย"
    "ไม่มีอะไร" ซันตอบ ตัดเค้กคำสุดท้ายที่ค้างไว้ ยื่นให้เธอเหมือนเดิม "เรื่องงานเก่า"
    อาเรียมองเค้กที่ซันป้อนมา แล้วมองหน้าเขา
    เธอรับเค้กคำนั้นมากิน แต่ไม่ได้เชื่อสักนิด


    ห้องแลปส่วนตัวของซันอยู่ชั้นเดียวกับคอนโด ห่างจากห้องพักไปแค่ไม่กี่ก้าว เป็นห้องที่เขากันไว้ต่างหากจากพื้นที่อยู่อาศัย ผนังบุวัสดุกันคลื่นเวทรบกวน โต๊ะยาวกลางห้องมีเครื่องมือตรวจวงจรเวทเรียงอยู่เป็นระเบียบเกินกว่าจะเป็นของนักศึกษาทั่วไป แต่ถึงตอนนี้ไม่มีใครในห้องแปลกใจเรื่องนั้นอีกแล้ว
    ของกลางสามชิ้นถูกวางอยู่บนถาดสแตนเลสกลางโต๊ะ ภายใต้แสงไฟขาวจัด ดูเป็นวัตถุพยานมากกว่าจะเป็นอย่างอื่น
    มิวยืนกอดอกอยู่ห่างจากโต๊ะหนึ่งก้าว มองดิลโด้บนถาดด้วยสายตาที่ไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี
    "ฉันยังไม่เข้าใจว่าทำไมฉันต้องมาอยู่ตรงนี้"
    "เธอสัมผัสเวทไว" ซันตอบโดยไม่เงยหน้าจากเครื่องมือ "เผื่อมีอะไรที่เครื่องจับไม่ได้แต่เธอจับได้"
    "นั่นฟังดูเป็นเกียรติ ถ้ามันไม่ใช่การให้ฉันมาเฝ้าไข่สั่น"
    ซันต่อขั้วเครื่องวิเคราะห์เข้ากับไข่สั่น แล้วเปิดจอ ตัวเลขกับกราฟคลื่นเวทไหลขึ้นมา แต่เกือบทั้งหมดนิ่งเป็นเส้นตรง
    "แก่นมันตายแล้ว" เขาพึมพำ "อ่านโครงสร้างจากสภาพนี้ไม่ได้ ต้องกระตุ้นให้วงจรทำงานก่อน"
    "แล้วกระตุ้นยังไง" มิวถาม
    "ป้อนพลังเวทเข้าไป" ซันตอบ แล้วหันไปทางอาเรีย "ขอแรงหน่อย"
    มิวเลิกคิ้ว
    "ทำไมไม่ป้อนเอง นายก็ใช้เวทเป็นนี่"
    "พลังผมไม่เหมาะ" ซันตอบเรียบ ไม่ขยายความ เขาเลื่อนเครื่องไปให้อาเรีย "ของอาเรียคุมง่ายกว่า แล้วก็เยอะกว่าเป็นไหนๆ"
    อาเรียมองเขาอยู่วินาทีหนึ่ง — นานพอจะเป็นการมองที่มีคำถามอยู่ข้างใน แต่เธอไม่ถาม เธอแค่ก้าวเข้ามาที่โต๊ะ วางปลายนิ้วลงบนขั้วที่ซันชี้
    "แค่ปล่อยเข้าไปเรื่อยๆ ใช่ไหม"
    "เริ่มจากเบาๆ ก่อน"
    อาเรียปล่อยพลังเข้าไป
    จอที่เคยนิ่งก็เริ่มมีคลื่นไหลขึ้นทันที วงจรข้างในไข่สั่นเรืองแสงจางๆ ตื่นจากความตาย ซันจ้องกราฟ ปรับค่าด้วยปลายนิ้วที่มีแสงเวทวับเดียวเหมือนเคย น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
    แล้วบางอย่างในอากาศก็เปลี่ยน
    มันบางมาก เหมือนคลื่นอุ่นๆ ที่แผ่ออกมาจากอุปกรณ์ตอนวงจรเริ่มทำงานเต็มที่ เอฟเฟกต์ที่มันถูกออกแบบมาให้ทำ แปลงพลังที่ได้รับเป็นอารมณ์แล้วปล่อยมันออกมา
    ซันรู้ทันทีว่ามันคืออะไร เขาเหลือบมองอาเรีย คาดว่าจะเห็นปฏิกิริยาอะไรสักอย่าง
    แต่อาเรียไม่กระเทือนเลยสักนิด
    เธอยังยืนปล่อยพลังหน้านิ่ง ราวกับคลื่นที่อุปกรณ์พยายามปล่อยใส่เธอนั้นเบาเกินกว่าจะรู้สึก ซึ่งก็จริง พลังของเธอมหาศาลเกินกว่าที่ของเลียนแบบกระจอกๆ ชิ้นนี้จะไปทำอะไรได้
    คนที่เป็นอะไรกลับเป็นมิว
    "เดี๋ยว..." มิวขยับตัวอย่างอึดอัด ใบหน้าเริ่มมีสีแดงขึ้นมาเอง "ทำไม...ในห้องนี้มันรู้สึก..."
    "เอฟเฟกต์ของอุปกรณ์" ซันตอบหน้าตาเฉย "เธอสัมผัสเวทไว ก็เลยรับมันเต็มๆ กว่าคนอื่น"
    "แล้วทำไมอาเรียไม่เป็นไรเลยล่ะ!"
    "เพราะพลังเธอเยอะเกินกว่าจะรู้สึก" ซันตอบ "ของแบบนี้กับอาเรียก็เหมือนเอาไฟแช็กไปจ่อพระอาทิตย์"
    อาเรียยิ้มมุมปากนิดหนึ่งโดยไม่ละสายตาจากขั้วพลัง
    "ชมหรือเปรียบเทียบกันแน่"
    "ข้อเท็จจริง"
    "แล้วทำไมนายถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ!"
    "ก็หลายปัจจัยนะ ผมมีฐานพลังเวทที่สูงอยู่แล้ว แล้วแต่บริเวณที่ผมยืนมันตรงกับบัพของคลื่นเวทมนตร์ ที่จริงถ้าคุณขยับเข้ามาอีกห้าสิบเซน ผลก็น่าจะอ่อนจนคุณไม่รู้สึกเหมือนกัน"
    มิวเอามือปิดหน้าครึ่งหนึ่ง
    "ฉันเกลียดที่ต้องมานั่งเรียนฟิสิกส์เวทที่สอนด้วยไข่สั่น"
    อาเรียกำลังจะหยอกกลับ แต่จู่ๆ เธอก็ขมวดคิ้ว มือที่ปล่อยพลังหยุดนิ่งไปครึ่งจังหวะ
    "แปลกแฮะ" เธอพูดเสียงต่ำลง "พลังที่ฉันปล่อยเข้าไป...มันไม่ได้วนอยู่ในนี้นะ"
    ซันเงยหน้าจากจอทันที
    "ไปไหน"
    "ไม่รู้สิ" อาเรียหรี่ตา เหมือนกำลังตามความรู้สึกบางอย่าง "มันเหมือนมีอะไรดึงมันออกไป...ทางไหนสักทาง ฉันส่งเข้าไปสิบ แต่ที่วนกลับมาในวงจรไม่ถึงครึ่ง ที่เหลือมันหายไป"
    ซันหันกลับไปที่จอ เลื่อนดูกราฟอย่างเร็ว แล้วสีหน้าเขาก็เปลี่ยน
    "เธอพูดถูก" เขาชี้ไปที่เส้นกราฟเส้นหนึ่งที่ไหลออกนอกกรอบ "มันไม่ได้แค่ดูดพลังจากคนใช้แล้วจบ มันดูดแล้วส่งต่อ มีปลายทางรับอยู่อีกที่"
    มิวที่ยังหน้าแดงอยู่ก็เงียบลง
    "ส่งต่อ...ให้ใคร"
    "คนทำ หรือเจ้าของเครือข่าย" ซันตอบ น้ำเสียงจริงจังขึ้น "ไอ้พวกนี้ไม่ได้ขายของให้คนเอาไปเสียพลังเล่นๆ มันขายเครื่องเก็บเกี่ยว ทุกครั้งที่มีคนใช้ พลังส่วนหนึ่งถูกส่งกลับไปหาคนทำ คนใช้จ่ายเงินซื้อ แล้วก็จ่ายพลังให้ฟรีๆ โดยไม่รู้ตัว"
    ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง แม้แต่มิวก็ลืมเรื่องหน้าแดงไปชั่วขณะ
    "นั่นมัน...เลวร้ายกว่าที่คิดเยอะเลยนี่"
    ซันมองอาเรียที่ยังยืนอยู่ข้างเขา คนที่เพิ่งจับสิ่งที่เครื่องมือทั้งโต๊ะของเขายังจับไม่ได้ในวินาทีแรก
    "ขอบคุณนะ" เขาพูด น้ำเสียงเบาลงกว่าตอนวิเคราะห์ "เธอเหมือนกับชิ้นส่วนที่ขาดหายไปของผมเลย"
    แล้วเขาก็โน้มไปหอมแก้มเธอเบาๆ หนึ่งที เหมือนที่เธอเคยทำกับเขาเมื่อเช้าวันก่อน
    อาเรียนิ่งไปนิดหนึ่ง
    ไม่ใช่เพราะการหอมแก้ม นั่นเธอรับได้สบาย แต่เป็นเพราะคำว่า 'ชิ้นส่วนที่ขาดหายไป' มันฟังดูจริงเกินกว่าจะเป็นแค่คำหวาน เหมือนซันไม่ได้พูดมันในความหมายที่คนทั่วไปพูดกัน
    เธอมองหน้าเขา พยายามอ่านว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่
    แต่ซันหันกลับไปที่จอไปแล้ว เหมือนเพิ่งพูดประโยคธรรมดาทั่วไป
    "โอเค" มิวยกมือขึ้น "ฉันขอพูดในนามมนุษย์คนเดียวในห้องที่ยังมีสติ พวกแกเพิ่งค้นพบเครือข่ายอาชญากรรมดูดพลังเวท แล้วก็หอมแก้มกันต่อหน้าดิลโด้เป็นพยาน ในนาทีเดียวกัน ฉันควรตื่นเต้นกับอันไหนก่อนดี"
    "อันแรก" ซันกับอาเรียตอบพร้อมกัน
    "แน่นอนสิ"
    ซันพิมพ์คำสั่งลงเครื่องอีกชุด พยายามไล่ตามเส้นพลังที่ไหลออกไป แต่ยิ่งตาม เส้นนั้นก็ยิ่งจางลงจนหายไปในความมัว
    "จริงด้วย" มิวพูดเบาๆ มือแตะขมับ สีแดงบนหน้าจางลงแล้ว เหลือแต่สีหน้าตั้งใจ "ฉันก็รู้สึกได้ว่ามันรั่วออกไป แต่มันเหมือนรั่วไปทุกทิศพร้อมกัน จับไม่ได้ว่าทางไหนทางเดียว"
    ซันถอนหายใจ แล้วถอยออกจากจอ
    "นั่นแหละปัญหา ชิ้นนี้มันทำลายตัวเองไปแล้ว ที่ยังส่งพลังออกได้ก็เพราะฟังก์ชันเดิมเหลือซากอยู่นิดหน่อย แต่มันส่งออกแบบมัวๆ ไม่มีทิศชัดพอจะตามถึงปลายทาง"
    "แปลว่าถึงทางตันแล้วเหรอ" มิวถาม
    "แปลว่าต้องเปลี่ยนวิธี" ซันมองของกลางสามชิ้นบนถาด ที่ตอนนี้กลายเป็นแค่ซากตายๆ "ของพวกนี้พังหมดแล้ว ตามจากมันไม่ได้ ถ้าอยากเจอปลายทาง เราต้องได้ชิ้นที่ยังไม่ถูกตัดการเชื่อมต่อ ชิ้นที่ยังทำงานอยู่ ยังส่งพลังกลับไปหาเจ้าของอยู่จริงๆ"
    อาเรียถอนมือออกจากขั้วพลัง จอกลับไปนิ่งเป็นเส้นตรงอีกครั้ง
    "แล้วเราจะหาชิ้นที่ยัง active จากไหน"
    "จากคนที่ยังใช้มันอยู่" ซันตอบ "เราต้องลงไปหาผู้ใช้จริง ก่อนที่ของในมือพวกเขาจะพังตามกันไป"
    มิวยกมือขึ้นอีกครั้งอย่างอ่อนล้า
    "ขอบอกไว้เลยนะ ครั้งหน้าตอนไปหาผู้ใช้ ฉันขออยู่นอกห้อง"