ตรอกซีซื่อมีความยาวไม่ถึงสามร้อยเมตร มีคนอยู่อาศัยไม่กี่ครัวเรือน แต่กลับเป็แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อและคึกคักของเมืองเทียนฉาง นั่นก็เพราะมีบ้านของบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งตั้งอยู่ในตรอกเล็กๆ ที่เงียบสงบแห่งนี้
ขณะนี้ตรอกซีซื่อทั้งหมดถูกล้อมไว้ด้วยเทปกั้น รถตำรวจสองคันที่ไฟบนหลังคากะพริบอย่างเอาเป็เอาตายจอดอยู่ด้านนอกเทปกั้น เ้าหน้าที่เก็บพิสูจน์หลักฐานสองสามนายกำลังก้มตรวจสอบร่องรอยโดยรอบสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด
หวังย่าหนานยืนไม่สบายใจอยู่ข้างศพ ขบกรามแน่น ไม่พูดไม่จา
“ย่าหนาน ศพล่ะ” เสียงจางถงดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“อยู่ตรงนี้!” หวังย่าหนานชี้ไปที่ข้างพื้นหินแกรนิตตรงหน้า “อยู่ด้านในน่ะ!”
มันคือศพที่อยู่ในท่านอน แต่ที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ ก็คือ ศพที่มีความยาวร้อยหกสิบเจ็ดเิเนี้กลับถูกห่อด้วยผ้าพลาสติกอย่างแ่า ดูเผินๆ คล้ายกับดักแด้มนุษย์ขนาดั์
“คุณหมอจาง ทำไมผมรู้สึกว่ามันเหมือนมัมมี่ชอบกล” พานเจี้ยนพึมพำอยู่ด้านข้าง
จางถงคิ้วขมวด นั่งยองลงข้างศพ ใช้มือที่สวมถุงมือค่อยๆ แกะพลาสติกหนาๆ บริเวณใบหน้าออกแล้วซักถาม “ก่อนที่พวกเราจะมาถึงศพก็อยู่ในสภาพนี้ใช่ไหม”
“ใช่ ไม่มีใครขยับ นักท่องเที่ยวในกรุ๊ปทัวร์บังเอิญผ่านมาพบเข้า สภาพก็เป็อย่างที่เห็นนี่แหละ ศพถูกวางอยู่ข้างพื้นหินแกรนิต นักท่องเที่ยวคนนั้นคงจะดูหนังสืบสวนสอบสวนมาก พอเห็นใบหน้าคนอยู่ในพลาสติกเลยรีบโทรแจ้งความทันที ตอนนี้จ้าวหยุนกำลังบันทึกคำให้การเขาอยู่”
พลาสติกหนามาก เห็นชัดว่าคนที่พันมันคงต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล ดูท่าใช้แค่มือเปล่าน่าจะแกะไม่ออก จางถงเอื้อมมือหยิบมีดผ่าตัดคมกริบออกมาจากกล่องเครื่องมือ ค่อยๆ บรรจงกรีดพลาสติกใสที่พันแน่นตรงบริเวณใบหน้าของผู้ตายออกอย่างระมัดระวัง
หลังจากที่พลาสติกถูกกรีดออกทีละชั้นๆ เพียงครู่เดียวใบหน้าที่ไร้ซึ่งสีเืก็ปรากฏแก่สายตาทุกคน
ผู้ตายเป็หญิงวัยรุ่น อายุประมาณยี่สิบปี ดวงตาทั้งสองหรี่ปรือ ปากปิดสนิท เมื่อมองไล่ั้แ่บริเวณใบหน้าลงไป พบว่าตรงลำคอของผู้ตายมีาแลึกหนึ่งแห่ง กล้ามเนื้อตรงปากแผลปลิ้นออกมาด้านนอก มีร่องรอยของเืในกล้ามเนื้อตรงปากแผล ซึ่งแสดงว่าตอนที่ถูกปาดคอนั้น ผู้ตายยังมีลมหายใจอยู่
“เสี่ยวถง เป็ไงบ้าง สรุปสาเหตุการตายได้ไหม”
“ผู้ตายเพศหญิง ยังสรุปอายุที่แน่ชัดไม่ได้ ตอนนี้ถ้าดูจากแผลบริเวณลำคอของผู้ตายแล้ว มีความเป็ไปได้สูงว่าถูกฆ่าปาดคอ รอยแผลลึกตั้งหกเิเ! ดูจากความเรียบร้อยของปากแผลและรอยมีดที่โค้งรอบลำคอ อาวุธที่ใช้น่าจะเป็มีดเฉพาะทางที่มีความคมมาก เหมือนกับอันที่อยู่ในมือฉันตอนนี้” จางถงโบกมีดผ่าตัดในมือไปทางหวังย่าหนาน ปลายมีดคมกริบสะท้อนแสงอาทิตย์ส่องประกายความเ็า "ส่วนรายละเอียดอื่นต้องรอฉันกลับไปผ่าชันสูตรก่อนถึงจะบอกเธอได้”
และในตอนนี้เองที่ความผิดปกติบริเวณทรวงอกของผู้ตายดึงดูดสายตาของจางถง หล่อนค่อยๆ กรีดมีดลงบนพลาสติกที่หุ้มบริเวณทรวงอกของผู้ตายออก
เพียงครู่เดียวมือทั้งสองของผู้ตายที่อยู่ในท่าพนมมือก็ปรากฏให้เห็น อุ้งมือของผู้ตายมีมุมแหลมแข็งๆ ที่ดูไม่เข้าพวกโผล่ออกมา จางถงใช้แหนบที่พานเจี้ยนส่งมาให้ค่อยๆ คีบวัตถุออกจากมือของผู้ตายทีละนิดอย่างระมัดระวัง ไม่นานนักรูปถ่ายขนาดเล็กจึงปรากฏขึ้นต่อสายตาทุกคน จางถงเงยหน้ามองพานเจี้ยนที่อยู่ด้านข้าง ทั้งคู่หน้าเครียด
รูปถ่ายนั้นถูกถ่ายด้วยกล้องโพราลอยด์ ดูสะอาดสะอ้านผิดปกติ ไม่มีคราบเืแม้แต่น้อย ชัดเจนว่านี่คือข้อความที่ฆาตกรทิ้งไว้
“ย่าหนาน เธอดูรูปถ่ายนี้หน่อยสิ!” จางถงส่งรูปให้หวังย่าหนาน “เด็กผู้หญิงในรูปดูคุ้นๆ นะ!”
หวังย่าหนานรับรูปถ่ายไปดู หน้าขรึมลงไปถนัด ในรูปคือใบหน้าก่อนตายของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ฉากหลังสีดำช่วยขับแววตาอันสิ้นหวังและปากอ้ากว้างไร้เรี่ยวแรงของเด็กสาวในรูปถ่ายให้เด่นชัดยิ่งขึ้น เป็ไปตามที่คิดไว้รูปถ่ายใบนี้บันทึกวินาทีสุดท้ายก่อนตายของหวังย่าจิงเอาไว้อย่างชัดเจน
“รีบเอาไปที่ห้องวิเคราะห์ทางเทคนิค ฉัน้ารู้ทุกอย่างที่รูปนี้จะสามารถบอกเราได้!” หวังย่าหนานใส่รูปถ่ายลงถุงบรรจุหลักฐานแล้วส่งให้ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของตัวเอง
“เสี่ยวถง คือว่า ฉันอยากรู้ผลโดยเร็วที่สุด!” หล่อนหันไปแล้วชี้ไปยังศพที่อยู่บนพื้น
“ไม่มีปัญหา!” มองตามหลังเพื่อนรักที่หน้าบึ้งรีบร้อนจากไป จางถงก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
อยู่ๆ ฟ้าก็ส่งเสียงร้อง เมฆดำจากทางูเาหลีซานที่อยู่ไกลออกไปค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้ ผ่านไปไม่นาน ท้องฟ้าทั่วเมืองเทียนฉางมืดครึ้มไปถนัด เสียงฟ้าร้องดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมฆสีดำบนท้องฟ้าให้ความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แดดหายไปนานแล้ว ถึงแม้จะเป็ตอนเที่ยง แต่กลับรู้สึกเหมือนเวลากลางคืน ฝนตกซู่ลงพื้นเหมือนนัดกันไว้ ฝุ่นที่ลอยฟุ้งขึ้นมาผสมกับไอร้อนบนพื้นดิน เพียงครู่เดียวก็ผสมกับน้ำฝนกลายเป็โคลน ผู้คนต่างกระจายกันหลบฝนที่เทลงมาอย่างกะทันหันนี้ไปคนละทิศละทาง เพียงครู่เดียวบริเวณใต้ชายคาและริมถนนก็อัดแน่นไปด้วยผู้คนที่มาหลบฝน
หวังย่าหนานยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองท้องฟ้าที่เมื่อสิบนาทีก่อนยังมีแดดออกจ้า แต่ตอนนี้ฝนกลับเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว พร้อมบ่นงึมงำ “อากาศเปลี่ยนเร็วเหลือเกิน!”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หวังย่าหนานวิ่งไปรับทันที
“อืม...โอเค! ฉันรีบไปเดี๋ยวนี้เลย!”
คนที่โทรมาคือเสี่ยวหลิวนิติเวชที่เข้าเวร จางถงได้ผลชันสูตรแล้ว หวังย่าหนานร้อนใจเป็อย่างมาก
ทันทีที่เปิดประตูห้องชันสูตรเข้าไป หวังย่าหนานก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่ต่างออกไปจากทุกวัน พานเจี้ยนยืนก้มหน้าตรวจสอบเสื้อผ้าของผู้ตายไม่พูดไม่จา สีหน้าเคร่งขรึมอยู่ตรงสเตชั่น นักข่าวจ้าวยืนอยู่ด้านข้าง ถือสมุดบันทึกจดอะไรบางอย่างอยู่ จางถงได้ยินเสียงเปิดประตู จึงโบกมือให้หวังย่าหนานรีบเข้ามาโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้น
หวังย่าหนานหยิบเสื้อกราวน์มาสวมแล้วเดินเข้าไปในห้องชันสูตรด้วยใจที่ไม่สงบ ถามเสียงเบา “เสี่ยวถง เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าลูกศิษย์สองคนของเธอดูไม่ค่อยจะปกติ”
จางถงเบะปาก “ก็ปกติดีนะ ในห้องชันสูตรศพ ไม่มีสีหน้าของใครปกติหรอก” เธอใช้มือขวาชี้ไปที่ใบหน้าของผู้ตาย “ดูดีๆ เธอเห็นอะไรไหม”
เวลานี้ผู้ตายถูกปลดปล่อยออกจากพลาสติกที่ห่อหุ้มอย่างแ่าในตอนแรกเป็ที่เรียบร้อย และ ‘ผ้าห่อศพ’ หนักๆ นั้นก็ถูกวางไว้บนเตียงชันสูตรอีกเตียงหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองเมตรอย่างประณีต ที่ทำให้รู้สึกสังเวชก็คือถ้าแค่ดูผ่านๆ นั่นก็คือแม่พิมพ์ศพดีๆ นี่เอง
เสื้อนอกของผู้ตายถูกถอดออกแล้วพับอย่างเรียบร้อยวางไว้บนสเตชั่น เวลานี้ร่างของผู้ตายไม่เพียงถูกคลุมด้วยผ้าขาวที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วเท่านั้น แต่ภายใต้เสียงไฟสีขาวสว่างจ้าที่ส่องลงมาทำให้ดูแสบตาพิลึก พอเปิดผ้าคลุมออกิัของผู้ตายมีสีขาวซีดผิดปกติเนื่องจากเสียเืมากเกินไป
หวังย่าหนานพิจารณาอยู่นานก็ยังดูไม่ออก จึงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “ไม่ต้องมาทดสอบฉันเลยเสี่ยวถง ฉันไม่ใช่นิติเวชสักหน่อย”
เสี่ยวถงไม่หัวเราะ เพียงแต่ชี้ไปที่ิัของผู้ตาย “เธอรู้สึกไหมว่าผู้ตายดูสะอาดเป็พิเศษ ดูนี่สิ ิัหลายแห่งมีรอยถลอกเหมือนกับโดนสิ่งของอะไรบางอย่างข่วนแรงๆ แล้วยังเล็บมือของผู้ตายอีก” ขณะที่พูดเธอก็จับมือผู้ตายยกสูงขึ้น ชี้ไปที่เล็บที่ถูกตัดออกอย่างสะอาดสะอ้านแล้วพูด
“ฉันไม่เคยเห็นเล็บที่ตัดแต่งซะสวยและเรียบร้อยขนาดนี้มาก่อนเลย และฉันก็ไม่ได้หลักฐานอะไรจากเล็บเลยแม้แต่น้อย เธอลองดมกลิ่นิัของศพดู”
ต้องขอบคุณ ‘ผ้าห่อศพ’ หนาๆ นั่น กลิ่นที่ติดอยู่บนิัของผู้ตายจึงไม่ได้ระเหยไปเร็วนัก หวังย่าหนานยื่นจมูกเข้าไปใกล้ร่างของเหยื่อ กลิ่นแสบจมูกลอยปะทะเข้ามาอย่างรวดเร็ว หล่อนรีบกลับมาที่กองพลาสติกนั่นอีกครั้ง แล้วดมได้กลิ่นแบบเดียวกันอีก กลิ่นนี้มันช่างคุ้นเคยนัก!
“เสี่ยวถง ทำไมร่างของศพถึงมีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ตามโรงพยาบาลล่ะ” หวังย่าหนานคิ้วขมวด หน้าตาสงสัย
“ศพถูกทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลา!” จางถงจงใจเน้นที่ "ทำความสะอาด”
“ถ้างั้น สาเหตุการตายล่ะ”
จางถงชี้ไปที่ลำคอของผู้ตาย พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เ็ายิ่งกว่าอุณหภูมิของห้องชันสูตรเสียอีก “ปากแผลลึกถึงหกจุดสามเิเ เส้นเืแดงและหลอดลมถูกตัดขาด หล่อนสำลักเืตัวเองตายทั้งเป็”
“เวลาตาย?”
“สิบแปดชั่วโมงที่แล้ว ไม่เกินยี่สิบชั่วโมง”
“ตอนนี้ยังระบุตัวตนผู้ตายไม่ได้” หวังย่าหนานมองใบหน้าของผู้ตายที่บวมอืดจนผิดรูปด้วยความกังวลใจ คิดในใจว่าถึงแม้จะเป็เพื่อนที่สนิทกันมากกับผู้ตายก็ไม่แน่ว่าจะสามารถจำหล่อนได้
แต่จ้าวจวิ้นเจี๋ยกลับอ้าปากพูดขึ้น เห็นชัดว่าเขาลังเลอยู่นาน “ผะ...ผมคิดว่าผมรู้ว่าหล่อนเป็ใคร!”
สายตาของทุกคนในห้องจับจ้องไปที่จ้าวจวิ้นเจี๋ยทันที