บทที่ 46: เดินเครื่องจักรเฮเซลบรุคกลิ่นขนมปังอบใหม่
ซ่าาาาา...ครืนนนนน... ครืนนนนน...
เสียงของสายน้ำตกม่านไพลินที่ทิ้งตัวลงมากระทบแอ่งน้ำเบื้องล่างบัดนี้ไม่ได้ฟังดูเกรี้ยวกราดหรือน่าหวาดหวั่นอีกต่อไปแต่มันคือจังหวะดนตรีแห่งธรรมชาติที่ถูก 'ปรับจูน' มาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด!
ต้องขอบคุณ'ไลรา' และเผ่าเงือกน้ำจืด ผู้ดูแลระบบน้ำ ที่ประจำการอยู่ภายในถ้ำลับหลังม่านน้ำตกพวกเธอใช้สัญชาตญาณแห่งสายน้ำผสานกับการควบคุมคางคกศิลา 'ร็อกกี้'บริหารจัดการตาน้ำหลักและฝายชะลอน้ำขั้นบันไดอย่างเคร่งครัดผลลัพธ์ที่ได้คือ ปริมาณน้ำที่ไหลบ่าลงมาสู่โลกภายนอกมีความสม่ำเสมอ คงที่และไร้ซึ่งความผันผวนใดๆ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง!
ณริมหน้าผาน้ำตก กังหันน้ำแบบรับน้ำด้านบน ขนาดยักษ์เส้นผ่านศูนย์กลางหกเมตรกำลังหมุนวนด้วยความเร็วรอบ ที่เสถียรราวกับเข็มนาฬิกาถังรับน้ำไม้ทุกใบตักตวงมวลน้ำและถ่ายเทแรงโน้มถ่วงลงสู่เพลาเอก อย่างเต็มประสิทธิภาพ
"สมบูรณ์แบบ! อัตราการไหลของน้ำ นิ่งสนิท! กำลังบิด มาเต็ม!"
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนกอดอกอยู่ภายใน 'อาคารโรงสี' ที่เพิ่งจะสร้างครอบระบบส่งกำลังเสร็จหมาดๆดวงตาของเขาทอประกายเจิดจ้าเมื่อมองดู 'เฟืองดอกจอก' ขนาดยักษ์ที่ขบกันอย่างแนบสนิทไร้ที่ติเสียงไม้กระทบกันดังกุกกักเป็นจังหวะที่ไพเราะที่สุดในโสตประสาทของวิศวกร
เด็กชายหันไปหาเอลดรินและกลุ่มเอลฟ์สายช่างทอที่ยืนมองเครื่องจักรกลด้วยความทึ่ง"เอาล่ะพวกนาย! หมดเวลาของการใช้กล้ามเนื้อตำข้าวสาลีแบบคนยุคหินแล้ว!วันนี้ฉันจะแสดงให้เห็นว่า 'พลังงานกล' มันปลดแอกความเหนื่อยล้าได้อย่างไร!"
อีไลอัสเดินไปที่เพลาตั้งที่หมุนรับแรงมาจากเฟืองดอกจอก เขาได้ใช้สกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] สร้างระบบกลไกที่สลับซับซ้อนขึ้นมารองรับการแปลงพลังงานไว้แล้ว
"ดัสตี้!เอาหินแกรนิตที่แกขุดมาสลักทรงกลมไปติดตั้งไว้ที่แท่นรับน้ำหนัก!"
ตุ่นอสูรวิศวกรโยธาในชุดหมวกเซฟตี้ดันก้อนหินแกรนิตทรงกระบอกแบนๆขนาดใหญ่สองก้อนเข้ามาอีไลอัสใช้เวทมนตร์ก่อสร้างเจาะรูตรงกลางและสลักร่องระบายบนหน้าสัมผัสของหินอย่างแม่นยำ
"นี่คือ 'หินโม่แป้ง'"อีไลอัสอธิบายหลักการทำงาน "หินก้อนล่างเรียกว่า 'Bedstone'มันจะอยู่นิ่งๆ ส่วนหินก้อนบนเรียกว่า 'Runner Stone' มันจะถูกเชื่อมต่อเข้ากับเพลาหมุนของกังหันน้ำเมื่อเราเทเมล็ดข้าวสาลีลงไปในรูตรงกลางหินก้อนบนที่หมุนด้วยความเร็วสูงจะบดขยี้เมล็ดข้าวให้แตกละเอียดและดันผงแป้งออกมาตามร่องระบายด้านข้าง!"
อีไลอัสดึงคันโยกไม้เพื่อเชื่อมต่อระบบคลัตช์แบบง่ายๆสับเปลี่ยนเฟืองให้แกนเพลาตั้งจับเข้ากับหินโม่ก้อนบน
ครืดดดดดดด!
หินโม่แกรนิตก้อนบนเริ่มหมุนคว้างด้วยความเร็วและพละกำลังที่ไม่มีมนุษย์หรือเอลฟ์คนไหนทำได้!
"เอลดริน! เทข้าวสาลีลงไปเลย!"
ผู้นำเอลฟ์พยักหน้าเขายกกระสอบข้าวสาลีที่เดซี่ปลูกไว้ เทกรอกลงไปในกรวยไม้เหนือหินโม่เพียงเสี้ยววินาทีที่เมล็ดข้าวสีทองสัมผัสกับหน้าหินที่กำลังหมุนบดเสียงบดขยี้ก็ดังขึ้น พร้อมกับ... 'ผงแป้งสีขาวบริสุทธิ์' ที่ค่อยๆ ไหลทะลักออกมาตามขอบหินโม่ ร่วงหล่นลงสู่กระบะไม้รองรับเบื้องล่างอย่างต่อเนื่องและนุ่มนวล!
"ท... เทพบิดร! แป้งมันละเอียดมาก!ละเอียดและขาวสะอาดกว่าที่พวกข้าตำด้วยมือทั้งวันเสียอีก!" ฟินดอลเอลฟ์หนุ่มช่างทอ ทรุดตัวลงคุกเข่า เอามือรองรับผงแป้งที่ร่วงหล่นลงมาน้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลอาบแก้ม "แถมยังโม่ได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ...นี่พวกเรา... ไม่ต้องทนมือพองจากการจับสากไม้อีกแล้วใช่ไหมขอรับ!"
"แน่นอนฟินดอล! แรงงานของพวกนายถูกปลดแอกแล้ว!" อีไลอัสหัวเราะร่า"หน้าที่ของพวกนายมีแค่เทข้าวสาลีใส่กรวยและมัดปากถุงแป้งที่โม่เสร็จแล้วเท่านั้น! พลังงานธรรมชาติจะทำหน้าที่ใช้แรงงานหนักแทนพวกเราเอง!"
เสียงโห่ร้องยินดีของเผ่าเอลฟ์ดังกึกก้องโรงสีแต่ความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของอีไลอัสยังไม่จบเพียงแค่นั้น!
"อย่าเพิ่งดีใจจนหมดก๊อก! เพราะโรงสีแห่งนี้ ไม่ได้มีไว้แค่ทำอาหาร!"
สถาปนิกน้อยเดินไปที่เพลาหลักอีกฝั่งหนึ่งซึ่งถูกติดตั้งกงล้อไม้ขนาดใหญ่และขนาดเล็กสลับกันไปมา เขาเรียกบาร์นีย์หมียักษ์อสูรรถเครนให้เดินเข้ามาใกล้ๆ
"บาร์นีย์...แกคงเบื่อที่จะต้องมานั่งดึงเลื่อยไม้ไปกลับจนกล้ามแขนแทบฉีกแล้วใช่ไหม?"อีไลอัสยิ้มกริ่ม
"โฮก... บาร์นีย์... เมื่อย... อยากนอนกินมันเทศเฉยๆ..." หมียักษ์พยักหน้าหงึกๆทำหน้าตาออดอ้อน
"ความปรารถนาของแกเป็นจริงแล้วไอ้เพื่อนยาก!"
อีไลอัสอธิบายระบบให้ดัสตี้และบาร์นีย์ฟัง"ที่เพลาฝั่งนี้ ฉันได้ติดตั้ง 'ระบบทดเกียร์' เอาไว้!การใช้กงล้อเฟืองที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางต่างกันเชื่อมต่อกัน จะช่วยแปลง 'กำลังบิด' ที่สูง ให้กลายเป็น 'ความเร็วรอบ'!"
เด็กชายดึงคันโยกอีกอันสายพานที่ทำจาก 'เส้นใยของสปินเนอร์ (แมงมุมอสูร)' ซึ่งมีความเหนียวและทนทานต่อแรงดึงสูงสุดถูกสับให้ตึงและเชื่อมต่อกำลังจากเพลาหลัก เข้าสู่แกนหมุนของ 'ใบเลื่อยไม้' ที่อีไลอัสใช้ไม้โอ๊กเหล็กสลักซี่ฟันแหลมคมติดไว้
ฟิ้ววววววววว!!!
ใบเลื่อยไม้หมุนคว้างด้วยความเร็วสูงจัดจนมองเห็นเป็นเพียงแผ่นจานโปร่งแสงเสียงลมถูกตัดขาดดังแหลมเล็กบาดหูบ่งบอกถึงความคมและความเร็วที่พร้อมจะฉีกทึ้งทุกอย่าง
"ลองดูสิบาร์นีย์! ดันซุงท่อนนั้นเข้าหาใบเลื่อยเลย!"
บาร์นีย์ใช้อุ้งเท้าดัน'ท่อนซุงไม้เนื้อแข็ง' วางลงบนรางเลื่อน แล้วค่อยๆดันมันเข้าหาใบเลื่อยที่กำลังหมุนติ้ว
จี๊ดดดดดดดดดด!!!
ใบเลื่อยพุ่งทะลวงเข้าตัดเนื้อไม้แข็งๆราวกับมีดร้อนๆ หั่นเนย! ขี้เลื่อยปลิวว่อนไปในอากาศท่อนซุงขนาดใหญ่ถูกผ่าครึ่งออกเป็นแผ่นไม้กระดานที่เรียบเนียนกริบและมีความหนาเท่ากันเป๊ะๆ ทุกมิลลิเมตร!การตัดไม้หนึ่งแผ่นใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบวินาที ซึ่งหากเป็นแรงของบาร์นีย์เลื่อยเองอาจต้องใช้เวลาเกือบสิบนาที!
"ไม้กระดานที่ถูกตัดด้วยเครื่องจักร จะมีสัดส่วนที่แม่นยำ ได้ฉากและมีความคลาดเคลื่อน ต่ำสุดๆ!" อีไลอัสลูบคลำแผ่นไม้กระดานแผ่นแรกที่เพิ่งถูกตัดออกมา"นี่แหละคือ 'มาตรฐานสถาปนิก'อย่างแท้จริง! จากนี้ไปการสร้างบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์ของเราจะรวดเร็วและสมบูรณ์แบบกว่าเดิมสิบเท่า!"
หมียักษ์อสูรมองดูแผ่นไม้กระดานสลับกับมองหน้าเจ้านาย มันร้อง "โฮกกกกก!" ด้วยความดีใจสุดขีดมันกระโดดเข้าสวมกอดอีไลอัสและดัสตี้จนแทบแบนติดพื้นแรงงานแบกหามและเลื่อยไม้ของมันได้รับการปลดแอกอย่างเป็นทางการแล้ว!
เมื่อระบบอุตสาหกรรมทำงานได้อย่างเสถียรอีไลอัสก็สั่งให้เอลดรินตัก 'แป้งข้าวสาลีโม่ละเอียด'ถุงแรกสุดที่เพิ่งผลิตได้สถาปนิกน้อยหอบถุงแป้งนั้นเดินกลับมาที่ลานอเนกประสงค์กลางหมู่บ้านมุ่งหน้าเข้าสู่ 'บ้านหินแกนกลางความร้อน'
"งานวิศวกรรมอาคารจบไปแล้ว... ทีนี้ก็ถึงเวลาของ 'วิศวกรรมอาหาร' !"
อีไลอัสวางถุงแป้งลงบนโต๊ะไม้เขาไม่ได้แค่จะต้มข้าวสาลีกินเป็นข้าวต้มแต่เขาตั้งใจจะทำสิ่งที่ยกระดับจิตวิญญาณของการสโลว์ไลฟ์... การอบขนมปัง!
"เดซี่! ขอตัวช่วยหน่อย!" อีไลอัสตะโกนเรียกกระต่ายอสูรสายพฤกษา
"มาแล้วเจ้านาย!" เดซี่กระโดดดึ๋งๆ เข้ามาในบ้านหิน
"ฉันต้องการ 'ยีสต์ธรรมชาติ'" อีไลอัสเทแป้งผสมกับน้ำสะอาดจากระบบประปา"ในอากาศรอบตัวเรามีจุลินทรีย์อยู่แล้ว ฉันต้องการให้แกใช้มานาพฤกษาเร่งกระบวนการเติบโตของยีสต์ในแป้งก้อนนี้ให้มันหมักตัวและสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้เร็วที่สุด!"
เดซี่พยักหน้ามันวางตีนหน้าลงบนชามไม้ คลื่นมานาสีเขียวสว่างวาบ กระบวนการหมักแป้ง ที่ปกติต้องใช้เวลาข้ามคืนถูกเร่งปฏิกิริยาจนแป้งโด ขยายตัวพองฟูขึ้นเป็นสองเท่าภายในเวลาไม่กี่นาที!กลิ่นเปรี้ยวอมหวานของการหมักยีสต์ธรรมชาติลอยแตะจมูก
อีไลอัสนวดแป้งอย่างทะมัดทะแมงไล่อากาศและจัดทรงมันเป็นก้อนกลมรี อย่างสวยงามเขาบากหน้าแป้งด้วยมีดไม้เพื่อให้มันขยายตัวตอนอบ
"ฟินน์! วอร์มเตา!"
จิ้งจอกนักรบเวทที่รอสแตนด์บายอยู่หน้า'เตาผิงหินแม่น้ำ' ที่อีไลอัสสร้างไว้ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งหมู่บ้านอ้าปากพ่นไฟเวทมนตร์เข้าไปในช่องเตาผิง หินแม่น้ำที่เป็นก้อนหนาเตอะทำหน้าที่เป็น 'มวลความร้อน' กักเก็บและแผ่รังสีความร้อน ออกมาอย่างสม่ำเสมอซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เพอร์เฟกต์ที่สุดสำหรับการอบขนมปังแบบเตาฟืน!
อีไลอัสใช้ไม้พายดันก้อนแป้งโดเข้าไปในเตาผิงหินปิดฝาไม้โอ๊กเหล็กเพื่ออบความร้อนให้ระอุอยู่ด้านใน
"เอาล่ะ... ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอุณหพลศาสตร์ และ ปฏิกิริยาเมลลาร์ด!" สถาปนิกน้อยปาดเหงื่อที่หน้าผาก
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่ทว่า... ความเปลี่ยนแปลงกลับเริ่มส่งสัญญาณออกมาอย่างชัดเจน!
กลิ่นหอม...กลิ่นหอมกรุ่นที่แสนจะคุ้นเคยในโลกมนุษย์ แต่แปลกประหลาดและเย้ายวนใจที่สุดในโลกของป่าต้องห้าม!กลิ่นของการอบแป้งสาลีที่ผสมผสานกับยีสต์ธรรมชาติความร้อนทำให้โปรตีนและน้ำตาลในแป้งทำปฏิกิริยากัน เกิดเป็นกลิ่นหอมของความเกรียม ที่ลอยคละคลุ้งทะลุปล่องไฟออกไปครอบคลุมทั่วทั้งรัฐอิสระเฮเซลบรุค!
"ฟุดฟิด... กลิ่นอะไรน่ะ... หอมจังเลย..."
เหล่าเอลฟ์ที่อยู่ไกลถึงโซนทิศตะวันออกต่างหยุดชะงักดัสตี้และบาร์นีย์ที่กำลังพักเหนื่อยอยู่ที่โรงสีถึงกับน้ำลายสอไพเพอร์บินโฉบลงมาจากท้องฟ้า สปินเนอร์โผล่หัวออกมาจากบ้านต้นไม้ และแม้กระทั่ง...
ซ่าาา...
ที่บริเวณลำธารตื้นๆริมลานอเนกประสงค์ ซึ่งเชื่อมต่อมาจากฝายชะลอน้ำของถ้ำลับ 'ไลรา'และเผ่าเงือกน้ำจืด ก็ยังอดใจไม่ไหวต้องว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นมาเกาะอยู่ที่ขอบอ่างไม้ยักษ์ที่บาร์นีย์ขุดเตรียมไว้ให้พวกเธอแช่น้ำเพื่อตามหากลิ่นหอมอันแสนวิเศษนี้!
"เปิดเตาได้!"
อีไลอัสเปิดฝาเตาผิงควันสีขาวลอยกรุ่นออกมา พร้อมกับ "ขนมปังโลฟแรกแห่งเฮเซลบรุค"!
ก้อนขนมปังพองฟูสมบูรณ์แบบเปลือกนอก มีสีน้ำตาลทองเกรียมสวยงามและแตกลายเป็นร่องอย่างมีศิลปะเมื่ออีไลอัสใช้มีดไม้หั่นมันออกเป็นแผ่นๆ เสียง 'กร้วม' ของเปลือกที่กรอบนอกนุ่มในก็ดังกังวานไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากเนื้อขนมปังสีขาวนวลที่ฟูฟ่องราวกับปุยเมฆ!
อีไลอัสเดินถือถาดไม้ที่เต็มไปด้วยแผ่นขนมปังร้อนๆออกมาที่ลานอเนกประสงค์กลางหมู่บ้าน ซึ่งบัดนี้ ประชากรทุกชีวิต ทุกเผ่าพันธุ์ได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา!
"นี่คือรางวัลของพวกเราทุกคน!"
อีไลอัสประกาศเสียงใส"ขนมปังโฮมเมดอบใหม่ๆ จาก 'แป้งสาลีชั้นยอด' ที่เดซี่และกองทัพกระต่ายช่วยกันปลูกอบใน 'เตาดินเผาเวทมนตร์เก็บความร้อน' ฝีมือการก่ออิฐของกลุ่มเอลฟ์ช่างปั้น ทาด้วย 'เนยสด'ที่สกัดจากนมวัวหินผาที่ฟินน์และ 'กลุ่มเอลฟ์นักรบ'ช่วยกันออกไปล่ามาเมื่อวันก่อน และราดด้วย 'น้ำผึ้งป่า'หวานฉ่ำ! กินกันให้อิ่มไปเลย!"
ทันทีที่แผ่นขนมปังหอมกรุ่นถูกแจกจ่ายลงบน'จานเซรามิกเคลือบเงา' สีสันสวยงาม—ผลผลิตล่าสุดจากโรงปั้นของเอลฟ์—ความเงียบก็เข้าปกคลุมลานกว้างมีเพียงเสียงเคี้ยวและเสียงครางด้วยความฟินขั้นสุด! คลอเคล้าไปกับ 'เสียงดนตรีบรรเลงอะคูสติก' แสนไพเราะจากกลุ่มเอลฟ์นักบรรเลงที่ช่วยขับกล่อมบรรยากาศยามเย็นให้สมบูรณ์แบบราวกับอยู่ในภัตตาคารหรู
"ส... สวรรค์! ขนมปังนี่มันนุ่มละมุนยิ่งกว่าปุยฝ้ายรสชาติหวานมันของเนยและน้ำผึ้ง ซึมซาบเข้าไปในเนื้อแป้งที่อบอุ่น...อร่อยเหลือเกินขอรับ!" เอลดริน เอราริน่า และพวกเอลฟ์ กัดขนมปังไปน้ำตาไหลไป
"โฮก! อร่อย! บาร์นีย์ชอบ! หอมมมม!"หมียักษ์ยัดขนมปังเข้าปากทีละสามแผ่น
"โฮ่ง! เนื้อวัวที่ฉันกับคีแลนช่วยกันล่ามาพอเอามาทำเนยทาขนมปังแล้วมันยอดเยี่ยมไปเลยเจ้านาย!" ฟินน์กระดิกหางรัวๆ
ไลราและเผ่าเงือกทั้งสามสิบชีวิตที่แช่อยู่ในลำธารซึ่งพวกเธอรับหน้าที่เป็น 'ผู้ดูแลระบบชลประทานและกรองน้ำบริสุทธิ์'ก็ได้รับแผ่นขนมปังไปชิมเช่นกัน พวกเธอเคี้ยวขนมปังร้อนๆ แกล้มกับ 'สาหร่ายวารีรสหวาน' ที่พวกเธอเพิ่งเพาะพันธุ์ขึ้นมาใหม่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขอันล้นปรี่
อีไลอัสทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้มีพนักพิง(เก้าอี้ประจำตำแหน่งสถาปนิก) ภายใต้ 'เต็นท์ผ้าใบใยแมงมุมขึงตึง' ฝีมือสปินเนอร์ที่ช่วยบังแดดและลมเขากัดขนมปังกรอบนอกนุ่มในที่ทาเนยน้ำผึ้งชุ่มๆ เข้าปากความอร่อยที่คุ้นเคยไหลซ่านไปทั่วลิ้น เด็กชายยก 'แก้วมัคดินเผา'ที่บรรจุ 'ชาสมุนไพรร้อนๆ' ขึ้นจิบเพื่อกลั้วคอ
ต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุขส่งกลิ่นหอมพร้อมออร่าแห่งความสุขออกมาจางๆทั่วพื้นที่ อีไลอัสกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้าง...
มองดูบาร์นีย์หมีอสูรที่แข็งแกร่ง ฟินน์ จิ้งจอกนักรบเวท เดซี่ กระต่ายพฤกษา ดัสตี้ ตุ่นวิศวกรพุดดิ้ง สไลม์ย่อยสลาย ไพเพอร์ นกโดรนสำรวจ สปินเนอร์ แมงมุมผู้สร้างใยเอลดรินและกองทัพเอลฟ์ทุกสายอาชีพ ไลราและเผ่าเงือกผู้คุมตาน้ำ...
ภาพของสิ่งมีชีวิตกว่าสองร้อยชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ล่า ผู้ถูกล่า และผู้ลี้ภัยที่สิ้นหวัง...บัดนี้กำลังนั่งทอดกายบน 'เสื่อสานเนื้อนุ่ม' ล้อมวงกินขนมปังอบใหม่ด้วยกันอย่างมีความสุขภายใต้ร่มเงาของสถาปัตยกรรมที่มั่นคงและปลอดภัย
จากกระท่อมเล็กๆใต้ต้นบลิสโอ๊ค ที่มีแค่เตาผิงหินและกองไฟในวันแรก... วันนี้รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค มีทั้งแหล่งอาหารที่มั่นคงระบบประปาและชลประทานที่สะอาดบริสุทธิ์ โรงงานทอผ้าไหมเวทมนตร์โรงอบสถาปัตยกรรมดินเผา และเครื่องจักรกลกังหันน้ำที่ปลดแอกแรงงานพวกเขาสามารถปลูกพืช โม่แป้ง เลื่อยไม้ ปั้นภาชนะ และทอผ้าใส่เองได้ 100%!
"ชุมชนที่พึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ..."
อีไลอัสระบายยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจที่สุดความเหนื่อยยากทั้งหมดที่ทุ่มเทมาตั้งแต่บทแรกได้ผลิดอกออกผลอย่างงดงามความหมายของการมีชีวิต 'สโลว์ไลฟ์' ไม่ใช่การอยู่เฉยๆแต่คือการสร้างระบบที่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างไร้กังวลต่างหาก
กงล้อแห่งเฮเซลบรุคหมุนต่อไป...พร้อมกับกลิ่นขนมปังอบใหม่ที่หอมหวนที่สุดในป่าต้องห้าม!