หยวนซิวถูกเหยี่ยนอ๋อง‘เชิญ’ ตัวไปพบ ทำให้ทุกคนกังวล ยิ่งมีหลินเสวี่ยจู๋ไปด้วยก็ยิ่งทำให้ทุกคนไม่อาจวางใจได้
แต่องครักษ์ทั้งสามก็ไม่ได้โง่เขลาพวกเขารู้ดีว่าควรพาหลินเสวี่ยจู๋ไปด้วย ดังนั้นจึงตัดสินใจแจ้งหลิวขุยแล้วพาตัวคนไป
ลู่โม่ร้อนใจแทบแย่แล้วอยากจะพุ่งเข้าไปแย่งดาบขององครักษ์มาแล้วสู้กันให้ตายไปข้าง แต่หลินเสวี่ยจู๋กลับส่งสายตาให้เขา‘วางใจ’ พร้อมกับเอ่ยอย่างเฉยเมย “พวกเจ้าเดินทางไปก่อน ข้ากับสามีจะตามพวกเจ้าไปทีหลัง”
“พี่สะใภ้...”ลู่โม่เบ้าตาแดงก่ำ
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเช่นนั้นก็เบิกบานใจจึงเอ่ยหยอกเย้า “แค่ไปเป็นแขกที่จวนนอกเมืองของเหยี่ยนอ๋องเท่านั้นเหตุใดถึงทำท่าราวกับจะจากกันตลอดไปเล่า? เหยี่ยนอ๋องกับสามีของข้าเป็นพี่น้องกันเขาจะฆ่าสามีข้าได้ลงคอหรือ?”
สิ้นเสียงสีหน้าขององครักษ์ทั้งสามก็ดูกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
เวลาที่เจ้านายของพวกเขาคลั่งขึ้นมาทีไรเก้าในสิบส่วนย่อมอยากจะฆ่าหยวนซิวให้ตายจริงๆ
เหวินซิ่วชิงกับหลินเจียย่วนคว้าแขนของหลินเสวี่ยจู๋เอาไว้คนละข้างไม่ใช่ว่าพวกเขาเห็นแก่ตัว แต่เหยี่ยนอ๋องบอกเพียงให้เชิญหยวนซิวไป ดังนั้นบุตรสาวของบ้านนางจึงไม่จำเป็นต้องไปด้วย
หากเหยี่ยนอ๋องมีความคิดมุ่งร้ายด้วยสถานการณ์ของหยวนซิวในตอนนี้คงยากที่จะพ้นเคราะห์
ไม่จำเป็นต้องให้อีกชีวิตสูญสิ้นไปด้วย!
ลู่ซื่อเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดีนางเองก็ไม่อยากเห็นหลินเสวี่ยจู๋ต้องมาเดือดร้อนและตายเปล่าเช่นกัน
แต่เมื่อนึกว่าหลานชายต้องเผชิญเคราะห์กรรมเพียงลำพังนางก็เกิดความคิดที่เห็นแก่ตัวขึ้นมา นางหวังว่าหลินเสวี่ยจู๋จะติดตามไปด้วย
ทุกคนในครอบครัวต่างทุกข์ทรมานจากความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเองนี้มีเพียงหลินเสวี่ยจู๋เท่านั้นที่ยังคงผ่อนคลาย
นางเคยอ่านเจอในนิยายว่าทุกครั้งที่เหยี่ยนอ๋องมาตรวจตราค่ายสรรพาวุธจะต้องไปพักที่จวนนอกเมืองหลายวันหลังจากท่องเขาลำเนาไพรเสร็จแล้วก็กลับเมืองหลวงหรือพื้นที่ศักดินาของตนเอง
จวนนอกเมืองแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างขวางมีทั้งศาลาและสายน้ำไหลคดเคี้ยว ทั้งงดงามและหรูหรา ยิ่งไม่ต้องพูดเนินเขาขนาดใหญ่ด้านหลังจวนที่ถูกถางทำเป็นพื้นที่เพาะปลูกเลย
ผลผลิตตลอดทั้งปีของบรรดาเกษตรกรถูกนำมาใช้ไปกับชีวิตอันฟุ่มเฟือยของจวนเหยี่ยนอ๋อง
ยิ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิหรือต้นฤดูร้อนพระชายาเหยี่ยนอ๋องจะจัดงานเลี้ยง ‘ร้อยผล’ โดยเชิญเหล่าคุณหนูและฮูหยินทั่วเมืองหลวงไปลิ้มลองผลไม้ตามฤดูกาลและผักสดใหม่ที่จวน
เห็นได้ว่าผลผลิตจากจวนนอกเมืองของเหยี่ยนอ๋องนั้นอุดมสมบูรณ์มากไม่มีที่ใดเหมาะแก่การถอนขนแกะมากไปกว่าที่นี่อีกแล้ว
แค่คิดหลินเสวี่ยจู๋ก็ตื่นเต้นจนอยากเอาสองมือถูกันแล้ว
ขอเพียงกวาดผลผลิตจากจวนนอกเมืองของเหยี่ยนอ๋องให้เกลี้ยงต่อไปนางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องขาดสารอาหารอีกแล้ว
“ไปไป ไป พวกเรารีบออกเดินทางกันเถิด” หลินเสวี่ยจู๋เร่งเร้าพวกองครักษ์ทั้งสาม
องครักษ์ทั้งสามมองหน้ากันต่างคนต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
เมื่อก่อนตอนที่พวกเขาติดตามเหยี่ยนอ๋องเข้าเมืองหลวงเคยได้ยินมาว่าเซียงอ๋องแต่งกระเป๋าฟางผู้หนึ่งเป็นพระชายา มาวันนี้เห็นกับตาก็ได้รู้ว่าเป็นเรื่องจริง
มีภรรยาที่ไหนเร่งให้สามีไปตายเช่นนี้หากไม่เรียกว่าบ้าแล้วจะเรียกว่าอะไร!
องครักษ์ทั้งสามเริ่มรู้สึกเห็นใจหยวนซิวขึ้นมาทันที
หนึ่งในนั้นกระโดดลงจากหลังม้าก่อนจะวางร่างของสหายที่เสียชีวิตลงบนหลังม้า จากนั้นตนเองก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้าของหยวนซิว
เมื่อสะบัดแส้รถม้าก็ทะยานออกไป
ส่วนองครักษ์สองคนที่เหลือขี่ม้าตามหลังไม่นานพวกเขาก็หายลับตาไป
หลินเสวี่ยหลานกับฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง
หยวนซิวกับหลินเสวี่ยจู๋จากไปคราวนี้เกรงว่าคงไม่ได้กลับมาแล้ว
ใบหน้าของหลินเสวี่ยหลานประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ดูเข้าอกเข้าใจนางเดินไปข้างรถม้าที่หลินเสวี่ยอีนั่งอยู่ “น้องหญิงกลับมาจะดีกว่าอย่าอยู่ที่นี่สร้างความวุ่นวายให้ครอบครัวของท่านอาเลย”
คำพูดที่แฝงนัยยะของนางทำให้ครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋หันมามองเป็นตาเดียว
เพียงแต่นางเป็นผู้น้อยจึงไม่เหมาะที่จะพูดจาแรงๆ กับนาง
เวลานี้สหายตัวน้อยหลินอวี่เซวียนวัยห้าขวบได้พูดขึ้น“พี่หญิงเสวี่ยอีบาดเจ็บ เดินไม่สะดวก เหตุใดท่านต้องให้นางกลับไปด้วย? หากนางกลับไปแล้วท่านจะแบกนางหรือ?”
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยได้แทงใจดำของหลินเสวี่ยหลานอย่างพอดิบพอดี
หลินเสวี่ยหลานจนคำพูดนางไม่อาจโต้เถียงกับเด็กน้อยอายุห้าขวบได้
หลินเสวี่ยอีเอ่ย“พี่หญิงกลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะอยู่ที่นี่รอพี่หญิงเสวี่ยจู๋กลับมา”
หลินเสวี่ยหลานได้ยินดังนั้นก็มองหลินเสวี่ยอีตั้งแต่หัวจรดเท้า
คำพูดที่นางเปล่งออกมานั้นแม้ว่าน้ำเสียงจะฟังดูอ่อนโยนแต่กลับแฝงไปด้วยความเหยียดหยาม
“น้องหญิงเจ้ากินข้าวบ้านผู้อื่นไม่กี่มื้อก็ลืมความเป็นพี่น้องของเราไปแล้วหรือ? พี่หญิงเสวี่ยจู๋ของเจ้าคงไม่กลับมาแล้วเมื่อถึงเวลานั้นครอบครัวของท่านอารองยังต้องจัดงานศพอีกเจ้าอยู่ที่นี่ก็มีแต่จะสร้างความวุ่นวายไม่ใช่หรือ?”
คำพูดนี้ทำให้ครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋ทนไม่ไหวอีกต่อไป
ทุกคนแทบจะเอ่ยปากขึ้นมาพร้อมกันแต่ลู่ซื่อชิงพูดจาค่อนแคะขึ้นมาก่อน
“น้องสาวเจ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้สร้างความวุ่นวายอันใดแต่เจ้าต่างหากที่ขวางหูขวางตา หากเจ้าอยากจะแสร้งทำเป็นคนอ่อนโยนมีเมตตาข้าแนะนำให้เจ้ารีบไสหัวไปให้ไกลๆ เสีย อย่ามากวนประสาท”
ลู่ซื่อกล่าวจบก็ได้รับสายตาตกตะลึงและชื่นชมจากทั้งครอบครัว
พวกเขาตกตะลึงที่นางพูดคำหยาบทว่าก็ชื่นชมที่นางกล้าพูดคำหยาบใส่ผู้น้อย
หมัดหนักนี้ทำเอาหลินเสวี่ยหลานถึงกับซวนเซนางคิดที่จะมาเยาะเย้ยคน ทว่าไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำด่าจากลู่ซื่อมาชุดหนึ่ง
ต้องรู้ว่าการที่ผู้อาวุโสสั่งสอนผู้น้อยก็ถือว่าไม่ไว้หน้าแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงการด่าซึ่งๆ หน้าเลย
เมื่อรู้ตัวว่าล่วงเกินลู่ซื่อเข้าแล้วหลินเสวี่ยหลานจึงคิดที่จะแก้ตัว “ท่านน้าอย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ เพียงแต่น้องหญิงเสวี่ยจู๋หาเรื่องข้าอยู่หลายคราข้าจึงพลั้งปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป พี่หยวนซิวถูกพาตัวไปข้าเองก็เป็นห่วงเช่นกันท่านน้าทำใจให้สบายรอพี่หยวนซิวกลับมานะเจ้าคะ”
อันที่จริงขณะที่นางกำลังพูดอยู่ลู่ซื่อก็เริ่มกลอกตาแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อนางพูดจบ ลู่ซื่อก็ปรายตามองนางราวกับมองคนเสียสติแล้วเอ่ย
“ประการแรกข้าไม่ใช่น้าของเจ้า ข้าไม่กล้ามีญาติที่ใจร้ายเช่นเจ้าหรอก ประการที่สอง ซิวเอ๋อร์ไม่ใช่พี่ชายเจ้าแต่เป็นน้องเขยของเจ้า เจ้าเลิกนับฐานะตนเองผิดเสียที ประการที่สามเสวี่ยจู๋ไม่เคยหาเรื่องเจ้า นางคร้านที่จะสั่งสอนเจ้าเพราะเจ้าไม่คู่ควรให้เสียเวลาประการที่สี่ ไม่ว่าเจ้าจะเล่นกลอุบายอันใดอยู่ ถึงหลับตาข้าก็รู้ทั้งหมดดังนั้นไม่ต้องมาเสแสร้งต่อหน้าข้า ประการที่ห้า เมื่อครู่ข้าบอกแล้วว่าให้รีบไสหัวไปเหตุใดเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่อีก?”
ลู่ซื่อเอ่ยทั้งหมดออกมาอย่างคล่องแคล่วเมื่อคนอื่นได้ฟังก็มีสีหน้าชื่นชม
หากจะถามหาคนปากร้ายคงไม่มีผู้ใดเกินลู่ซื่อผู้นี้อีกแล้วหลังจากฟังจบผู้ใดจะกล้ายืนอยู่อีก!
เป็นอย่างที่คิดหลินเสวี่ยหลานที่ต้องการเยาะเย้ยคนกลับต้องเสียหน้ากลับไป
นางเบ้าตาแดงเรื่อกัดริมฝีปาก ก่อนจะวิ่งร้องไห้ออกไปด้วยท่าทางน้อยอกน้อยใจ จนกระทั่งขบวนเนรเทศออกเดินทางนางก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุด
ฮูหยินผู้เฒ่าปลอบโยนไปหลายประโยคก็รู้สึกรำคาญจึงปล่อยเลยตามเลย
เดินทางไปได้สักพักก็มีเสียงร้องโหยหวนดังมาจากด้านหน้า“แม่นางหลิน ช่วยข้าด้วย!”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง
หลินเสวี่ยหลานเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
นางเห็นร่างของคนผู้หนึ่งห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่ไม่ใช่โจวเซินอี้แล้วจะเป็นผู้ใด? มือและเท้าของเขาถูกมัดติดกัน ก้นทิ่มลงพื้นดูน่าอัปยศอดสูยิ่งนัก
เนื่องจากเขาดิ้นร่างของเขาถูกจึงบังคับให้หมุนไปมา เมื่อหันมาทางหลินเสวี่ยหลาน เขาจำต้องพยายามแยกขาออกจากกันถึงจะมองลอดหว่างขาได้
.............................