ข้านี่แหละเทพ

    ตอนที่ 35 ท่านเจ้าเมือง จินต้าฉยง


    เมื่อมาถึงทางใต้ของเมือง อี้เหรินเฟิ่งนั้นตื่นตาตื่นใจเป็นอันมาก เพราะเขาไม่เคยเห็นกองเรือมากมายขนาดนี้ มีทั้งเรือเดินทาง เรือพ่อค้าวาณิช เรือทหาร หรือแม้กระทั่งเรือเหาะ ทุกแห่งอัดแน่นไปด้วยผู้คน ร้านค้าแผงลอยเนืองแน่นเต็มไปหมด


    อี้เหรินเฟิ่งจึงตัดสินใจที่จะเดินดูร้านค้าแผงลอยโดยรอบเสียก่อน เที่ยวเดินชมไปเรื่อยๆมองหาของหายากต่างๆมาเก็บไว้ เขารวย ! ใช่แล้ว ด้วยสถานะทางการเงินของเขาในตอนนี้ เรียกได้ว่าใช้เงินมือเติบได้อย่างสบายใจ ยิ่งด้านข้างมีเศรษฐีนีอย่างจินเข่ออี๋ตามมาด้วย อยากได้อะไรเขาก็แค่ชี้เท่านั้น


    เดินดูจนทั่วได้ของหายากมาไม่น้อย พวกเขาจึงได้เข้าไปลานหินแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในย่านนั้น ด้านทิศใต้ของเมืองละแวกนี้ มีลานหินหยกกว่ายี่สิบลานเลยทีเดียว นับเป็นแหล่งรวมของนักเสี่ยงโชคเลยก็ว่าได้


    จินเข่ออี๋พาอี้เหรินเฟิ่งมายังลานหยกสวรรค์เป็นแห่งแรก ลานหินหยกแห่งนี้นับว่ามีชื่อเสียงระดับหนึ่งทางด้านทิศใต้ของเมืองเมื่อเข้าไปด้านในนั้น ทั้งลานพื้นที่กว่าสิบไร่ วางเรียงรายไปด้วยหินหยกขนาดต่างๆมากมาย เฉพาะลานหยกแห่งนี้ ก็นับว่ามีขนาดใหญ่กว่าลานหยกของจินซานฟู่กุ้ยมากแล้ว


    ทั้งหมดเดินสำรวจตรวจตราไปตามที่ต่างๆ โดยมีผู้ดูแลเป็นผู้นำทาง พวกเขาคุยกันแล้วว่า จะไห้จินฉานนั้นเลือกเฉพาะของวิเศษที่มีค่ามหาศาลเท่านั้นเพื่อที่จะไม่ไห้เป็นที่ผิดสังเกตของเหล่าร้านรวงต่างๆ


    หลังจากเดินสำรวจกว่าสามชั่วโมง ทั้งสามจึงออกมาจากลานหยกแห่งนี้ ที่นี่จินฉานนั้นเลือกหยกมาไว้เพียงสอก้อนเท่านั้น แต่ก็เป็นสองก้อนจากหินหยกนับล้านๆก้อน หินสองก้อนนี้คาดว่าจะเป็นสุดยอดของวิเศษแล้ว แต่จะเป็นสิ่งไดนั้น พวกเขาต้องนำมันกลับไปผ่าเองจึงจะรู้ได้


    จากการที่มากับจินเข่ออี๋นั้น ทำไห้อี้เหรินเฟิ่งได้ทราบว่า ตัวของจินเข่ออี๋นั้นน่าจะเป็นลูกหลานของผู้มีอิทธิพลภายในเมือง เพราะมีหลายสถานที่ ที่ผู้คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปซื้อหาสินค้าด้านในได้


    แต่พอจินเข่ออี๋นั้นแสดงป้ายยืนยันตัวตนออกไป เหล่าผู้ดูแลร้านรวงต่างๆก็ต่างพินอบพิเทาออกมา เชิญชวนไห้เข้าไปยังห้องพิเศษต่างๆได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งถ้าเป็นลูกค้าโดยทั่วไปไม่สามารถเข้าไปซื้อหาได้


    พอตกเย็น วันนี้พวกเขาสามารถเข้าไปเลือกซื้อหาหินหยกได้เพียงเจ็ดร้านเท่านั้น ดังนั้นจึงพากันไปยังเหลาสุราแห่งหนึ่งเพื่อทานอาหารก่อนจะกลับไปยังจิซานฟู่กุ้ยต่อไป


    เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้กว่าสิบสามวัน กว่าจะเดินทางเสาะหาหินหยกจนทั่วเมืองสำเร็จนั้น พูดได้ว่าพวกเขาได้เดินสำรวจหินหยกมาแล้วนับพันล้านก้อน แล้วก็ได้ทำการรวบรวมหินหยกมาได้กว่าสองร้อยก้อนเลยทีเดียว


    หินเหล่านี้นับว่าเป็นสุดยอดสมบัติ ที่ถูกจินฉานรวบรวมมาจากทั่วทั้งเมืองเลยก็ว่าได้ และเมื่อถึงเวลานี้นั้นพวกเขาก็ได้เวลาที่จะต้องนำหินหยกเหล่านั้นไปผ่าแล้ว


    จินเข่ออี๋นั้นไม่กล้าที่จะนำหินเหล่านั้นไปผ่าที่จินซานฟู่กุ้ย เพราะกลัวว่าเมื่อเวลาของวิเศษฟ้าดินปรากฏขึ้นมานั้น จะเกิดนิมิตต่างๆขึ้นมา แล้วกลัวไปดึงดูดความสันใจของผู้คนจนเกินไป


    อาจทำไห้เกิดอันตราย เพราะอาจจะมีตัวตนที่แข็งแกร่งจดจ้องพวกเขาเพื่อแย่งชิงของวิเศษก็เป็นได้ จินเข่ออี๋จึงได้พาพวกนายช่างที่มีความชำนานในการผ่าหินติดตามมาสามสี่คน พากันขึ้นรถม้าสองคันออกมาจากจินซานฟู่กุ้ย เดินทางมายังสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อผ่าหิน


    เมื่ออี้เหรินเฟิ่งเดินทางมายังสถานที่ผ่าหินนั้น พวกเขาได้ลงมาจากรถม้า ยังลานด้านหลังจวนแห่งหนึ่ง จวนแห่งนี้นับว่าใหญ่โตยิ่ง กำแพงรั้วสูงนับสิบเมตร ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ด้านในจวนเต็มไปด้วยอาคารต่างๆ บ่อปลา สวนดอกไม้ต้นไม้เป็นระเบียบสวยงาม


    "เข่ออี๋ เจ้าพาข้ามาที่ไหนกันเนี่ย คงไม่ใช่บ้านของเจ้ากระมัง" เนื่องจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน อีกทั้งวัยยังใกล้เคียงกัน บัดนี้ทั้งสองได้สนิทสนมเป็นสหายกันเรียบร้อยแล้ว


    "ใช่แล้ว ที่นี่เป็นบ้านของข้าเอง การผ่าหินวิเศษพวกนั้นกระทำที่นี่นับว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว"


    จากนั้นจินเข่ออี๋จึงพาเหล่านายช่างเดินตามไปยังอาคารแห่งหนึ่ง ที่นี่จินเข่ออี๋ได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีทั้งสถานที่ทำงานและห้องรับรอง อีกทั้งมีเวรยามเฝ้าดูอีกจำนวนมาก นับว่าเหมาะสมยิ่ง


    มาถึงด้านในอาคาร จินเข่ออี๋จึงได้นำหินหยกทั้งสองร้อยก้อนออกมา แล้วสั่งไห้นายช่างทั้งสี่แบ่งกันไปคนละเท่าๆกัน เพื่อทำการผ่าหินหยกออกมา ด้านข้างของแต่แท่นผ่าหิน จะมีผู้ดูแลจดบันทึก และเก็บรวบรวมของวิเศษไว้


    เมื่อสั่งงานเสร็จ จินเข่ออี๋จึงได้พาอี้เหรินเฟิ่งและจินฉานออกมาเดินเล่นยังส่วนต่างๆของบ้าน พวกเขาได้พากันเทินเล่นเที่ยวชมส่วนต่างๆจนมาถึงยังสระบัวแห่งหนึ่ง 


    ด้านบนสระบัวแห่งนี้นั้น มีศาลาแปดเหลี่ยมตั้งอยู่ตรงกลางสระบัว ทางเดินหินอ่อนทอดยาวจากริมสระเข้าไป ด้านในศาลามีชายวัยกลางคนกำลังนั่งจิบสุราอ่านหนังสืออยู่คนหนึ่ง


    ชายวัยกลางคน คิ้วหนาตาโปนโต รูปร่างสูงใหญ่กำยำดุจหมี เคราสีแดงยาวถึงอก แค่ดูก็รับรู้ได้ถึงความหน้าเกรงขาของเขา


    เมื่อจินเข่ออี๋ได้เห็นชายวัยกลางคนๆนั้น นางก็แสดงความดีใจออกมาแล้วตะโกนไห้ชายคนนั้นว่า


    "ท่านพ่อ ข้าอยู่นี่"จากนั้นจึงวิ่งเข้าไปหา


    "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เข่ออี๋ของพ่อ วันนี้เป็นยังไงบ้าง หาเงินได้มากมายนักหรืออารมถึงได้ดีเช่นนี้"


    "ท่านพ่อนี่นะ มีเพียงท่านที่รู้ใจข้าที่สุด วันนี้ข้าพาสหายกลับมาที่บ้าน และอาจจะอยู่ที่นี่สักหลายวัน เดี๋ยวข้าจะแนะนำไห้ท่านรู้จักนะเจ้าคะ"


    "ได้อยู่แล้วลูกสาวที่น่ารักของพ่อ"


    จากนั้นอี้เหรินเฟิ่งก็ได้เดินมาถึงตรงที่ที่ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ จินเข่ออี๋จึงได้แนะนำอี้เหรินเฟิ่งไห้กับพ่อของเขาได้รู้จัก


    "ท่านพ่อเจ้าคะ นี่สหายของลูก ชื่อว่าอี้เหรินเฟิ่ง"


    "อี้เหรินเฟิ่ง นี่บิดาข้า นามว่า จินต้าฉยง ท่านเป็นเจ้าเมืองจินเฉิงแห่งนี้"


    จากนั้นทั้งสองก็มองหน้ากัน อี้เหรินเฟิ่งมองวิเคราะห์ท่านเจ้าเมืองคนนี้แล้วคิดในใจ "คิ้วหนาตาโต ตัวสูงใหญ่ หนวดเครายุบยับ รกรุงรัง หมีสมชื่อจริงๆ ไม่คิดว่าคนอย่างท่านจะคลอดบุตรสาวหน้าตาดีเช่นนี้ออกมาได้"


    "ยินดีที่ได้รู้จักขอรับท่านเจ้าเมือง"อี้เหรินเฟิ่ง กล่าวพลางยกยิ้มไห้กับ จินต้าฉยง


    ส่วนของจินต้าฉยงนั้น เมื่อมองสำรวจอี้เหรินเฟิ่งแล้วนั้น ขนหลังก็ยกชูชัน ตรงขมับมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาทันที เนื่องจากเหล่าเจ้าเมืองนั้นทุกคนต่างเคยเห็นอี้เหรินเฟิ่งมาก่อนทั้งนั้น


    พวกเขานั้นเห็นอี้เหรินเฟิ่ง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยจนเริ่มโต แต่อี้เหรินเฟิ่งนั้นไม่ได้ไห้ความสนใจกับเจ้าเมืองเหล่านี้นัก เพราะพวกเขามีเยอะเกินไป


    "เอ่อ นี่มันองค์ชายมิใช่หรือ เหตุไดมาโผล่ที่นี่ได้เล่า บัดซบ ! ดีนะที่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับเขาในเมือง"จินต้าฉยงคิดในใจ


    จากนั้นจินต้าฉยงจึงกล่าวกับอี้เหรินเฟิ่งไปว่า


    "ยินดีที่ได้รู้จัก ยินดีที่ได้รู้จัก"


    "น้อยครั้งนักที่บุตรสาวข้าจะพาสหายมาที่บ้าน มาครั้งนี้ก็ขอไห้คุณชายพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง"


    "เดี๋ยวข้าจะยกเรือนไห้ท่านหนึ่งหลังไว้พักผ่อน จัดไห้อยู่ใกล้ๆกับเรือนของเข่ออี๋ก็แล้วกัน พวกท่านจะได้ไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก"


    จากนั้นทั้งหมดก็ได้นั่งลงพูดคุยกัน จินต้าฉยงจึงได้ทราบเรื่องราวคร่าวๆว่าพวกเด็กๆทำอะไรกัน ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาจึงได้จัดไห้เพิ่มกำลังคนอารักขาไห้มากขึ้นเป็นพิเศษ ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น


    พูดคุยสักพัก ด้านหลังของจวนนั้น ท้องฟ้าอยู่ๆก็มืดครึ้มขึ้นมา จินฉานมุดออกมาจากอกเสื้อกระโดดขึ้นมาบันหัวอี้เหรินเฟิ่งแล้วพูดขึ้นมาว่า


    "ของวิเศษฟ้าดินชิ้นแรกออกมาแล้ว" ทั้งหมดจึงได้พากันเดินออกไปดู