ไป๋ลั่วอิงถอนหายใจยาวจนผ้าม่านสะบัดไหวตาม "จากนักเขียนอยู่ดี ๆ ต้องมาเป็ตัวประกอบในนิยายตัวเอง...แบบไม่ให้ตั้งตัว"
เธอกอดอกพลางเหลือบตามองเพดานไม้ "ถ้ารู้ว่าคำสาปนักอ่านจะแรงขนาดนี้ ตอนนั้นฉันน่าจะเขียนจบแฮปปี้เอนดิ้งไปซะก็ดีแล้ว..."
ในขณะที่ไป๋ลั่วอิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสี่ยวเหมยก็เอ่ยขึ้นมา “คุณหนูเ้าค่ะ งั้นเดี๋ยวบ่าวไปเอายาต้มที่ห้องครัวในเรือนใหญ่ก่อนนะเ้าคะ”
ยังไม่ทันที่ไป๋ลั่วอิงจะได้ปฏิเสธ เสี่ยวเหมยก็วิ่งหายออกจากห้องไปเสียแล้ว ทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบสงบ
ไป๋ลั่วอิงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงกอดเข่าเบา ๆ พลางก้มหน้าครุ่นคิด ในหัวเธอหมุนติ้วไม่หยุด เกี่ยวกับรายละเอียดของเนื้อเื่ในนิยายที่เธอเขียนเองกับมือกำลังค่อย ๆ ไหลย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ
ริมฝีปากบางขยับพึมพำกับตัวเอง "ฉันต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้อยู่ในเนื้อเื่ตอนไหนในนิยาย ถ้าจะรอด...ฉันต้องมีข้อมูลให้มากที่สุด"
สายตาของเธอกวาดมองรอบห้องไม่เจออะไรที่ช่วยยืนยันตอนในเนื้อเื่ดังนั้น...เธอจึงต้องเริ่มจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ร่างกายของตัวเธอเอง
โลกนี้เป็โลกลมปราณ มีพลังิญญา มีศาสตร์ต่อสู้ มีปราณเซียนฟาดฟันกันบนท้องฟ้า และแน่นอน...มีระดับพลังที่เป็ตัวแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน
ถ้าเธอจะอยู่รอดในโลกนี้...อย่างน้อยก็ขอให้เธอไม่ใช่ “ระดับปราณก่อราก” ก็พอแล้ว
ในนิยายที่เธอเขียน เธอใส่รายละเอียดพลังของตัวละครหลักไว้แน่นยิ่งกว่าคู่มือเกม แต่สำหรับตัวประกอบอย่างคุณหนูไป๋ลั่วอิง...ไม่มีบรรทัดไหนพูดถึงพลังของร่างนี้เลย
เธอไม่รู้เลยว่าร่างนี้มีพื้นฐานระดับไหน แต่รู้แน่ ๆ ว่า ถ้ายังอยู่ในระดับต่ำสุด...เธอจะไม่มีแม้แต่แรงวิ่งหนีจากอีตาพระเอกบ้าเืในวังหลวงได้อย่างแน่นอน
ไป๋ลั่วอิงนั่งขัดสมาธิกลางเตียง ยกมือประสานไว้บนตัก หลับตา สูดหายใจลึกอย่างที่เคยเขียนฉากฝึกปราณมาเกินพันตอน
แล้วก็เริ่มภาวนาในใจอย่างเคร่งขรึม...
“ท่านเทพเ้าขา...ไหน ๆ ก็ส่งหนูมาในนิยายเื่นี้แล้ว...”
“ขอให้หนูมีพลังพอจะปกป้องตัวเองด้วยเถิดเ้าค่ะ”
“ไม่ต้องเก่งมาก...แค่ไม่โดนตบตายั้แ่ตอนที่ 9 ก็พอ...”
เธอพึมพำในใจเสียงแ่ แล้วก็แอบลืมตาข้างหนึ่งแอบดูว่ามีแสงอะไรเปล่งออกมาจากตัวไหม
...วูบ...
มีพลังบางอย่างแ่เบาแล่นผ่านกลางอก ความรู้สึกอุ่นซ่านเหมือนแสงอรุณในวันหนาวจัด
แล้วภาพในหัวเธอก็ผุดขึ้นมา..ไม่ใช่ภาพใดแต่เป็...ข้อความเรืองแสงที่ลอยอยู่กลางอากาศราวกับหน้าจอเกม RPG ที่เคยเล่นเมื่อตอนพักเขียนนิยาย
คุณได้รับพรติดตัว
ชื่อพลัง: “ชีวาลมปราณ”
ประเภท: พลังรักษาระดับสูง
คุณสมบัติ:
– ฟื้นฟูร่างกายและิญญา (อัตโนมัติ)
– ระงับพิษในระดับกลางถึงสูง
– เชื่อมจิตได้ (กรณีรักษาลึก)
ไป๋ลั่วอิงเบิกตากว้าง “…หา? พลังรักษาเหรอ?”
เธอยกมือขึ้นดูตัวเองเหมือนจะหาว่ามีแสงออกจากฝ่ามือไหม “นี่มันไม่ใช่แค่พลังธรรมดา...แต่เป็ของแรร์ในโลกนิยายสายลมปราณชัด ๆ”
ในนิยายที่เธอเคยเขียน พลังแบบนี้มีแค่ตัวละครระดับเซียน หรือไม่ก็พวกสาวงามเทพธิดาที่โดนแย่งตัวไปมา
ไป๋ลั่วอิงเริ่มหน้าซีดอีกรอบ
“…ตายห่าแล้ว แบบนี้ฉันไม่รอดง่าย ๆ แน่…นี่มันเป็พลังที่ทำให้คนอยาก ‘’ ต่างหาก”
พลังปราณของเธออาจดูสงบ ไร้พิษภัย แต่นั่นแหละ...คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกที่ผู้คนคลั่งในอำนาจ
พลังรักษาระดับสูงไม่ได้มีไว้แค่เยียวยา แต่มันสามารถเปลี่ยนสมรภูมิ ฟื้นฟูแม่ทัพาเ็ รักษาเ้าเมืองผู้ใกล้ตาย หรือแม้แต่...ยืดอายุให้ผู้นำพรรคที่กำลังจะสิ้นใจ
สำหรับโลกนี้...พลังของเธอไม่ต่างอะไรจากสมบัติของแผ่นดิน แถมเป็สมบัติที่ “ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีอยู่จริงหรือไม่”
แต่หากหลุดไปว่า "มี"...ทุกฝ่ายจะขยับ “และ…ฉันอาจไม่ได้ตายเพราะพล็อตเื่”
“…แต่อาจโดนแย่งชิงไปเข้าพรรคมาร สำนักราชวัง หรือพรรคต่าง ๆ เพื่อใช้เป็เครื่องต่อรอง...แล้วโดนล้างสมองไม่ให้รู้ว่าตัวเองเป็ใครก็ได้”
พรรคมารที่ขึ้นชื่อเื่ดูดพลังผู้มีพร์ สำนักวังหลวงที่ใช้ผู้มีปราณพิเศษแลกตำแหน่ง พรรคต่างๆ ที่พยายามครองทุกอำนาจเื้ัราชสำนัก
ถ้าหากพวกนั้นรู้ว่าคุณหนูที่ดูนุ่มนิ่มผู้นี้มีพลังการรักษาที่หาได้ยาก...เธอจะไม่เหลือแม้แต่โอกาส “เลือก” บทของตัวเองด้วยซ้ำ
ไป๋ลั่วอิงเม้มปากแน่น สายตาที่เคยล่องลอย อย่างคนง่วงนอนกลับกลายเป็ดวงตาคมกริบที่มองเกมรอบตัวอย่างทะลุทะลวง ถึงเธอจะจำพล็อตเกี่ยวกับลมปราณในใบโลกนี้ได้ไม่หมดแต่ความเป็นักเขียนสายวางหมากมันฝังอยู่ในกระดูกแล้ว
“ฉันจะซ่อนพลังนี้ให้เงียบที่สุด และใช้มันให้เป็ประโยชน์กับ ‘ชีวิตของฉันเอง’ เท่านั้น” เธอคิดอยู่ในใจพลางกลืนน้ำลายลงคอเงียบ ๆ
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าคุ้นเคยก็ดังขึ้นหน้าประตู “คุณหนูเ้าค่ะ...บ่าวเอายามาแล้วนะเ้าค่ะ”
เสี่ยวเหมยเปิดประตูเข้ามาพร้อมถาดเล็ก ๆ ในถาดมียาในถ้วยกระเบื้องสีขาวลายดอกเหมยร้อนระอุส่งกลิ่นสมุนไพรหอมอ่อน ๆ ไป๋ลั่วอิงรับมาอย่างว่าง่าย แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
เมื่อวางถ้วยลงเสร็จเธอก็เริ่มภารกิจรีดไถข้อมูลทันที
“เสี่ยวเหมย...เ้ามองนี่เห็นหรือเปล่า?”ไป๋ลั่วอิงเอ่ยถาม ขณะยกมือขึ้นเปิดหน้าจอสกิลชีวาลมปราณ ที่ลอยอยู่ตรงหน้าราวกับระบบเกมที่เธอคุ้นเคยในโลกเดิม
แต่เสี่ยวเหมยกลับขมวดคิ้ว มองตามทิศทางมือของคุณหนูด้วยสีหน้าสงสัย “อะไรหรือเ้าคะ? บ่าว...ไม่เห็นอะไรเลย”
คำตอบนั้นทำให้ไป๋ลั่วอิงขมวดคิ้วครู่หนึ่ง
‘แสดงว่าหน้าจอระบบนี้ มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็น...’ นางพึมพำในใจ ก่อนจะซ่อนความคิดทั้งหมดไว้หลังดวงตาเรียบนิ่งตามเคย เพื่อไม่ให้เสี่ยวเหมยเอะใจ นางเปลี่ยนเื่ทันที
“ว่าแต่...ในวังหลวง่นี้เป็ยังไงบ้างหรือ?”
น้ำเสียงของนางนุ่มนวล คล้ายถามเล่น ๆ คล้ายอยากฟังข่าวเบา ๆ
เสี่ยวเหมยกะพริบตาปริบ ๆ “เอ๊ะ? คุณหนูถามแปลก ๆ จังเลยเ้าค่ะ...”
นางเอียงคอเล็กน้อยอย่างงง ๆ “ปกติคุณหนูเคยสนใจข่าวในวังเสียที่ไหนกันเ้าคะ นอกจากการไปเที่ยวเล่น?”
ไป๋ลั่วอิงยิ้มแหย “ก็แค่...อยากรู้เฉย ๆ น่ะ ่นี้น่าเบื่อจะตาย”
เสี่ยวเหมยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยอมตอบ “เดือนหน้านี้จะมีการคัดเลือกพระชายาให้กับเหล่าองค์ชายที่อยู่ในวัยออกเรือนเ้าค่ะ..”
“ว่ากันว่าเป็การคัดระดับชาติ เพราะองค์ชายแต่ละพระองค์ยังไม่เคยรับใครไว้ข้างกายมาก่อนเลยสักพระองค์...”
ไป๋ลั่วอิงเบิกตานิด ๆ แต่ยังคงเก็บอาการ ในใจแทบจะยกพลุฉลอง “ดีมาก อย่างน้อยฉันก็ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนก่อนพล็อตมรณะจะเริ่ม” เธอหายใจโล่งอก พร้อมยิ้มบาง ๆ
“งั้นวันนี้...ข้าว่าจะออกไปเดินเล่นในเมืองสักหน่อย” เธอพูดอย่างแเี
“ข้าอยากออกไปสูดอากาศข้างนอกดูบ้าง”
เสี่ยวเหมยรีบพยักหน้า “เ้าค่ะ งั้นบ่าวจะไปบอกให้องครักษ์ให้เตรียมรถม้ามาให้คุณหนูนะเ้าคะ”
“ไม่ต้อง” ไป๋ลั่วอิงรีบยกมือห้ามทันที
เสี่ยวเหมยชะงัก “เอ๊ะ?”
“ข้าอยากออกไปแบบสบาย ๆ แบบมิต้องให้ผู้ใดรู้...ข้าจะปลอมตัวเป็สาวใช้ แล้วเดินออกทางประตูหลังจวน ข้าแค่เดินเล่นแป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับแล้ว”
เสี่ยวเหมยทำหน้าใยิ่งกว่าตอนนางบอกว่าความจำเสื่อมเสียอีก “คุณหนู...จะปลอมตัวเป็สาวใช้เหรอเ้าคะ?”
ไป๋ลั่วอิงพยักหน้าก่อนจะยิ้มบาง ๆ “เสี่ยวเหมย...อย่าลืมสิ ว่าตอนนี้ข้าความจำเสื่อม”
“ตอนนี้ข้าคือคุณหนูคนใหม่...ข้าอยากออกไปเห็นโลกกว้างด้วยตัวเอง มิใช่เอาแต่อ่านจากตำรา”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่อมสาวใช้คนสนิทต่อ “อีกอย่าง...พวกเราสวมชุดสาวใช้ของจวนแม่ทัพใหญ่ ต่อให้เดินไปที่ไหนก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องพวกเราอยู่แล้ว”
“ใครจะบังอาจมีเื่กับบ่าวของท่านแม่ทัพใหญ่ล่ะจริงไหม?”ไป๋ลั่วอิงรีบหว่านล้อมเสี่ยวเหมยทันที
คำพูดนั้นทำเอาเสี่ยวเหมยที่ยังลังเลถึงกับพยักหน้าอย่างช้า ๆ “…ก็จริงเ้าค่ะ…”
นางกัดริมฝีปากอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ลุกขึ้นไปค้นตู้ผ้า “งั้นบ่าวจะเตรียมชุดปลอมตัวให้คุณหนูเอง เดี๋ยวบ่าวจะไปเดินเล่นที่ตลาดพร้อมกับคุณหนูด้วยเ้าค่ะ”
ไป๋ลั่วอิงพยักหน้า หลังจากที่นางแต่งตัวเป็สาวใช้เสร็จ ครู่ต่อมา ทั้งสองก็ออกจากห้องอย่างเงียบเชียบในร่างของสาวใช้ของจวนแม่ทัพใหญ่...หนึ่งสวมหมวกคลุมหน้ามิดชิด อีกหนึ่งถือตะกร้าออกจากจวนอย่างเนียน ๆ
พวกนางเดินหลบความวุ่นวายในจวน อ้อมออกมาทางเรือนหลัง ลัดเลาะจนถึงประตูเล็กทางทิศตะวันตก ที่เปิดไปยังตรอกด้านหลังจวนท่านแม่ทัพใหญ่
ไป๋ลั่วอิงยกมือแตะหมวกผ้าของตนเบา ๆ ยิ้มมุมปาก หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นระคนลุ้นระทึก โลกนิยายที่สร้างจากปลายนิ้ว...ตอนนี้นางกำลังเหยียบอยู่ในนั้นจริง ๆ
“เริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกนิยาย...ก็ต้องเปิดฉากด้วยการเที่ยวตลาดสิ ถึงจะถูก”
ร่างบางก้าวขาออกจากตรอกหลังจวนด้วยความมั่นใจ มือหนึ่งจับชายกระโปรง อีกมือกุมถุงเงินที่ซ่อนไว้อย่างแเีใต้แขนเสื้อ พร้อมเป้าหมายหลักเพียงหนึ่งเดียวในใจ
“เตรียมตัวไปช้อปปิ้งโลด”
