“เกิดอะไรขึ้น!!? เหตุใดผู้าุโฟู่ถึงได้มาเวลานี้ แถมยังมาพร้อมกับศิษย์คนอื่นอีก นี่ข้าทำพลาดตรงไหนกัน…หรือว่า เป็กลไกที่บันไดตอนนั้น” ฉินฟงตื่นตระหนกเป็อย่างมาก เขาไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไร หากลงไปมอบตัวยอมรับผิดตอนนี้เขาคงโดนลงโทษขั้นร้ายแรงเป็แน่และต่อให้แก้ตัวว่าถูกิเจียวจนกระทั่งหลอกให้ขึ้นมา ก็ไม่มีใครเชื่อ จู่ต้าเหยียนที่ทุกคนรู้จักไม่มีทางขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้แน่ “ข้าปิดกลไกของหุ่นกลหมดแล้วพวกเ้าจงขึ้นไปจับตัวผู้บุกรุกลงมา!!” “ขอรับท่านอาจารย์!!” เสียงของฟู่เทียนซานและเหล่าลูกศิษย์ดังขึ้น ฉินฟงไม่มีทางเลือกใด นอกจากต้องหนีขึ้นไปชั้นบนสุดเท่านั้น
ฉินฟงวิ่งไปที่บันไดและมุ่งขึ้นไปยัง ชั้น 8 ของเจดีย์อย่างรวดเร็ว เมื่อขึ้นมาได้ เขาพบว่าชั้นนี้ดูคล้ายกับห้องปรุงยาขนาดใหญ่ เพราะมีทั้งเตาหลอมกับโถเก็บยาอยู่มากมาย อีกทั้งยังมีกระดาษหลายร้อยแผ่นที่วางอยู่บนพื้นกองพะเนิน กับอีกหลายแผ่นแปะอยู่รอบห้อง ฉินฟงคาดว่ากระดาษพวกนี้คือ สูตรปรุงยาโอสถเทวะ์ที่ฟู่เทียนซ่านกำลังศึกษาอยู่ ส่วนตัวตำราของจริงก็น่าจะเก็บอยู่ตรงไหนสักแห่งภายในชั้นนี้แต่เขาไม่มีเวลาตามหามันอีกแล้ว ตอนนี้ต้องรีบหนีเพียงอย่างเดียว แต่ว่าจะหนีไปไหนได้อีก ในเมื่อ หอเจดีย์หมื่นโอสถ มีแค่แปดชั้น!! และนี้ก็คือชั้นสุดท้ายแล้ว
ฉินฟงกวาดตามองไปรอบตัวอย่างร้อนรน ก่อนจะพบเข้ากับสลักบางอย่างที่น่าจะเป็กลไก ฟู่เทียนซานไม่ได้ซ่อนมันมิดชิด บางที่มันคงไม่ใช่กลไกอะไรที่สำคัญ แต่ยังไงเสียฉินฟงก็ต้องลองใช้มันดู เขาไม่รอช้ารีบใช้มือดึงสลักทันที จากนั้นก็มี เสียงดัง กึก..กึก..กึก..!! เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีช่องบนเพดานเปิดออกพร้อมกับบันไดที่ทอดตัวลงมา “บันไดงั้นรึ? งั้นก็แปลว่าสามารถขึ้นไปได้อีกเหรอเนี่ยดีล่ะ บางทีมันอาจจะเป็ห้องลับที่เก็บซ่อนตำราก็เป็ได้” ฉินฟงกล่าวขึ้นด้วยแววตามีความหวังก่อนที่เขาจะรีบพุ่งทะยานขึ้นไปทันที..
แต่พอขึ้นมาได้ฉินฟงก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะมันไม่ใช่ห้องลับอย่างที่ชายหนุ่มคาดคิด หากแต่เป็ชั้นดาดฟ้าโล่งกว้างของหอเจดีย์นั้นเอง ในเมื่อเป็เช่นนี้ฉินฟงก็เท่ากับหลังชนฝา จะถอยก็ไม่ได้ จะเดินหน้าต่อก็ไม่ได้ อีกทั้งความสูงขนาดนี้ ถ้าจะโดดลงไปจำเป็ที่จะต้องมีกำลังภายในที่กล้าแข็งมาก ๆ ไม่เช่นนั้นร่างกายคงกระแทกพื้นจนกระดูกแหลก ภายในบอบช้ำ และกระอักเืจนตายเป็แน่.. “ข้ามาถึงทางตันแล้วสินะ..ถ้าเป็แบบนี้ก็คงมีแต่ต้องสู้ตายเท่านั้น..” ฉินฟงยืนมองทอดสายตาลงไปเบื้องล่างก่อนจะหันหลังกลับมาแล้วก็ได้พบกับเหล่าลูกศิษย์มากมายพร้อมอาวุธในมือ
ทุกคนล้วนใมากเมื่อว่าคนร้ายที่พวกเขากำลังตามจับก็คือ เ้าอ้วน จู่ต้าเหยียนจะกละตะกลาม ผู้อ่อนแอคนนั้น ปรมาจารย์าุโ ฟู่เทียนซานที่เดินตามมาถึงกับตกตะลึง เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเองเลย นี่มันเื่บ้าอะไรกัน ทำไมเ้าศิษย์อ้วนไร้ฝีมือชั้นปลายแถวคนนั้น ถึงสามารถผ่านค่ายกลแปดดารา และ ผ่านหุ่นกลของเขาขึ้นมาได้ แต่ผู้ที่ใยิ่งกว่ากลับเป็ ต้าเฉิน และ เสี้ยวอี้หลาน สองศิษย์หลัก จากสองฝ่ายของพรรคเก้าั ทั้งสองหน้าถอดสีจนพูดอะไรไม่ออก
ทุกอย่างบนดาดฟ้าเงียบสนิทไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาใดออกมา จนกระทั่งฟู่เทียนซานได้ทำลายบรรยากาศนั้นด้วยคำพูดบางอย่าง “เ้า….เป็ใครกันแน่ ภายนอกดูเหมือนเ้าต้าเหยียนลูกศิษย์ข้า แต่ภายในหาเป็เช่นนั้นไม่ ต้าเหยียนไม่มีทางทำอย่างที่เ้าทำได้ จงตอบมา…” คำถามของฟู่เทียนซานที่เปล่งออกมาเหมือนพุ่งเข้ากลางอกของฉินฟง ฟู่เทียนซานไม่รู้หรอกว่าคนในร่างคือใคร แต่เขาก็มั่นใจว่า ชายร่างอ้วนตรงหน้าไม่ใช่จู่ต้าเหยียนอย่างแน่นอน
ฉินฟงได้แต่นิ่งเงียบไม่ได้ตอบอะไรกลับไป และในตอนนั้นเองเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ได้ดังขึ้นมา “มันต้องเป็คนของพรรคมารแน่เลยค่ะท่านอาจารย์ศิษย์พี่ อู่กวน กับศิษย์พี่ ลู่ไกวฉือ แห่งฝ่ายลมปราณเคยประมือกับมันมาแล้ว” เสียงของิเจียวจู่ดังขึ้นข้างกายของฟู่เทียนซาน ฉินฟงมองหน้าิเจียวจูด้วยความโมโหก่อนจะคิดในใจ เื่ทั้งหมดก็เพราะเ้ามิใช่รึนางจิ้งจอกร้อยเล่ห์ ทั้งเื่ที่จู่ต้าเหยียนตาย ทั้งเื่การใช้เขามาขโมยตำราโอสถ “ นี่เ้า…..” ฉินฟงกำหมัด กัดกรามเสียงดัง พร้อมกับจ้อง ิเจียวจู ด้วยแววตาโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด “ว้าย!! ท่านอาจารย์ข้ากลัว ดูแววตาที่มันมองข้าสิคะ มันโกรธที่ข้ารู้ความจริงแน่ ๆ” ิเจียวจู่รีบเล่นละครเรียกความสงสารก่อนทำเป็หวาดกลัวและไปหลบหลังฟู่เทียนซานทันที “เ้าอย่าได้หวาดกลัวไปศิษย์ข้า..อาจารย์อยู่ตรงนี้ มันทำอะไรเ้าไม่ได้หรอก” “…ค่ะท่านอาจารย์”
ฟู่เทียนซานก้าวออกมาข้างหน้าและจ้องมาที่ฉินฟงตาเขม็งก่อนจะกล่าวบางอย่างขึ้น
“คนของพรรคมารเช่นนั้นรึ…ข้าไม่เคยได้ยินว่าพวกมันมีวิชาแปลงโฉมจากศพที่ตายแล้ว แต่ก็อาจจะเป็ไปได้วิชามารของพวกมันลึกลับซับซ้อน และชั่วร้ายเป็อย่างยิ่ง เจียวจู่เ้าบอกเองสินะว่า อู่กวนเหลียงกับ ลู่ไกวฉือ เคยประมือกับมัน ตรงนี้ไม่มีศิษย์ของฝ่ายลมปราณ แต่คงจะมีเ้ากวนเหลียงอยู่สินะ..”
เมื่อฟู่เทียนซานกล่าวจบ เสียงของ อู่กวนเหลียงก็ดังขึ้นมาจากท้ายสุดของเหล่าลูกศิษย์คนอื่นทันที
“ข้าอยู่นี่ครับท่านอาจารย์” จากนั้นมันก็รีบก้าวออกมาข้างหน้าทันที “เจียวจู่บอกว่าเ้าเคยประมือกับมันเป็ความจริงรึเปล่า” ฟู่เทียนซ่านเอ่ยปากถาม “เป็ความจริงครับท่าอาจารย์ เ้าคนที่กำลังใช้ร่างของศิษย์น้องต้าเหยียนผู้นี้ใช้วิชาของพรรคมาร เล่นงาน ลู่ไกวฉือจนล่าถอยและาเ็เล็กน้อย ข้าเองก็อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น”
ฟู่เทียนซานยืนฟังอย่าง นิ่งเงียบก่อนจะกล่าวขึ้น “ ประมือกับลู่ไกวฉือแห่งฝ่ายลมปราณจนลู่ไกวฉือาเ็ เล็กน้อย แสดงว่าคนผู้นี้ก็ไม่ได้มีกำลังภายในสูงส่งเท่าไหร่ น่าจะเป็แค่ศิษย์ชั้นปลายแถวของพรรคมาที่ถูกแปลงโฉมแล้วส่งมาขโมยของบางอย่างในหอสินะ..ข้าพูดถูกหรือไม่…” ในตอนนั้นฟู่เทียนซานไม่ได้เอ่ยถึง ตำราโอสถ์เพราะเขาไม่คิดว่า ชายผู้นี้จะรู้เื่นั้น ฉินฟงนิ่งเงียบไป เขาควรจะพูดเื่ตำราออกไปดีหรือไม่ ฟู่เทียนซานจะได้รู้ว่าในฝ่ายของเขามีลูกศิษย์ที่สมคบคิดพรรคมารเพื่อจะขโมยตำรา จากนั้นโย่งความผิดไปที่ิเจียวจู่…
แต่พอลองมาคิดดูอีกทีมันคงเปล่าประโยชน์ ด้วยมายาร้อยเล่มเกวียนที่นางมีคงไม่มีใครเชื่ออยู่ดี อีกอย่าง ฉินฟงก็ไม่อยากเป็คนชั่วในสายตาของ ต้าเฉิน และ เสี้ยวอี้หลานมากไปกว่านี้แล้ว เขาจึงยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างออกมา “เ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว..ข้าไม่ใช่จู่ต้าเหยียนจริง ๆ ตัวข้ามีนามว่า ฉินฟง เป็คนของพรรคมารที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อขโมย...ขโมย...ตำราโอสถสลายลมปราณ” ฉินฟงกล่าวชื่อจริงของตนออกมา พร้อมกับพูดชื่อตำรายา หายากเล่มหนึ่งออกมาหลังจากที่เขาพึ่งอ่านมันก่อนหน้านี้ในชั้น 7
“แบบนี้นี่เอง เ้าถูกส่งมาขโมยตำราโอสถสลายลมปราณสินะ พวกพรรคมารคงตั้งใจจะเอาตำราเล่นนั้นไปใช้ทำเื่ชั่ว ๆ สิท่า ช่างชั่วช้าสารเลวจริง ๆ แบบนี้คงปล่อยเอาไว้ไม่ได้ เ้าจะคืน ตำรามาให้ข้าดี ๆ แล้วยอมโดดลงไป หรือ จะยอมตายอยู่บนนี้ก็เลือกเอา..” ฟู่เทียนซานคิดว่า ฉินฟงเอาตำราดังกล่าวติดตัวมาด้วย ซึ่งก็เปล่าเลย เขามิได้หยิบสิ่งใดติดมาสักชิ้น
ในเวลานี้ฉินฟงหมดหนทางหนีรอดอีกแล้ว แต่เขาคงไม่โดดลงไปแน่ ๆ อย่างน้อยถ้าเขาจะต้องตาย ก็ขอตายแบบมีศักดิ์ศรี ฉินฟงเร่งโคจรพลังลมปราณไปทั่วร่าง ก่อนจะพุ่งปราดเข้าไปหา ฟู่เทียนซานทันทีแต่ยังไม่ทันถึงตัวเขาก็ถูกขวางไว้โดยลูกศิษย์ของฝ่ายกระบี่ผู้หนึ่งที่ฟู่เทียนซานไปขอหยิบยืมตัวมา
“เ้ามารชั่วพอความแตกแล้วคิดจะทำร้ายผู้าุโเช่นนั้นรึ!! ฝันไปเถอะ!! รับไปซะ เพลงกระบี่เก้าัขั้นที่ สอง” ศิษย์คนนั้นของฝ่ายกระบี่ะโขึ้นก่อนจะพุ่งกระบี่ตรงมายังฉินฟงด้วยความรวดเร็ว ฉินฟงหยุดกะทันหันกลางอากาศก่อนจะโคจรลมปราณถอยห่างออกมา แต่กระบี่ของคนผู้นี้ยังคงพุ่งตามมาติด ๆ ราวกับเป็ัที่ไล่จับเหยื่อ แม้จะเป็วิชากระบี่พื้นฐานของพรรคแต่ถ้าถูกใช้โดยผู้ที่ฝึกฝนจนแตกฉานและมีกำลังภายในที่มากพอ เพลงกระบี่ชุดนี่ก็จะร้ายกาจขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
ฉินฟงถูกไล่ต้อนมาจนเกือบจะถึงขอบของดาดฟ้าและเขาถอยอีกไม่ได้แล้วนอกเสียจากว่า ฉินฟงจะมีปีกบินบนฟ้าได้เหมือนนก “แย่แล้ว!! ข้าถูกต้อนจนมุมแล้วรึนี่ ถ้าเช่นนั้นก็มีแต่ต้องสู้ตายเท่านั้น”
ฉินฟงคิดในใจ ก่อนที่เขาจะเร่งโคจรลมปราณไปที่ฝ่ามือทั้งสองและพลิกม้วนมันขึ้นเตรียมรับการโจมตีของ เพลงกระบี่เก้าัที่กำลังจะเข้าถึงตัว “ฝ่ามือปราณัเทพมารขั้นที่ 2!!” ฝ่ามือของฉินฟงพุ่งตรงเข้าปะทะกับกระบี่ของศิษย์พี่ฝ่ายกระบี่ผู้นั้นจนเกิดเสียงดังสนั่น จากนั้นก็พลันเกิดเงาร่างของัสีดำทะมึนอีกตัวออกมาจากแรงปะทะ ัตัวนี้ดูทรงพลังและน่าเกรงขามยิ่งกว่าของศิษย์พี่ผู้นั้นเสียอีก มันส่งเสียงคำรามลั่นก่อนจะพันตัวม้วนเข้ากับัอีกตัวจนขดเป็เกลียว ก่อนเ้าัสีดำจะใช้ปากกัดขย้ำลงไปที่คอของัอีกตัวจนขาดกระเด็น..
ภาพเหล่านี้เปรียบเสมือนการปะทะกันของพลังการต่อสู้ระหว่างฉินฟงกับศิษย์พี่ฝ่ายกระบี่ และผลที่ออกมาคือัดำของฉินฟงชนะ นั้นก็แปลว่าเขาเหนือกว่าอีกฝ่าย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงแก่ทุกคนบนนั้นเป็อย่างมากโดยเฉพาะกับ ฟู่เทียนซาน
“นี้มัน…เป็ไปไม่ได้…วิชาที่มันใช้ เป็วิชาฝ่ามือปราณัของพรรคเราไม่ผิดแน่ เพียงแต่ว่ามีการผสานลมปราณของพรรคมารเข้าไปด้วย นอกจากมันจะแอบเข้ามาขโมยตำรา มันยังแอบฝึกวิชาของพรรคเราด้วยรึ คนผู้นี้ช่างชั่วช้าสามานย์ยิ่งนัก ปล่อยไว้ไม่ได้ พวกเ้าทุกคนจงฟัง!! สังหารเ้าคนของพรรคมารผู้นี้ซะ อย่าปล่อยให้มันหนีรอดไปได้!!” ฟู่เทียนซานประกาศกร้าวเสียงดังก้อง จากนั้นศิษย์ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็พุ่งเข้ามารุมฉินฟงทันที “คิดจะหมาหมู่รุมข้างั้นรึ ปากก็บอกว่าเป็พวกคนดีมีคุณธรรม แต่กลับใช้วิธีสกปรกต่ำช้าไม่ต่างอะไรกับพรรคมาร ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามาเลย ข้าไม่กลัวพวกเ้าหรอก!!”
ฉินฟงเร่งโคจรพลังลมปราณแผ่ไปทั่วร่างก่อนจะซัดฝ่ามือออกไปพร้อมกับัสีดำอีกหลายตัว
เกิดการปะทะกันดุเดือด และตามมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วดาดฟ้าหอเจดีย์ ฉินฟงสูญเสียพลังลมปราณและกำลังภายในไปเป็จำนวนมาก แต่ศิษย์ของพรรคัหลายคนก็าเ็ไปไม่น้อยเช่นกัน
“ถ้าเป็เช่นนี้ต่อไปคงไม่เกิดผลดีทั้งสองฝ่ายเป็แน่..ข้าไม่ได้อยากทำร้าย หรือฆ่าคนใคร แต่ข้าไม่มีทางเลือก ยังไงซะคนเหล่านี้ก็ถือเป็ลูกศิษย์ของผู้าุโไท่หยวนอี้..ข้าคงต้องอาศัยจังหวะชุลมุนแล้วรีบตรงไปที่บันไดเพื่อหลบหนีเสียแล้ว” ฉินครุ่นคิดในใจ ไปพร้อม ๆ กับการเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่วเพื่อหลบการจู่โจมของเหล่าลูกศิษย์ของพรรคเก้าัไปด้วย และพอเขามองเห็นช่องโหว่จึงพุ่งผ่านไปที่บันไดทันทีแต่ทว่า….
ฉินฟงก็ถูกกระบี่ของใครบางคนพุ่งเข้ามาขวางและจ่อที่คอหอยอย่างรวดเร็วชนิดที่เขาไม่อาจมองตามทัน…คนผู้นี้เป็หญิงสาวหน้าตางดงาม สวมใส่ชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ฉินฟงต้องตะลึงมากเมื่อเห็นนาง
“เ้า…..เล่นละครหลอกข้า จนข้าเชื่อสนิทใจ ว่าเ้าอยากจะฝึกฝนวรยุทธ์เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง..แต่กลับกลายเป็ว่า..เ้าเป็คนของพรรคมาร ที่ปลอมตัวเข้ามาเพื่อขโมยตำรากับวิชาของพรรคเรา…มารชั่วจอมปลิ้นปล้อนเช่นเ้าสมควรตาย!!” ใบหน้าของเสี้ยวอี่หลานดูโกรธและผิดหวังอย่างหาที่สุด และฉินฟงก็รับรู้ได้ถึงจิตสังหารและพลังปราณอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเลย เพราะฝีมือของนางคือของจริง..
ปราณกระบี่อันทรงพลังและรุนแรงของอี้หลานพุ่งออกมาหลายสาย หลากหลายทิศทางไม่ต่างอะไรกับ ันับเก้าตัว และทุกตัวพุ่งตรงเข้าไปหาฉินฟงอย่างแม่นยำราวกับลูกศร หากเทียบัดำของฉินฟง กับของเสี้ยวอี้หลาน ปราณัของฉินฟงก็ดูไม่ต่างอะไรกับงูตัวเล็ก ๆ ที่ถูกพญาับดขยี้ได้อย่างง่ายดาย นี้คือ วิชากระบี่ปราณเก้าัพิสุทธิ์ ขั้นที่ 5
แรงปะทะทำให้ฉินฟงกระเด็นถอยไม่เป็ท่าและกระอักเืออกมา เข้าาเ็ภายในสาหัสก่อนจะโคจรลมปราณเพื่อหยุดตัวเองไม่ให้ตกลงไปเบื้องล่างเพียงแค่เสี้ยวนาทีเดียว แต่แล้ว…เสียงบางอย่างก็ได้ดังขึ้นบนร่างของฉินฟง ฉึก…!!
กระบี่ในมือของเสี้ยวอี้หลานแทงเข้ามาที่หน้าอกซ้ายของฉินฟง เืในกายของเขาค่อย ๆ ไหลซึมออกมาจนแดงฉานเต็มเสื้อ เสี้ยวอี้หลานหยุดอยู่ในท่านั้นก่อนจะมองเข้าไปในดวงตาของฉินฟง แววตาของอี้หลานปนเปไปด้วยความรู้สึกสับสน มันมีทั้งความโกรธ ความผิดหวัง และ ความเศร้า ตัวของเสี่ยวอี้หลานเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนางจึงรู้สึกเช่นนี้ นางจะรู้สึกไปทำไม ในเมื่อชายตรงหน้าคนที่เธอแทง เป็คนของพรรคมาร
เืของฉินฟงไหลออกมาที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะยิ้มและเอ่ยบางอย่างขึ้น “เ้า..ผิดสัญญานะ..ไหนบอก..ว่า..จะ…มาสอนข้า…ไง……” พอเสี้ยวอี้หลานได้ยินแบบนั้น นางก็ชะงักนิ่งไปเล็กน้อย ภายในใจนางก็อยากจะเอ่ยปากขอโทษฉินฟงเหมือนกัน แต่ปากดันกลับพูดออกมาไม่ได้ “ข้า….ข้า…..” และในตอนนั้นเองเสียงของผู้ชายผู้หนึ่งก็ได้พูดขึ้นอย่างเ็าข้าง ๆ เสี่ยวอี้หลาน
“เป็อะไรไปล่ะศิษย์น้อง..เ้าเกิดใจอ่อนขึ้นมารึอย่างไร? อย่ามาล้อข้าเล่นน่า…” เสียงของหลู่อิงฉานกล่าวขึ้น ก่อนที่ฝ่ามือของมันจะซัดเข้าไปยังกลางอกของฉินฟงอย่างรุนแรงจนเขากระอักเืออกมา และร่างก็หลุดจากกระบี่ของเสี้ยวอี้หลาน กระเด็นถอยหลัง ลอยไปในอากาศ แต่หลู่อิงฉานยังคงพุ่งตามเข้าไปติด ๆ พร้อมกระบี่ในมือ ก่อนจะประชิดตัวฉินฟงแล้วกล่าวขึ้น “เป็เ้าจริง ๆ สินะ..เ้าคนในชุดดำที่ข้าเคยสังหารเมื่อตอนนั้น…ข้าจำแววตาอันน่าสมเพชของเ้าได้แล้ว คงมีไม่บ่อยนัก ที่ข้าจะได้ฆ่าพวกพรรคมารคนเดิมถึงสองครั้งสองครา..” เมื่อหลู่อิงฉานกล่าวจบ คมกระบี่อันรวดเร็วในมือก็พุ่งผ่านร่างของฉินฟง และเฉือนตัดเข้าที่ ลำคอ เอ็นสองข้างที่มือ เอ็นข้อเท้าทั้งสอง อย่างโเี้ นี่ดีว่าเป็แค่กระบี่ หากเป็ดาบ ร่างของฉินฟงคงโดนหั่นและแยกเป็หกส่วนไปแล้ว
แต่ถึงกระนั้นมันก็มากพอที่จะสังหารเขาให้สิ้นใจได้ในทันที หลู่อิงฉานเก็บกระบี่ก่อนจะโคจรพลังไปที่ฝ่ามือและฟาดลงไปที่ร่างของฉินฟงซ้ำอีกครั้งอย่างรุนแรง ร่างของฉินฟงพุ่งลงมากระแทกกับพื้นดิน เบื้องล่าง อย่างรุนแรง กระดูกแตกละเอียด อวัยวะภายในแหลกเหลว ร่างของจูต้าเหยียนเละเทะจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม มันช่างเป็ภาพที่น่าสยดสยองเป็ยิ่งนัก..
อันที่จริงไปฉินฟงนั้นสิ้นใจไปั้แ่หลังจากที่กล่าวประโยคสุดท้ายกับเสี้ยวอี้หลานแล้ว..ดังนั้นการโจมตีอันโเี้ของหลู่อิงฉานกับคำพูดของมันจึงแทบจะไม่มีผลกับเขาเลย
ิญญาของฉินฟงได้แต่ยืนมองร่างของจูต้าเยียนด้วยความอเนจอนาถใจ เขารู้สึกผิดหวังเป็อย่างยิ่ง แทนที่จะได้มีชีวิตรอบที่สอง กลับต้องตายอีกครั้งเช่นนี้ แถมยังไม่สามารถทวงความยุติธรรมให้ต้าเยียนได้อีก บางที นี่คงเป็ชะตาฟ้าลิขิตกระมัง ในเมื่อ์ลิขิตมาแล้ว เขาก็คงต้องยอมรับมันเสียที
ตอนนี้ฉินฟงนึกถึงคำเตือนของผู้าุโไท่หยวนอี้ขึ้นมาทันที หากเขาเชื่อฟังและมีสติรอบคอบกว่านี้ บางทีเขาอาจจะยังไม่ตายและทำตามเป้าหมายจนสำเร็จก็เป็ได้
ในตอนนั้นเองน้ำเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น “เฮ้ออออ ฉินฟงเอยข้าอุตส่าห์เตือนเ้าแล้วน่า ว่าให้ระวัง สุดท้ายก็จบแบบนี้จนได้…” พอฉินฟงหันไปตามเสียงก็ได้พบกับชายชราผมสีดอกเลา หนวดยาวขาว ท่าทางใจดีในชุดผ้าไหมสีเงิน กำลังมองมาอยู่ ฉินฟงกำลังจะเอ่ยปากทักทายและขอขมาไท่หยวนอี้ แต่ปรมาจารย์าุโก็ยกมือห้ามไว้เสียก่อน “อย่าพึ่งพูดอะไรฉินฟง ตอนนี้รีบตามข้ามาก่อน เร็วเข้า นางกำลังจะมาแล้ว..” ฉินฟงรู้สึกประหลาดใจในวาจาของไท่หยวนอี้ที่กล่าวออกมาเล็กน้อย แต่ก็รีบตามไปทันที จากนั้นร่างของทั้งสองก็หายวับไปในความมืด..
จบบทที่ 9