เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 8 กระบี่ตัดดารา ( rewrite )

    ‘หยั่งรู้นภาขั้น 5!! ’ ตัวตนระดับนี้นั้น มีไม่กี่คนในอาณาจักรม่านนภา ‘แล้วเหตุใดคนระดับนี้ ที่สามารถเป็นราชาอาณาจักรเล็ก ๆ ได้สบาย...จึงลดตัวมาทำการหยาบช้าเช่นนี้ได้’
    “ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นตัวตนระดับ หยั่งรู้นภา” ฟงอวิ๋นกล่าวถาม
    “ข้าแต่ก่อนนั้น พลังบ่มเพาะอยู่ที่ กำเนิดจิตนภาขั้น 1 แต่เมื่อปะฝีมือกับมันผู้นี้แล้วนั้น ข้าไม่สามารถ..หยั่งรู้ถึงระดับพลังของอีกฝ่ายได้ และยังจัดการ องครักษ์กว่า 100 คนได้ใน 10 ลมหายใจ ข้าจึงคาดการว่าอยู่ระดับ หยั่งรู้นภาขั้นที่ 5” เมื่อพูดจบ จิ้นหลิงพลันตัวสั่นขึ้นอีกครา ภรรยาของมันรีบเดินเข้ามาโอบเล็กน้อยพร้อมกับกุมมือของสามีนางไว้
    จิ้นหลิงสบตามองภรรยาตนเอง ก่อนจะกล่าวต่อบุตรชายของตนต่อ “ตรงที่ยอดฝีมือดักทำร้ายข้า..อยู่ที่เมืองล่องเมฆา แต่หลังจากข้าโดนมันทำร้าย เส้นชีพจรข้าก็ขาดสะบั้น..ลมปราณรั่วไหลไม่อาจฝึกวิชาต่อได้ เมื่อแผลของข้าหายดี..ข้าจึงรีบพาเจ้ากับแม่เจ้าหนีมาอยู่ที่แห่งนี้” จิ้นหลิงพูดจบ พลันเอามือลูบรอยแผลเป็นที่หน้าอกตัวเอง แผลที่โดนยอดฝีมือทำร้าย
    จิ้นหลิงเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ทีไร มันจะเจ็บที่รอยแผลเป็นทุกครั้ง เหมือนมันพึ่งถูกทำร้ายมาเมื่อวาน
    ก่อนจะกล่าวต่อว่า “พอดีข้า และพี่เฟิง เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน..และเมืองรุ่งนภานี้ ก็อยู่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก กอบด้วยมันยังไกลจากเมืองล่องเมฆาอีกหลายลี้..ข้าจึงมาที่เมืองนี้เปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่ เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ตามที่พี่เฟิงกล่าวสอนต่อข้า”
    เมื่อสามีพูดจบภรรยาก็พูดต่อ “เมื่อมาถึงที่นี่ ข้าและพ่อของเจ้าก็ได้แต่งงานกัน และมีเฟิงเอ๋อร์ตามมาในภายหลัง , สร้างครอบครัวด้วยศิลาธาตุทองที่มารดาเจ้ามอบไว้ให้” หญิงสาวพลันมีน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงความยากลำบากในครั้งนั้น “ทุก ๆ วันข้ามักจะนอนไม่เต็มตื่น คอยแต่พะวักพะวนห่วงว่าจะมีคนมาทำร้ายเจ้า ได้แต่ภาวนาให้เจ้าเป็นเด็กไปนาน ๆ อย่าพึ่งอายุ 18 กลัวว่าเจ้ารู้ความจริง แล้วจะรังเกียจพวกข้า”
    สามีโอบภรรยาไว้พลันเช็ดน้ำตาให้ภรรยาตน ก่อนจะกล่าวปลอบภรรยาว่า “เห็นไหมข้าบอกแล้วเจ้าคิดมากไป..ว่างเอ๋อร์ของเราโตขึ้นสง่าแล้วยังไม่รังเกียจพวกเราอีก”
    “เอาล่ะ ๆ นอกเรื่องมามากแล้ว ทำตามขั้นต่อไปเถิด” เฟิงเจียวเมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มเลยเถิด จึงกล่าวเตือนสหายของตนเอง ก่อนจะหันไปกล่าวต่อซีว่าง “เดี๋ยวพ่อแม่ของเจ้า..ข้าจะดูแลเอง ส่วนพวกบ่าวใช้ทั้งหลายเดียวข้ารับผิดชอบเอง..พวกเจ้าทั้งสามคนต้องออกเดินทาง ณ ตอนนี้..”
    “เดินทาง??” เฟิงอวิ๋น และ จิ้นเฟิง กล่าวพร้อมกัน
    “ใช่เดินทาง” เฟิงเจียวกล่าวย้ำคำพูด ก่อนจะกล่าวต่อว่า “พ่อของเจ้า..วรยุทธไม่มี ไม่อาจปกป้องเจ้าได้ ส่วนแม่ของเจ้าก็ไม่รู้วรยุทธ , ข้าเองก็มีห่วงทางนี้..ไม่สามารถเดินทางไปกับเจ้าได้ , ข้าจึงให้เฟิงอวิ๋นเดินทางไปกับเจ้าด้วย เจ้าก็เห็นอย่างน้อยพรสวรรค์ของมันก็ไม่เลวถึงไม่สามารถช่วยเจ้าได้มาก แต่รับรองว่ามันไม่เป็นตัวถ่วงเจ้าเป็นแน่..”
    พอเฟิงเจียวกล่าวจบ จิ้งหลิงพลันกล่าวต่อ “เฟิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นคนของตระกูลจิ้น ความซื่อสัตย์ มาเหนือชีวิต ปกป้องและคอยดูแลพี่ชายเจ้าด้วย” ก่อนจะยื่นหยกชิ้นหนึ่งให้ เด็กน้อย “นี่คือหยกประจำตระกูลของเรา..ปู่เจ้ามอบให้ข้ามา , เมื่อถึงอาณาจักรม่านนภา ให้ไปที่ตระกูลจิ้น..และบอกเป็นลูกข้า เดี๋ยวพวกเขาจะจัดการที่เหลือต่อเอง”
    เด็กชายรับหยกมาและ เก็บไปในถุงมิติ ก่อนกล่าวรับปากต่อพ่อตนเอง “ทราบแล้วท่านพ่อ..ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” ก่อนจะคิดในใจ ‘เมืองหลวงจะมีอะไรอร่อย ๆ กินไหมน้า’ ก่อนจะกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่
    เฟิงเจียวยื่นจดหมายฉบับนึงให้ ซีว่าง “นี่คือจดหมายแนะนำตัวจากข้า ตอนนี้ระดับพลังพวกเจ้ายังไม่สูงพอ..ให้ไปที่เมืองรากนาคา แล้วไปที่สำนักภพจันทรา อาจารย์ใหญ่ เย่ว ชิง เป็นเพื่อนดื่มสุรากับข้า มันจะรับเจ้าเข้าสำนักทันที”
    ‘เมืองรากนาคา? สำนักภพจันทรา? เหตุใดถึงบังเอิญเช่นนี้’ ซีว่างคิดในใจ
    ก่อนที่มันจะเอ่ยถามต่อผู้ที่อยู่ภายใน โลกวิญญาณของตนเอง < แม่นางหยาง เรื่องนี้ใช่เป็นความต้องการของพ่อเจ้าหรือไม่ >
    <….> เงียบ ไม่มีคำตอบรับจากหญิงสาว
    ก่อนชายหนุ่มจะส่งจิตเข้าไปในโลกวิญญาณ ก็เห็นหญิงสาวนั่งทำหน้างอ สบตาหาเรื่องชายหนุ่มอยู่ “เหตุใดเจ้าไม่ตอบข้า”
    “ใช่เจ้า ตวาดข้าให้หุบปาก แล้วต้องการอะไรจากข้า” อาการของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มทำอะไรไม่ถูก มันมิเคยเห็นหญิงสาวทำกิริยาเช่นนี้มาก่อน
    ‘แม่นางผู้นี้ มีอารมณ์แบบนี้กับเขาด้วย..อย่างว่า..หญิงสาวอย่างไรก็ยังเป็นหญิงสาว.. ’ ชายหนุ่มพลันยิ้มแล้วกล่าวขอโทษหญิงสาว ก่อนจะถามซ้ำต่อนาง “พ่อเจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่”
    “ข้าจะไปรู้แจ้งอะไรความคิดพ่อข้าได้ ข้ายังไม่ทราบว่าเหตุใด..จึงขังข้าไว้กับเจ้า แล้วต้องคอยฟังเรื่องน้ำเน่าของพวกเจ้าด้วย..” เมื่อได้คำตอบ ชายหนุ่มจึงไม่รั้งรอ ออกมาจากโลกวิญญาณในทันที
    หลังจากพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดหลาย ๆ อย่าง ซีว่างจึงได้เตรียมตัวออกเดินทางไปยังเมืองรากนาคา
    ก่อนออกเดินทางชายหนุ่มจึงหยิบยันต์สื่อสารออกมา แล้วส่งไอปราณเข้าไปในยันต์สื่อสาร เพื่อให้ยันต์จดจำต่อตัวมันได้
    ก่อนยื่นยันต์สื่อสารให้มารดาตน แล้วกล่าวต่อมารดาว่า “ถ้ามีเรื่องอันใด ติดต่อข้าได้ทุกเมื่อ..พวกท่านสำคัญกับข้ามาก..”
    มารดารับยันต์มาแล้วหยิบไปในถุงมิตร ก่อนหยิบหินธาตุทองออกมา 10 ก้อนแล้วกล่าวต่อบุตรว่า “นี่คือเงินที่มารดาเจ้าทิ้งไว้ให้ หลังจากพวกแม่ใช้เงินในการทำธุรกิจแล้ว ก็คอยเฝ้าเก็บเงินมาคืนเจ้าให้ครบ เวลาออกเดินทางพวกเจ้าจะได้ไม่ลำบาก” ก่อนจะกอดบุตรชายทั้งสองแล้วกล่าว ลาด้วยความเป็นห่วง
    “อยู่ที่นั่นถ้าหนาวก็รีบเข้าห้อง , หากมีใครรังแกก็รีบไปฟ้องท่านเจ้าสำนัก , หากทางไม่อิ่มก็อย่าได้อด..ออกไปหาซื้อของภายนอกสำนักเสีย , ฯลฯ” นางกล่าวคำพูดสารพัดต่อชายหนุ่ม ด้วยความเป็นห่วง
    แต่ซีว่างมิได้ขัดนางเลยแม้แต่น้อย มันได้แต่รับฟังแล้วตอบรับต่อสิ่ง ๆ ที่แม่ของตนกล่าวออกมา
    ก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะมองไปยังบุตรอีกผู้หนึ่งของนางเอง
    “เจ้าอยู่ที่นั่นก็อย่าได้ก่อเรื่องให้พี่ชายเจ้าต้องลำบากรู้ไหม , เรื่องขนมก็อย่าทานเยอะ..เจ้าจักไม่สบายเอา , เรื่องคำพูดก็ระวังปากตนเองด้วย..ปากเจ้ามันปากหาเรื่อง..” สตรีหญิงกล่าวออกไปต่อบุตรชายคนเล็กของตนเอง ก่อนที่มันจะกล่าวแทรกขึ้นมา
    “ท่านแม่ใจร้าย..ทีกับท่านพี่ไยท่านกล่าวด้วยความเป็นห่วง แล้วถึงคราของข้า..เหตุใดท่านแม่เอาแต่ดุว่าข้า..” เด็กน้อยกล่าวออกมาจนจบ ก่อนที่มันจะกอดอกแล้วทำหน้าบูดใส่มารดาของตนเอง
    “ก็เพราะเจ้ามันตัวป่วนน้อย ๆ อย่างไรเล่า..แต่แม่ก็รักเจ้ามิน้อยไปกว่าพี่ชายของเจ้าหรอกหนา..” ก่อนที่นางจะโผเข้ากอดเด็กน้อยอย่างแนบแน่น ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ไปอยู่ต่างเมือง..เจ้าต้องเชื่อฟังพี่เจ้ารู้หรือไม่?”
    เด็กน้อยพยักหน้าเล็กน้อยต่อมารดาของตนเอง
    ก่อนที่ ซีว่าง จิ้นเฟิง เฟิงอวิ๋น จะกล่าวลาต่อบุพการีของตนเอง ก่อนจะออกเดินทางต่อไป
    เมื่อเหล่าบุตรจากไป หญิงงามจึงหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้ง ผู้เป็นสามีได้แต่ยืนปลอบนาง จนเหล่าบุตรหลายลับไปจากกรอบสายตาของบิดามารดา
    เหล่าชายหนุ่มไม่ได้รีบออกจากเมือง ก่อนจะแวะสำนักการค้าตระกูลจิ้น เพื่อซื้อเสบียงซื้อกระบี่เล่มใหม่มาแทน กระบี่เล่มเก่าที่ตนทำหักไป
    เจ้าจิ้นเฟิงเลือกซื้อเป็นดาบเล่มใหญ่หนึ่งเล่ม ส่วนเฟิงอวิ๋นนั้น มีดาบของตนเองอยู่แล้ว จึงไม่ได้ซื้ออะไรนอกจาก อาหารและเครื่องนุ่งห่ม
    เมื่อซื้อกันเสร็จเรียบร้อย เหล่าชายหนุ่มจึงเริ่มเดินทางไปยังเมืองรากนาคาในทันที
    ใช้เวลาเดินทางอยู่ หนึ่งเดือนเต็มจึงมาถึง เมืองรากนาคา ชายหนุ่มไม่ได้แวะไปที่ สุสานจักรพรรดิเยว่ชิงหลงเลยแม้แต่น้อย เพราะมันคิดว่าระดับฝีมือตนยังไม่อาจผ่านเข้าไปได้ จึงมิได้รีบคิดที่จะไปเยือนที่แห่งนั้น
    ตลอดการเดินทาง ทั่งสามนั้น ต่างเดินทางด้วยเท้า มีเวลาว่างก็ฝึกวิชาตลอดเวลา ซีว่างตอนนี้นั้น ก็อยู่ระดับจิตโลกาขั้น 9 แล้ว ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ว่องไวมาก
    เมืองรากนาคานั้น ใหญ่กว่าเมืองรุ่งตะวันอย่างมาก เนื่องจากเป็นเมืองหลักทางทิศบูรพา จึงเป็นแหล่งทำการค้ามากมาย ระหว่างเมืองทุกเมืองในภูมิภาคนี้
    ชายหนุ่มตกลงกันว่า จะไปที่สำนักการค้าตระกูลจิ้นก่อน เพื่อหาซื้อสิ่งของจำเป็น เพราะระหว่างเดินทาง เหล่าชายหนุ่มนั้นได้ใช้สิ่งของเหล่านั้นไปจนหมดแล้ว และ จิ้นเฟิงนั้น เนื่องจากวัยกำลังโต เสื้อผ้าที่ใส่พลันคับ เกินไปสำหลับเด็กหนุ่ม
    เมื่อถึงที่นี่นั้น สามารถสังเกตได้เลยว่า สำนักการค้าตระกูลจิ้นสาขานี้นั้น มั่งคั่งกว่าเมืองที่ตนอยู่มาก.. สิ่งของมากมายวางเรียงรายอยู่เต็มท้องถนนหนทาง
    ซีว่างจึงเดินไปดูที่ขายอาวุธ มองซ้ายขวา หยิบเลือกดูอยู่หลายชิ้น ก็พลันมีเสียงดังมาจากโลกวิญญาณของตนเอง ขัดจังหวะชายหนุ่มในการเลือกซื้อกระบี่
    < กระบี่สีดำ เล่มที่แขวนอยู่หลังร้าน > ชายหนุ่มมองไปทางที่หญิงสาวบอก เป็นกระบี่ใบดาบสีดำสนิดตลอดทั้งตัวดาบ สันมีดประดับด้วยพลอยสีดำ
    ชายหนุ่มจึงถามหญิงสาวว่า < กระบี่เล่มนี้มันต่างจาก กระบี่เล่มอื่นอย่างไร >
    หญิงสาวเมื่อได้ยินดังนั้นจึง กล่าวกลับไป < นี่เจ้าลองใช้พลังปราณเจ้าสัมผัส มันดู > เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มจึงทำตาม คำแนะนำของหญิงสาวในทันที
    ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบกระบี่เล่มนั้นลงมา พลิกซ้ายพลิกขวาดูว่ามันพิเศษอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้..มันจึงทำตามคำแนะนำของหญิงสาว ค่อย ๆ ส่งพลังปราณของตนเข้าไปในกระบี่
    เมื่อใช้พลังปราณสัมผัสตัวกระบี่ พลังปราณของตนนั้นพลันโดนสวนกลับออกมามีเสียงดัง “ป่ง!!” ก่อนที่ชายหนุ่มจะล้มลงไปกองที่พื้น
    ‘กระบี่อันใด พลังร้ายกาจเช่นนี้’ ชายหนุ่มยื่นกระบี่เล่มนี้ให้ต่อสาวรับใช้
    แต่เมื่อชายหนุ่มทำเช่นนั้น สาวรับใช้จึงกล่าวต่อซีว่างด้วยความเป็นห่วงว่า
    “เรียนนายท่าน กระบี่เล่มนี้เป็นกระบี่ต้องสาป มีตำนานเล่าว่า มันมักฆ่าผู้ใช้ของมันเอง” ได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มจึงกล่าวว่าต่อหญิงสาวในโลกวิญญาณ < เจ้าอยากให้ข้า ตายใช่ไหมแม่นาง เจ้าจึงเลือกกระบี่แบบนี้ให้แก่ข้า >
    หญิงสาวได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวออกมา นางจึงตอบด้วยน้ำเสียงที่โกรธจัดออกไปว่า < เจ้านี้มันโง่จริง ๆ หรืออะไรชนหัวเจ้า..ผู้อื่นแนะนำของดีให้ ยังจะว่าผู้อื่นอีก , ที่เจ้าพวกโง่พวกนั้นตาย เป็นเพราะ พวกมันไม่ได้ทำสัญญาทางวิญญาณ กับกระบี่เล่มนี้ , เมื่อไม่ได้เป็นนายของมันเหตุใดกระบี่เล่มนี้..จึงต้องเก็บพวกโง่พวกนั้นไว้ >
    ชายหนุ่มตกใจ ก่อนกล่าวถามต่อ < อาวุธอันใด เหตุใดต้องทำสัญญาทางวิญญาณ? >
    หญิงสาวพลันถอนหายใจ < ข้าไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า แค่เจ้าซื้อมาแล้วทำตามข้าบอกสะ , ถ้าคราวนี้..กระบี่เจ้าหักตอนต่อสู้อีก แล้วทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อน..ผู้อื่นไม่ไว้หน้าเจ้าแน่ > หญิงสาวตอบด้วยความรำคาญ
    ‘ถ้าข้าตาย จิตนางก็จะสลาย นางคงไม่มีทางหลอกข้าเป็นแน่’ คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงซื้อกระบี่ แล้วทำตามหญิงสาวบอก กรีดฝ่ามือแล้วถือกระบี่ไว้ แล้วกล่าวสัตย์สาบาน เมื่อเสร็จสิ้น กระบี่พลันหายเข้าไปใน โลกวิญญาณของตนเอง
    เมื่อกระบี่หายไปในโลกวิญญาณของชายหนุ่ม พลันมีคำ ๆ หนึ่งลอยเข้ามาในหัวของ ชายหนุ่ม * ตัดดารา *
    ก่อนที่จะนำกระบี่ออกมาจากโลกวิญญาณของตน แล้วพูดว่า “นั้นเป็นนามของเจ้า?” กระบี่ในมือสั่นออกมาน้อย ๆ เป็นการตอบรับ
    “อย่างงั้นข้าจะเรียกเจ้าว่า ตัดดารา” เมื่อพูดจบ กระบี่พลันสั่นอีกคราเป็นการตอบรับ
    ชายหนุ่มเก็บกระบี่ของตนเข้าโลกวิญญาณ แล้วไปตามหาพี่น้องของตน เพื่อเดินทางไปสำนักภพจันทรา
    สำนักภพจันทราแห่งนี้นั้น ถึงจะไม่ใช่สำนักเดียวกัน กับที่ที่ตนเคยอยู่ แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มคิดถึงวันวาน ที่เคยอยู่สำนักภพจันทรา
    เมื่อเดินเข้าไป ข้างในนั้น ใหญ่มาก แต่ผู้คนที่อยู่นั้น ช่างน้อยนิดเหลือเกิน ข้างในมีเหล่าศิษย์ชายหญิง รวมได้ประมาณ 200 คน เมื่อภายในสำนักเห็นพวกซีว่างเดินเข้ามา ก็พลันออกมาต้อนรับในทันที
    ชายหนุ่มจึงยื่นจดหมายของเฟิงเจียวให้ศิษย์ผู้นั้นดู มันจึงเดินนำทางไปหาท่านเจ้าสำนักเยว่ชิงในทันที
    เมื่อเจ้าสำนักเห็นจดหมายพลันกล่าวออกมา “โอ้ว..พวกเจ้าเป็นลูกหลานของมันนั้นเอง , ผู้ใดล่ะเป็นลูกมัน?” ก่อนที่เฟิงอวิ๋นจะแนะนำตนเอง และเหล่าพี่น้อง
    “อืม ๆ หน่วยก้านไม่เลว อายุเพียง 18 สามารถฝึกจน อยู่ระดับ จิตโลกาขั้น 3 ได้ ไม่เลว ๆ ” จากนั้นชราเฒ่าก็ตาเป็นประกาย “โอ้เจ้าชื่อ จิ้นเฟิงสินะ อายุแค่นี้ จิตโลกาขั้น 2 หายาก...หายากจริง ๆ ” ก่อนที่จะหันมาดูที่จี้ว่าง แต่ไม่ได้พูดอะไร และเมินหน้าหนีไป
    เพราะโดยพื้นฐานแล้ว คนอายุเท่ากับซีว่างต้อง อยู่ระดับจิตโลการะดับ 1 เป็นอย่างต่ำ ถ้าต่ำกว่านั้น ถือว่าเป็นคนไม่เอาไหน แต่ตัวซีว่างนั้น อยู่เพียงกำเนิดโลกา ขั้น 9 เท่านั้น
    ชายหนุ่มรู้จักสายตาแบบนี้ที่เย่วชิงมองมายังตนเอง เป็นสายตาที่ตนถูกมองอยู่ตลอดที่ภพก่อน ‘บัดซบ ตาแก่นี่กล้าเมินข้า ถ้ามันรู้ว่าข้าเพิ่ งฝึกวิชามาได้แค่ 2 เดือน ผมขวาบนหัวมันคงร่วงหมดหัวแน่’
    เมื่อเฟิงอวิ๋น และ จิ้นเฟิงเห็น ตัวชายหนุ่มโดนเมินนั้น จึงแอบหัวเราะออกมาคิกคัก เพราะทั้งสองคนรู้ดี ว่าซีว่างนั้น มีพรสวรรค์เหนือกว่าตนทั้งสองมากนัก
    ‘เมื่อเจ้ารู้ว่าข้าพิเศษแค่ไหน วันนั้นเจ้าอย่ามาขอร้องข้าแล้วกัน’ ชายหนุ่มผู้ชอบคิดเล็กคิดน้อยนั้น พลันเก็บอาการยิ้มให้ เจ้าสำนัก แต่ก็ยังด่าอยู่ในใจเรื่อย ๆ
    เจ้าสำนักจึงนำป้ายสำนักให้ชายหนุ่มทั้ง 3 และให้ศิษย์ผู้เก่า นำทางทั้ง 3 ไปที่หอพัก
    ป้ายของเฟิงอวิ๋น และ จิ้นเฟิงเป็นสีทอง ส่วนของ จีว่างเป็นสีขาว ‘เจ้าแก่!! ข้าสังสัยจริง ๆ ว่าเจ้าอยู่มาจนหัวหงอกได้อย่างไร ’ เมื่อเห็นสิ่งที่ตนได้รับ ชายหนุ่มได้แต่สาปแช่งชายแก่อยู่ในใจ
    กฎของสำนักภพจันทรานั้น ตัวชายหนุ่มรู้ดี เป็นการแบ่งระดับพรสวรรค์ของเหล่าศิษย์สีทองจะได้ห้องใหญ่ มีลานฝึกกำลังภายใน ในห้องของตัวเอง สำหลับศิษย์ ผู้มีพรสวรรค์สีเงินจะเป็นห้องที่เล็กลงมา แต่ไม่มีห้องฝึกเป็นของตนเอง เป็นห้องสำหลับศิษย์ทั่วไปส่วนสีขาวนั้น คือหอพักรวม ที่รวมตัวของพวกที่ฝีมือไม่เอาไหน ห้องนอนรวม ห้องน้ำรวม
    ชายหนุ่มเดินกระทืบเท้าออกมาตามทาง เมื่อเห็นอาการของ ซีว่างนั้น ตัวเฟิงอวิ๋นจึงกล่าวหยอกเย้าชายหนุ่มออกไป “เจ้ามานอนห้องข้าก็ได้นะ , พอดีห้องน้ำห้องข้าใหญ่มาก..เจ้าสามารถเลือกนอนได้ตามใจเจ้า”
    เมื่อโดนสหายตนหยอกเย้านั้น ชายหนุ่มจึงทำการแก้แค้น โดยการเตะไปที่หลังเท้าของสหายตนเต็มแรง
    เฟิงอวิ๋นนั้นเมื่อโดนเตะโดยไม่ทันตั้งตัว จึงเสไปข้างหน้าอย่างเร็ว ชายหนุ่มพยายามหาอะไรคว้าไว้เพื่อกันตนเองไม่ให้ล้มลงไป มือชายหนุ่มจึงคว้าไปจับของสิ่งหนึ่งเข้า
    มันทั้งนุ่มและถนัดมืออย่างมาก ขนาดกำลังพอดีมือของชายหนุ่ม ก่อนที่จะมีเสียงหวีดร้อง ตามหลังมา “เจ้าคนไร้ยางอาย เจ้าล่วงเกินข้า”