“...” ฟางซูซินไม่ตอบนางอายเกินกว่าจะมาพูดเื่นี้กับบุรุษแปลกหน้าเช่นเขา
“ไม่ตอบ? หรืออยากให้ข้าเปิดดูเอาเอง”เขาช่าง...ช่างหน้าไม่อายที่สุด
“สะ สามวัน อีกสามวันเ้าค่ะ”มือบางที่บีบเข้าหากันแน่นก็ยิ่งบีบแน่นเข้าอีกจนข้อนิ้วขาว
“ดี เช่นนั้นเ้ากลับไปได้แล้ว”
“เ้าค่ะ” ฟางซูซินรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว นางก้าวยาวๆเพื่อที่จะได้รีบออกไปจากห้องนี้ แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวพ้นประตูเสียงคนในห้องก็ดังขึ้นมาก่อนว่า
“ข้าไม่ชอบเครื่องหอมกลิ่นฉุน”ฟางซูซินหยุดไปครู่ก่อนที่จะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นนางไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเอ่ยมานั้นเป็การพูดกับนางหรือว่าเอ่ยขึ้นมาลอยๆไม่ชอบเครื่องหอมกลิ่นฉุนเช่นนั้นมาบอกนางเพื่อเหตุใด
หลังจากกลับมากจากเรือนนั้นฟางซูซินก็รีบเข้าไปอาบน้ำลี่ซือที่ตามเข้ามาช่วยสังเหตุเห็นร่องรอยตามหน้าอกตามลำตัวของคุณหนูจึง
ได้เอ่ยปากถามขึ้นว่า
“ฮูหยินรอยพวกนี้คืออะไรเ้าคะเมื่อเช้าบ่าวยังไม่เห็นมีเลยท่านถูกอะไรกัดมาหรือไม่เ้าคะ”
รอยอะไร?
ฟางซูซินก้มลงดูรอยที่ลี่ซือว่าก็เห็นเป็รอยแดงๆ ตามที่ว่าไว้จริงๆก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ารอยพวกนี้มาจากที่ใด แก้มใสของข้างก็แดงเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ลี่ซือเห็นคุณหนูหน้าแดงก็คิดว่าน้ำที่นางเตรียมไว้ให้ร้อนเกินไปหรือคุณหนูจึงได้หน้าแดงก่ำเช่นนี้แต่เมื่อลองััดูก็พบว่าน้ำมันอุ่นพอดีเช่นทุกวันที่นางเคยเตรียมไว้แล้วคุณหนูหน้าแดงเช่นนี้เป็เพราะเหตุใดกัน
ฟางซูซินเลี่ยงที่จะตอบคำถามของลี่ซือเพียงตอบไปว่าผิวนางบอบบางอาจจะแพ้อะไรบางอย่างลี่ซือก็ไม่ได้ติดใจสงสัยนางช่วยคุณหนูอาบน้ำใส่เสื้อผ้าเตรียมเข้านอน
หลังจากฟางซูซินจากไปภายในห้องหนังสือก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้งมีเสียงรายงานหน้าห้องก่อนที่จะเป็ต้าฉีที่เดินเข้ามาเข้าเพิ่งจะไปรับโทษโบยมาสำหรับเขามันไม่ได้หนักหนาแต่ก็มีเจ็บๆ อยู่บ้างเขาเดินเข้ามาทำความเคารพนายท่านก่อนจะรายงานเื่ราวต่างๆในระยะนี้ให้นายท่านฟัง สุดท้ายก็หยิบเอากล่องใบเล็กวางไว้บนโต๊ะ
“กำไลหยกของฮูหยินขอรับ”เหตุการณ์วันนั้นเขาเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นและรับรู้ว่ากำไลหยกวงนี้สำคัญกับฮูหยินน้อยเพียงใดจึงได้ไปหามันมาคืนให้นาง
โม่อี้เฟิงไม่ได้เอ่ยอะไรเขาทำเพียงหยิบกำไลหยกวงนั้นขึ้นมาดูพลันนึกไปถึงใบหน้าเล็กๆ ที่ตื่นตระหนกของนาง ัันุ่มนิ่มยังคงหลงเหลืออยู่ที่ฝ่ามือหนาอีกทั้งกลิ่นหอมบนตัวของนางคล้ายว่ายังติดอยู่ที่ปลายจมูกของเขาอย่างไรอย่างนั้น
เห็นนายท่านเงียบไปต้าฉีก็ใจคอไม่ดีเสียแล้วนี่นายท่านคงไม่ได้เห็นว่าเขาทำเกินหน้าที่อีกหรอกนะเขาก็แค่ไปงมหากำไลหยกมาคืนให้ฮูหยินน้อยเท่านั้นไม่ได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวอันใดเลยถึงโทษโบยห้าสิบไม้มันจะไม่ได้ทำให้เขาเจ็บมากนักแต่หากโดนอีกรอบเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะยังยิ้มได้อยู่อีก
โม่อี้เฟิงเก็บกำไลหยกลงไว้ในกล่องดังเดิมเขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับมันต้าฉีเห็นเช่นนั้นก็ลอบถอนหายใจอย่างเงียบๆ นายท่านไม่ว่าอะไรแสดงว่าเขาก็ไม่ได้ทำเกินหน้าที่น่ะสิไม่ต้องถูกลงโทษด้วย
“เื่ที่ให้ไปสืบเป็เช่นไร?”
“ตระกูลจินแม้ไม่ร่ำรวยแต่ก็ถือว่าเป็ตระกูลที่ซื่อสัตย์ขอรับอีกทั้งบุตรชายคนโตยังรับราชการเป็ขุนนางขั้นเจ็ดถือว่าเป็ตัวเลือกที่ดีสำหรับให้คุณหนูเจินจือแต่งออกไปขอรับ”ต้าฉีรายงานเขาได้รับคำสั่งให้ไปสืบประวัติตระกูลสองสามตระกูลตามที่นายท่านสั่งไว้แต่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงตระกูลจินที่พอจะใช้ได้
“ดี”โม่อี้เฟิงเอ่ยได้เพียงเท่านั้นก็มีเสียงรายงานที่นอกห้องเป็ลี่ม่อมอที่ถูกเรียกตัวมาต้าฉีจึงได้หลบไปซ่อนหลังฉาก
“คารวะนายท่านเ้าค่ะ”ลี่ม่อมอก้าวเข้ามาทำความเคารพอย่างนอบน้อมแม้เป็เพียงบ่าวรับใช้แต่ก็นับได้ว่าเป็บ่าวาุโที่โม่อี้เฟิงให้ความสำคัญนางรับใช้มาั้แ่รุ่นบิดาของเขาถือเป็คนเก่าคนแก่ของจวนแม่ทัพ
“เตรียมงานไปถึงไหนแล้ว?” เขาสอบถามความคืบหน้าของงานแต่งที่ได้แจ้งให้ลี่ม่อมอทราบก่อนหน้านี้
“เรียบร้อยดีทุกอย่างเ้าค่ะ นายท่านไม่ต้องเป็ห่วง”เื่ที่นางได้รับมอบหมายย่อมต้องจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก่อนที่นายท่านจะเดินทางกลับมาเสียอีก
“อืมอย่าลืมเอาหนอนออกไปพร้อมกับสินเดิมเ้าสาวด้วยเล่า” หนอนตัวที่ว่าก็คือซูอี้ลูกพี่ลูกน้องของชุนอี้สาวใช้ของลู่เจินจือนั่นเอง
“เ้าค่ะบ่าวจัดไว้ในกลุ่มสาวใช้ที่จะติดตามไปกับสินเดิมเ้าสาวเรียบร้อยแล้ว”ลี่ม่อมอแม้จะชรามากแล้วแต่ก็ไม่ได้หูตาฝ้าฟางนางรู้ตั้งนานแล้วว่าสาวใช้นางนั้นคอยนำข่าวไปรายงานให้ลู่เจินจือทราบแต่ท่านแม่ทัพไม่ได้ว่าอะไรนางจึงปล่อยทำเป็ไปไม่รู้เื่รู้ราวเช่นกัน
“เื่นาง...ฟางซูซินให้นางเริ่มเรียนรู้การดูแลจวนซะ”ถึงจะไม่ไว้ใจแต่ก็คงต้องสอนให้นางคอยดูแลจวนในฐานะฮูหยินจวนแม่ทัพอีกอย่างมีลี่ม่อมอคอยดูอยู่ข้างๆ นางจะกล้าทำอะไรได้
“บ่าวทราบแล้วเ้าค่ะ” ถึงจะแปลกใจแต่ลี่ม่อมอก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไปเื่ของเ้านายบ่าวรับใช้อย่างนางจะปากมากได้อย่างไร
“อืม เ้าไปได้แล้ว”หมดเื่เขาก็ให้บ่าวาุโกลับไปพักผ่อน
“เ้าค่ะ”ลี่ม่อมอรับคำแล้วก้าวออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบต้าฉีที่เห็นว่าลี่ม่อมอออกไปแล้วก็ออกมาจากที่ซ่อนเขายืนลังเลว่าควรจะถามออกไปหรือไม่โม่อี้เฟิงเห็นเช่นนั้นก็เกิดความรำคาญจึงเอ่ยถามเสียงหงุดหงิดว่า
“หากเ้ายังไม่พูดก็ไม่ต้องมายืนเสนอหน้าให้ข้าเห็น”
ต้าฉีที่ได้ยินก็รีบละล่ำละลักถามออกไปว่า “แล้วเื่ฮูหยินนายท่านจะยังให้ข้าน้อยติดตามต่อไปหรือไม่ขอรับ?” ก็เขาไม่แน่ใจนี่ในเมื่อนายท่านกลับมาแล้วหน้าที่ของเขาก็ควรจะจบลงแล้วไม่ใช่หรือ
“ทำต่อไป”เขาตอบมาเพียงเท่านั้นก่อนจะโบกมือไล่ให้อีกฝ่ายกลับไปต้าฉีไม่เข้าใจนายท่านของเขาจริงๆ คนที่มีภรรยาแล้วมักจะเป็เช่นนี้หรือไม่เข้าใจยากที่สุด
ฟางซูซินตื่นมาในตอนเช้าด้วยอาการงัวเงียเมื่อคืนนางหลับไม่ค่อยสนิทนักคงจะเป็เพราะเื่เมื่อวานทำให้นางกังวลแล้วก็ใลี่ซือก้าวเข้ามาในห้องเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็รู้ว่าฟางซูซินตื่นแล้ว
ลี่ซือเล่าให้ฟางซูซินฟังว่าเช้าวันนี้ภายในจวนแม่ทัพวุ่นวายเพียงใดหลังรู้ว่าท่านแม่ทัพกลับมาแล้วฟางซูซินฟังแล้วก็ไม่ได้เอ่ยแสดงความคิดเห็นใดยิ่งคิดถึงเื่เมื่อวานนางก็ยิ่งโมโห
ลู่เจินจือเองก็เช่นกันนางตื่นแต่เช้าเพื่อต้มน้ำแกงไก่มาให้ท่านแม่ทัพถึงเรือนใหญ่
“ข้ามาพบท่านแม่ทัพ”นางเอ่ยเสียงอ่อนโยนกับบ่าวเฝ้าหน้าประตู บ่าวผู้นั้นเข้าไปรายงานไม่นานก็ออกมาเชิญนางเข้าไปด้านใน
ท่านแม่ทัพที่นางไม่ได้เจอมานานตอนนี้เขากลับนั่งอยู่กลางห้องโถงใหญ่ราวกับรอพบนางอยู่เช่นนั้นสองแก้มของลู่เจินจือแดงซ่านอย่างห้ามไม่ได้นางก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะทำความเคารพด้วยเสียงอ่อนหวาน
“คารวะท่านแม่ทัพเ้าค่ะ ข้าได้ยินว่าท่านกลับมาแล้วจึงต้มน้ำแกงไก่มาให้ท่านดื่มเ้าค่ะ”นางเอ่ยพร้อมกับช้อนสายตามองเขาอย่างชดช้อยนางเชื่อว่าท่าทางเช่นนี้หากชายใดได้เห็นจะต้องหลงใหลไปกับรูปลักษณ์ของนางเป็แน่
“อืม เ้านั่งลงก่อนข้ามีเื่จะคุยด้วย”โม่อี้เฟิงไม่ได้เงยหน้าจากหนังสือที่เขาถืออยู่ในมือสักนิด
“เ้าค่ะ”ลู่เจินจือที่ได้ยินว่าท่านแม่ทัพมีเื่จะพูดคุยกับนางก็ใจเต้นแรงคงจะเป็เื่การแต่งงานของเขากับนางเป็แน่ก็อีกฝ่ายให้ลี่ม่อมอจัดเตรียมไว้แล้วมิใช่หรือลู่เจินจือลอบยิ้มยินดี
“ข้าจะให้เ้าแต่งงานกับบุตรชายตระกูลจิน” เขาเอ่ยเสียงเรียบแต่ก็ยังไม่เงยหน้าจากหนังสือเช่นเดิม
ลู่เจินจือที่ได้ยินประโยคแรกก็แทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจแต่ก็ต้องรีบเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินประโยคที่เขาเอ่ยต่อ เมื่อครู่เขาว่าอย่างไรนะบุตรชายตระกูลจิน?
“บุตรชายตระกูลจินหรือเ้าคะ?” นางลองถามดูอีกครั้งเมื่อสักครู่อาจจะเป็นางที่ฟังผิดไปเอง
“ใช่”น้ำเสียงหนักแน่นนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางศีรษะของลู่เจินจือนางตกตะลึงจนนิ่งค้างไปแล้ว
“ข้าให้ลี่ม่อมอจัดการทุกอย่างแล้วอีกสามวันขบวนเ้าบ่าวจะมารับเ้า”
“ไม่ ข้าไม่แต่งเ้าค่ะ” ลู่เจินจือพยายามควบคุมไม่ให้เสียงสั่นตอนนี้นางอยากจะกรีดร้องทำลายข้าวของเพื่อระบายอารมณ์ที่มันอัดอั้นอยู่เต็มอก
“หากเ้าไม่แต่งตอนนี้ก็จะไม่มีโอกาสหน้า...เพราะข้าจะส่งเ้าไปบวช”น้ำเสียงจริงจังของเขาทำให้ลู่เจินจือสั่นเทิ้มไปทั้งร่างเพราะนางรู้ว่าเขาจะทำจริงอย่างที่พูด
ไม่ ข้าไม่ยอม!!