บทที่4
จากนั้นิซินก็มาซักประวัติของนักดนตรีคนนั้นเบื้องต้น ทำให้รู้ว่าเป็คนพเนจรไร้บ้าน หาเงินจากการเล่นดนตรีไปวันๆ แต่เพราะการร้องที่ไม่เข้าหูคนเท่าไหร่ทำให้พอได้บ้างไม่ได้บ้าง ิซินมองชายหนุ่มและมองเลยไปยังเด็กอีกสองคนที่ก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เฮ้อ…เขาคิดว่าตอนนี้เหมือนพวกเขากำลังรวมตัวคนมีแต่ปัญหาชีวิตกันทั้งนั้นเลย
ิซินลองคิดหาวิธีทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเพราะเขาปล่อยเด็กๆ ไว้แบบนั้นไม่ได้จริงๆ เื่ข้อมูลที่จะหาเพื่อออกมาจากวังประกายฟ้าคงต้องยกไว้ก่อน ปัญหาตอนนี้คือเงินมากกว่า เงินใช้กิน เงินซื้อยา และเงินที่จะใช้ตั้งตัว เขาคิดว่าควรต้องหามันก่อน เพราะตัวเขาเองก็จำเป็ต้องใช้เช่นกันก่อนจะออกจากวังนั้น
“เ้าชื่อแซ่อะไร แล้วเล่นดนตรีได้ทำนองใดบ้าง ลองเล่นให้ข้าฟังได้หรือไม่ เผื่อเราอาจจะช่วยกันได้นะ”
“ข้าน้อยเฉียนต้าเล่นได้ทุกทำนอง คุณหนูลองฟังดูก่อนได้นะขอรับ”
เฉียนต้าได้ฟังเื่ราวที่ทำให้ตนมาอยู่ตรงนี้จากลู่ฉางแล้ว ว่าคนที่กำลังถามตนอยู่ตอนนี้เป็ผู้ช่วยชีวิตตนจากการถูกทำร้ายเอาไว้ นึกขอบคุณกับความช่วยเหลือนี้ไม่น้อย ทั้งที่มีผู้คนผ่านไปมาตั้งมากมายกลับไม่มีใครคิดยื่นมือเข้าช่วยตนเลย นับว่าข้าเป็หนี้บุญคุณกับท่านแล้ว
“เอ่อ…เดี๋ยวก่อนเฉียนต้า เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ”
ิซินรีบถามกลับทันทีเมื่อได้ยินการเรียกที่แสนจะระคายหู
“คุณหนูไงขอรับ ท่านจะให้ข้าเรียกท่านว่าอะไรก็บอกได้”
“เรียกข้าว่าิซินก็ได้”
ิซินได้แต่มองแรงก่อนจะบอกให้เฉียนต้าเรียกเช่นนั้น เพราะดูอายุก็ไม่น่าห่างจากเขามากนัก น่าจะเป็เพื่อนกันได้
“คุณหนูิซิน”
“ยัง…ยังไม่หยุดเรียกคุณหนูอีก! คุณหนูมันใช้เรียกผู้หญิงนะเฉียนต้า!”
ต่อให้หน้าหวานขนาดไหนก็น่าจะมองออกสักนิดสิว่าข้าเป็บุรุษ ิซินอดที่จะบ่นในใจไม่ได้
“คุณชายิซิน เ้าเรียกแบบข้าก็ได้”
ลู่ฉางรีบแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะเห็นคุณชายของตนโมโหจนหน้าแดงมากไปกว่านี้
“คุณชาย! งามขนาดนี้เนี่ยนะ คุณชาย!?”
“ใช่ตามนั้นแหละ ข้าเป็บุรุษ เอาเป็ว่าเราข้ามเื่นี้กันไปก่อนแล้วกัน เข้าเื่ดนตรีก่อนดีกว่า”
เฮ้อ…ข้าล่ะเหนื่อยใจ
“เอ่อ…ขอรับคุณชาย”
เฉียนต้ารับคำอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเล่นดนตรีให้เขาฟัง ไม่นานิซินก็จับใจความได้สามสี่เพลงปรับนิดแต่งหน่อยซ้อมอีกสามสี่รอบก็สามารถประยุกต์ให้เข้ากับเพลงที่เขาร้องได้ในโลกปัจจุบัน โชคดีจริงๆ ที่ิซินผู้นี้นอกจากหน้าตาแล้วก็ยังมีดีที่การเล่นดนตรีได้ทุกชนิดอีกทั้งเสียงยังไพเราะน่าฟัง ส่วนเขาก็โชคดีเช่นกันที่ภพก่อนนี้เป็เซียนคาราโอเกะพอตัว ไมล์นี่แทบจะไม่วาง แย่งกันร้องทั้งกลุ่ม และแน่นอนว่าสิ่งที่เขาคิดในตอนนี้คือ…นี่แหละคือช่องทางหาเงินช่องทางแรกของเขา นักดนตรีเปิดหมวก!
เมื่อสรุปกันได้พวกเขาก็นั่งซ้อมเพลงกันอยู่อีกพักใหญ่ก่อนจะมาเดินหาทำเลในการเปิดหมวกร้องเพลงครั้งแรกกัน
“ย่านนี้แน่นะ ที่ผู้คนเดินผ่านเยอะพอๆ กับที่ๆ เ้าไปนั่งคราแรก”
เฉียนต้าเดินนำทางพวกเขาทั้งสองมายังย่านร้านค้าที่คนเดินมากพอๆ กับย่านแรกที่เฉียนต้าไปนั่งร้องเพลง
“ใช่แล้วขอรับ เราจะหาสถานที่ตรงไหนดีขอรับ เพราะส่วนมากจะเป็ร้านค้าที่มีเ้าของ คงไม่ให้เรามานั่งร้องเพลงแน่ๆ”
“เดี๋ยวข้าลองไปหาเจรจาดูให้แล้วกัน”
ิซินเดินเข้าไปหาร้านค้าร้านหนึ่งที่ทำเลดีพอควร ร้านนั้นกำลังจะปิดเพราะอาหารได้ขายใกล้หมดแล้ว ที่นี่อาจจะได้ ขอให้เถ้าแก่ของร้านใจดีทีเถิด…ภาวนาในใจเรียบร้อยก็ลองเข้าไปขอร้องเ้าของร้านดู ปรากฏว่าสำเร็จั้แ่ร้านแรกที่เข้ามาคุยเลย นับว่าโชคดีที่สุดแล้ว
“พวกเ้า มานี่เร็ว”
เมื่อเจรจาได้ิซินก็โบกมือเรียกทุกคนให้เดินมาทางเขา
“ขอรับ”
“เราจะร้องกันตรงนี้ล่ะ เขาให้เราร้องได้”
“เอ๋ จริงหรือขอรับ!”
เฉียนต้าอดที่จะแปลกใจไม่ได้ พอเห็นคุณชายมาขอเองทำไมอะไรก็ดูง่ายไปหมดแบบนั้นนะ!
“จริงสิ ยังไงข้าต้องขอบคุณท่านมากเลยนะขอรับคุณชายหลิวโม่”
ิซินหันไปขอบคุณหลิวโม่เ้าของร้าน ซึ่งดูๆ แล้วเ้าของร้านก็อายุมากกว่าิซินเพียงเล็กน้อยอีกทั้งยังดูใจดีน่าคบหาเป็สหายมากๆ
“คุณชายอะไรกัน อย่าเรียกแบบนั้นเลยเรียกข้าว่าพี่หลิวก็พอ”
หลิวโม่ไม่ใช่คุณชายเป็เพียงเ้าของร้านเล็กๆ แห่งนี้เท่านั้น การที่มีคนมาเรียกว่าคุณชายทำให้อดรู้สึกขัดเขินมิได้
“ท่านช่างเป็คนดีนักพี่หลิว ข้าิซินจะรีบร้องรีบกลับ ไม่รบกวนท่านนานเลย”
“ตามสบายเ้าเถิดน้องิ จะนานๆ ข้าก็ไม่ว่า เพราะอย่างไรร้านก็ใกล้จะปิดแล้ว”
หลิวโม่บอกอย่างใจดีก่อนจะกลับเข้าไปเก็บร้านต่อ ส่วนพวกเขาทั้งสามก็ไม่รีรอ รีบตั้งวงเหล้า! เอ้ย วงดนตรีกันทันที เฉียนต้านั่งเล่นผีผา ส่วนเขายืนร้องอยู่ข้างๆ และมีลู่ฉางที่ปูผ้ารับเงินและคอยเก็บเงินที่กระเด็นออกนอกผ้ามิให้ขาดตกสักเหรียญ
ร้องเพลงไปได้ สามเพลง กับทำนองที่พอจะเข้ากันได้ ทั้งดนตรีและเสียงร้องพาให้คนมาดูด้วยความสนใจ ยิ่งเนื้อเพลงที่แปลกใหม่และไพเราะ ยิ่งทำให้คนมุงเข้าไปอีก
ผ้าที่ถูกปูไว้ตรงหน้าเพื่อรอรับเงินจากคนดูตามความสมัครใจถูกโยนมาอย่างต่อเนื่อง จนจบเพลงที่สี่ ก็มีเหรียญทองถูกโยนมาปิดท้ายพอดี พวกเขาคำนับและรีบเก็บเงินที่ได้เกินคาดในห่อผ้าทันที
ิซินเดินไปหาหลิวโม่เ้าของร้านก่อนจะยื่นเงินให้จำนวนหนึ่ง เพื่อเป็สินน้ำใจที่ให้ยืมสถานที่ แต่หลิวโม่โบกมือไม่รับ พร้อมกับยื่นถุงซาลาเปากลับมาให้แทนอีกหนึ่งถุง
“บอกแล้วไงข้าเต็มใจช่วย ถ้าจะให้ดีเอาไว้เ้าแวะมาอุดหนุนอาหารร้านข้าแทนจะดีกว่าถ้าเ้าติดใจน้องิ”
“ขอบคุณพี่หลิว น้ำใจนี้ข้าจะไม่ลืมเลย”
ิซินซึ้งในน้ำใจของหลิวโม่จริงๆ ทำไมถึงเป็คนดีได้ขนาดนี้นะ อย่างน้อยๆ ์ก็ไม่ทอดทิ้งเขานัก
“อย่าเกรงใจ ช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนมีปัญหา ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ข้าก็ยินดี”
“งั้นตอนนี้ข้าคงต้องไปแล้ว ไหนๆ ก็ได้เงินแล้วข้าขอรีบไปซื้อยาให้กับน้อยชายข้าก่อน ข้าขอตัวลานะพี่หลิว”
“แล้วเจอกันน้องิ”
“แล้วเจอกันพี่หลิว ขอบคุณท่านมากขอรับ”
หลังจากล่ำลากันเรียบร้อยทั้งสองฝ่ายก็แยกย้ายกัน
เงินที่ได้ซินยังไม่ได้นับ แต่เขารีบตรงไปยังร้านยาเพื่อซื้อยาไว้ให้เด็กๆ ทั้งสองก่อน และไม่ลืมยาแก้ฟกช้ำของเฉียนต้าด้วย รวมถึงของกินของใช้ที่จำเป็ ซินพยายามซื้อของให้เหมาะสมกับเงินที่ได้ให้มากที่สุด เมื่อครู่เขากะด้วยสายตาแล้ว ซื้อของพวกนี้ไปก็ยังเหลือพอให้ทุกคนใช้อย่างประหยัดได้อีกวันสองวัน แล้วเอาไว้ค่อยวางแผนหางานหาเงินกันใหม่อีกครั้ง
“เอาล่ะ เรารีบกลับกันเถอะ อีกไม่นานฟ้าจะมืดแล้ว เดี๋ยวพวกเราต้องรีบกลับไปดูเด็กๆ ด้วย”
“ขอรับคุณชาย”
เมื่อกลับมาถึง ผิงผิงก็ดีใจกับเสื้อผ้าใหม่ของนางและพี่ชายมาก ถึงเนื้อผ้าจะไม่ได้ดีแต่เพราะมันทั้งหนาและให้ความอบอุ่นได้ดีมากๆ นี่ต่างหากที่ทำให้นางดีใจ ยิ่งเข้าใกล้่เริ่มต้นฤดูหนาวแบบนี้การมีเสื้อผ้าหนาๆ ใส่นับว่าสำคัญที่สุด รวมถึงยาของไป๋อู่พี่ชายของนางด้วย ตอนนี้เด็กน้อยผิงผิงจึงดีใจจนยิ้มไม่หุบ ซ้ำยังขอบคุณิซินอีกครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความซึ้งใจ
ทั้งนี้ยังมีข้าวปลาอาหารแห้งต่างๆ ที่เอาไว้ใช้อยู่กินได้อีกสองสามวัน ิซินนำเงินออกมานับพร้อมกับแบ่งให้เฉียนต้าอย่างยุติธรรมคนละครึ่ง ที่จริงิซินอยากจะให้เก็บไว้ทั้งหมด แต่เพราะไม่รู้ว่าเฉียนต้าจะไว้ใจได้มากน้อยขนาดไหนหากจะฝากเื่เด็กๆ เอาไว้เพราะเขาเพิ่งเจอกันได้วันเดียว เด็กๆ เองเขาเพิ่งเจอวันแรกแต่เพราะเป็เด็กที่ยังไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร แถมยังเป็เด็กที่ดี เขาจึงอยากช่วยเหลือ จะบอกว่าเืบ้านเด็กกำพร้ามันเข้าเส้นก็ว่าได้ เวลาเห็นเด็กแบบนี้ทีไรมันทำให้เขานึกถึงตัวเอง เขารู้สึกว่าปล่อยไปไม่ได้ ต้องเข้าไปช่วยตลอด คล้ายๆ ว่าเจอคนหัวอกเดียวกันล่ะนะ
ส่วนเฉียนต้าเมื่อเห็นส่วนแบ่งกับยาที่ได้รับก็รู้สึกว่ารับเงินไว้มากขนาดนั้นไม่ได้เพราะตนแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ลำพังเขาเล่นดนตรีเองคนเดียวสามสี่วัน ยังไม่เคยได้เท่ากับส่วนแบ่งที่ิซินให้เลยด้วยซ้ำ
“รับไปเถอะ ข้าแค่ขอให้เ้าช่วยดูแลเด็กๆ ให้ข้าระหว่างที่ข้ายังไม่มาก็พอ ข้าปล่อยเด็กๆ ไว้ลำพังไม่ได้ พวกเขาต้องมีผู้ใหญ่ดูแล”
“ได้ขอรับ ข้าจะดูแลพวกเขาเองระหว่างที่ท่านไม่อยู่”
เฉียนต้าคิดก่อนจะตอบตกลงและรับเงินมา เขาเองก็ไม่มีบ้าน ถ้าอยู่ดูแลเด็กๆ รอผู้มีพระคุณอย่างคุณชายิซินที่บ้านหลังนี้เขาก็ตกลง
ิซินนั่งคุยกับเฉียนต้าเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ภายในเมืองอีกสักพักใหญ่ ว่าพอจะมีลู่ทางใดๆ บ้างที่เขาจะออกจากวังได้โดยไม่สะดุดตาหรือมากความอะไร เป็ไปได้อยากออกมาแบบเงียบๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย จนได้ข้อสรุปเล็กน้อยเขากับอาลู่ก็เตรียมตัวกลับทันที
“ดีงั้นข้ากับอาลู่ไปก่อน แล้วจะมาใหม่”
“เดินทางปลอดภัยขอรับคุณชาย”
เฉียนต้าคำนับก่อนจะหันมาจัดแจงข้าวของต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง โดยมีผิงๆ คอยช่วยเหลือ
“ไปกันเถอะอาลู่ ข้าว่าข้าอาจจะพอมีหนทางออกจากที่นั่นได้แล้วล่ะ”
.
รุ่งขึ้นิซินสวมผ้าปิดหน้าอย่างมิดชิดก่อนจะเดินมายังเรือนหลัก เนื่องจากได้รับฟังเื่ราวต่างๆ ข้างนอกวังมาพอสมควร เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีโรคระบาดโรคนึงเข้ามาในตัวเมือง แม้ว่าตอนนี้โรคติดต่อนั้นจะหาทางป้องกันได้แล้วแต่หากใครที่เป็ก็ยากจะหายได้ พาให้ทุกคนยังมีความหวาดระแวงโรคติดต่อชนิดนี้กันอยู่พอสมควร ิซินจึงคิดจะเอาไอ้โรคติดต่อนี้มาขู่คนในวังดู เผื่อว่าคนที่นี่ได้ยินเื่การป่วยของเขาอาจจะกลัวกันจนอยากให้เขาทั้งสองรีบออกจากวังกันเลยก็เป็ได้ อย่างน้อยเหตุผลแบบนี้ก็น่าจะเข้าท่ากว่าเดินไปบอกว่าขอออกจากวังนี้ตรงๆ ล่ะนะ
“ข้าป่วยหนัก เกรงจะเป็โรคติดต่อ แค่กๆ จึงอยากจะขอออกจากวังเพื่อไม่อยากทำให้พวกท่านเดือดร้อน”
เมื่อพบกับพ่อบ้านเจียง ผู้ที่ใหญ่สุดในขณะที่ท่านอ๋องไม่อยู่วังตามที่ลู่ฉางบอก ิซินก็ไม่รอช้า แนะนำตัวเสร็จก็เปิดประเด็นเื่ที่้าทันที…
“บ่าวไม่สามารถเป็คนตัดสินใจในเื่นี้ได้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะพระชายารอง เื่นี้ต้องเป็ท่านอ๋องเท่านั้น”
พ่อบ้านเจียงมีสีหน้าหนักใจอย่างเห็นได้ชัด การจะให้ใครเข้าหรือออกจากวังได้ ต้องได้รับการอนุญาตจากเ้าของวังเสียก่อน แม้เหตุผลนั้นจะร้ายแรงเพียงใด พ่อบ้านอย่างเขาก็ไม่สามารถตัดสินใจในเื่นี้แทนได้
อีกทั้งคนที่กำลังขอออกจากวังมีตำแหน่งเป็ถึงพระชายารอง พระชายารองที่เขาเพิ่งเคยพบเป็ครั้งที่สองนับแต่เข้าวังมาวันแรก พลาดแล้วเขาพลาดแล้ว! เขาลืมพระชายาผู้นี้ไปเสียสนิท เช่นนี้ท่านอ๋องมิฆ่าข้าตายเลยรึที่บกพร่องในหน้าที่เช่นนี้!!! วันที่พระชายาเข้าวังมาเป็วันที่ท่านอ๋องเพิ่งออกเดินทางทำให้ไม่ทันได้แจ้งท่านอ๋องในเื่นี้ซ้ำยังมีเื่วุ่นๆ เกิดขึ้นในวังจึงทำให้เขาพลาดอย่างใหญ่หลวง!
“ท่านอ๋องอาจจะจำข้ามิได้แล้ว เ้าก็ปล่อยให้ข้าออกไปเลยมิได้หรือ ท่านอ๋องคงไม่รู้ ถึงรู้ก็คงมิว่าอันใด”
“อย่างไรก็มิได้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ อีกสิบกว่าวันท่านอ๋องจะกลับมา ถึงวันนั้นท่านค่อยมากล่าวกับท่านอ๋องโดยตรงน่าจะดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะพระชายา”
“แต่ข้าอาจเป็โรคติดต่อ นี่อาลู่ก็ติดข้าไปแล้ว ข้าไม่อยากให้ใครมาติดโรคจากข้าอีก แค่กๆ”
ิซินยังคงไม่ละความพยายามในการต่อรอง ขืนรอท่านอ๋องมาอนุญาตเองเกรงจะไม่ง่ายอย่างที่เขาคิดน่ะสิ
“ถะ…ถึงอย่างไรก็มิได้พ่ะย่ะค่ะ”
แม้จะหวั่นใจในการระบาดของโรคติดต่อ แต่เขาก็ไม่สามารถตัดสินใจได้จริงๆ ยิ่งผู้ที่มาขอออกจากวังมีสถานะเป็ถึง พระชายารอง ยิ่งเป็ไปไม่ได้! อ่า…พระชายารอง ยิ่งนึกถึงตำแหน่งนี้ที่ข้าพลาดข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวข้าใกล้จะหลุดออกจากบ่า!
“….เช่นนั้นก็ช่างเถอะ เ้าไม่ต้องบอกท่านอ๋องหรอก ปล่อยให้ข้าป่วยตายอยู่ตำหนักท้ายวังคงจะดีกว่า”
“ขะ….ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”
“…แค่กๆ”
จนปัญญาจะต่อรอง ขนาดบอกขอป่วยตายในเรือนยังไม่นึกสงสารปล่อยเขาอีกแล้วแบบนี้อะไรๆ จะง่ายอย่างที่คิดจริงๆ รึ
“พระชายาโปรดสักครู่พ่ะย่ะค่ะ”
พ่อบ้านหายเข้าไปในตำหนักใหญ่ครู่หนึ่งก่อนจะออกมาพร้อมกับห่ออะไรสักอย่าง สามสี่ห่อ
“นี่คือยาแก้โรคระบาดที่เป็อยู่ใน่นี้พ่ะย่ะค่ะ และยาแก้หวัดอื่นๆ ท่านลองตรวจสอบดูว่าเป็อะไรแล้วให้บ่าวไปต้มดื่มได้เลยพ่ะย่ะค่ะ แล้วรุ่งขึ้นบ่าวจะให้หมอไปตรวจดูอาการที่ตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้ ไม่ต้องๆ ข้าทานยาคงดีขึ้น ไม่ต้องตามหมอมาหรอก ขอบคุณท่านมาก”
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ ความผิดบ่าวเองที่ละเลยพระชายา กระหม่อมสมควรตาย!”
“เอ่อ…ไม่เป็ไรอย่าให้เป็เื่ใหญ่เลย ข้าไม่ถือสา ไปเถอะอาลู่”
อืม หากวันนี้เขาไม่ได้มาด้วยตนเอง เกรงว่าพ่อบ้านผู้นี้คงจำเขาไม่ได้จริงว่ามีชายาผู้นี้อยู่ในวัง
.
หลังจากกลับมาถึงเรือนเขาก็มานั่งปรึกษากันต่อกับอาลู่ เพื่อคิดหาหนทางต่อไป
“เวรกรรมของข้า ขนาดบอกเป็โรคติดต่อยังไม่ให้ออกอีก ทำไมมันถึงยากเย็นขนาดนี้นะ เฮ้อ”
“เห็นมั้ยขอรับว่ามันไม่ง่ายเลยในการเข้าออกวังแห่งนี้”
“อืม เอาไงดีล่ะทีนี้ สงสัยคงทำได้แค่ลักลอบเข้าๆ ออกๆ ที่นี่ จนกว่าคนพวกนั้นจะนึกสงสารแล้วปล่อยเราออกไปเองแล้วล่ะ ส่วนยานี่เ้าก็อย่าลืมนำออกไปให้เด็กๆ ด้วยล่ะอาลู่”
“ขอรับ”
ผ่านมาอีก 5 วัน แปลกที่ตอนนี้อยู่ๆ อาหารการกินของเขาก็ดีขึ้นอย่างประหลาด มีบ่าวนำมาส่งให้ที่ตำหนักครบสามมื้อ เขากับอาลู่จึงแจ้งบ่าวไปว่าขอแค่สองมื้อพอคือเช้าและเย็น ซึ่งให้นำมาวางไว้ที่หน้าตำหนักพอแล้วเขาจะออกมาเอาเอง และจะให้อาลู่นำถ้วยชามไปเก็บเองที่ครัว เช่นนี้เขาเลยต้องเข้าๆ ออกๆ วันแห่งนี้เป็ว่าเล่น ออกไปก็ร้องเพลงเปิดหมวกไปเรื่อยจนตอนนี้หน้าร้านของพี่หลิวเป็ที่ประจำของพวกเขาไปแล้ว เงินที่ได้ก็ยังได้เรื่อยๆ แถมมีคนให้เพิ่มเพื่อให้ร้องต่ออีกเพลงสองเพลงด้วย ทำให้ตอนนี้เขามีเงินเก็บเยอะประมาณนึงเลยทีเดียว แถมมีฉายามี่ซูมาให้เขากระอักกระอ่วนใจเล่นด้วย เหตุเพราะ ไม่มีใครรู้จักเขาเลยนอกจากพี่หลิว ไม่ว่าใครจะเข้ามาถามชื่อแซ่เขาจะทำเพียงแค่ยิ้มส่งกลับไปให้เท่านั้นถึงจะมีผ้าปิดหน้าอยู่ก็เถอะนะ ทำให้ผู้คนที่ชอบเข้ามาฟังเพลงของเขาต้องตั้งชื่อนี้ขึ้นมาแทนคำเรียกขาน
“อาลู่ อาเฉียน ข้าว่าจะเลิกร้องเพลงแล้วล่ะ ข้าว่ามันชักจะเลยเถิดอย่างไรก็ไม่รู้ ถึงข้าจะปิดหน้าปิดตา แต่ข้าก็กลัวว่าจะมีภัยเข้ามาสักวัน”
“คุณชายว่าอย่างไร บ่าวก็ว่าตามนั้นขอรับ”
“ข้าก็เช่นกัน”
ทั้งสองว่าตามิซินโดยไม่อิดออด เพราะทั้งคู่ก็คิดไม่ต่างกันกับิซินนัก แค่นั่งร้องเพลงไปเรื่อยๆ แต่กลับมีคนให้ความสนใจมากมายจนน่ากลัว ไม่ต้องพูดถึงผู้คนที่เข้ามาหมายตาคุณชายเขา ทั้งที่ปิดหน้าไปครึ่งหนึ่งเช่นนั้นแต่ก็ยังมีคนสนใจไม่น้อยอยู่ดี
“ถ้าอย่างนั้น ข้าอยากได้หน้าร้านสักที่ เ้าพอจะรู้จักที่ไหนที่สามารถให้ตั้งแผงราคาถูกๆ บ้างไหมอาเฉียน”
“ก็พอรู้ขอรับ ท่านจะขายอะไรหรือขอรับคุณชาย”
“ข้าว่า ข้าจะทำขนมขาย”
ิซินคิดมาสักพักแล้วขนมเป็สิ่งที่เขาถนัดและทำได้ดีที่สุด เพราะงั้นสิ่งแรกที่เขาอยากจะทำก็คือ ขนม!
“ทำอย่างไรขอรับ เราไม่มีอุปกรณ์มากขนาดนั้นนะขอรับคุณชาย”
“อุปกรณ์ไม่ได้เยอะแยะอะไรขนาดนั้นหรอกอาลู่ แค่เท่าที่มีอยู่ก็พอทำได้แล้ว ส่วนวัตถุดิบก็ไม่มีอะไรมากเลย ต้นทุนต่ำแถมเป็ขนมมงคล ข้าล่ะอยากจะลองขายเต็มทีแล้ว”
ขอแค่มีหน้าร้านทำเลดีหน่อย ราคาไม่แพงมาก เงินที่เขาได้มา4-5วันนี้ก็นำมาลงทุนได้สบาย แต่ผู้คนจะชอบหรือขายได้หรือไม่นั้น คงต้องรอลุ้นกันอีกที
“มันคือขนมอะไรหรือขอรับ”
ลู่ฉางถามด้วยความอยากรู้ เพราะไม่เคยทราบมาก่อนว่าคุณชายของตนทำขนมเป็ด้วย
“หึหึ ความลับ เอาเป็ว่าเดี๋ยววันนี้อาเฉียนไปติดต่อเื่ที่เช่าแผงเลยนะ เช่าไว้สักสามวันก่อน ถ้ามันได้กำไรอย่างไรค่อยเช่าต่อ ส่วนนี่เป็ของที่ต้องซื้ออาลู่เ้าไปกับอาเฉียน ส่วนข้าจะไปเดินดูวัตถุดิบอื่นๆ เพิ่มเติม”
“ขอรับ/ขอรับ”
ในวันรุ่งขึ้นเขาเริ่มนำวัตถุดิบที่หาซื้อมาเมื่อวานมาจัดการเริ่มขั้นตอนการทำขนมที่มีส่วนผสมหลักเป็ ไข่เป็ด ไข่ไก่ แป้ง และน้ำตาล ที่มั่นใจมากว่าต้องไม่เคยมีใครที่นี่ได้กินหรือได้เห็นมันมาก่อนแน่ๆ นั่นก็คือ ทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง หึหึ ขนมไทยที่แสนอร่อย แถมชื่อมงคลแบบนี้ ไม่ลองก็ถือว่าพลาดแล้ว
“นั่นอะไรหรือขอรับ”
ิซินใช้ไม้ยาวๆ เกี่ยวฝอยทองขึ้นมาจากหม้อช้าๆ ก่อนจะวางลงเป็แพสวยงามในถาด
“ขนมไง เอาล่ะ! ใกล้แล้วๆ เดี๋ยวเ้าไปตามเด็กๆ มาลองชิมด้วยกันเร็ว จะได้รู้ว่ารสชาติเป็อย่างไร”
“ขอรับ”
ลู่ฉางรับคำก่อนจะรีบไปเรียกคนอื่นๆ มาทันที ทั้งสี่คนนั่งรอขนมที่ไม่คุ้นตาตรงหน้าก่อนจะถามออกมาด้วยความสงสัยว่านั่นคือขนมอะไร
“ิเกอ สิ่งนี้คือขนมหรือขอรับ”
“น่าทานมากเลยเ้าค่ะ”
เด็กทั้งสองถามพลางจ้องขนมตรงหน้าไม่ละสายตา ทั้งกลิ่นทั้งรูปร่างมันน่ากินมาก ยิ่งเด็กๆ ทั้งสองที่ไม่ได้ทานขนมมานานมากแล้ว นี่จึงถือเป็อีกครั้งที่เขาจะได้กินขนมเหมือนเด็กคนอื่นๆ
“นั่นสิขอรับ ข้ามิเคยเห็นมาก่อน”
เฉียนต้าก็มีท่าทางไม่ต่างจากเด็กทั้งสองที่มองขนมตรงหน้าด้วยความสงสัย
“เอาน่า ทุกคนลองชิมดู ถูกใจหรือไม่ถูกใจก็บอกข้าด้วย
ทั้งสี่พยักหน้ารับก่อนจะหยิบขนมเข้าปากกันไปคนละชิ้น
“หืม! นะ…นี่มันทั้งหวานมันทั้งหอม และอร่อยมากเลยนะขอรับ!”
เฉียนต้าเป็คนแรกที่เอ่ยออกมาด้วยความนับถือ ไม่คิดว่าคุณชายผู้นี้จะมากความสามารถเช่นนี้ ไม่ผิดแล้วที่เขาขอติดตามท่านผู้นี้ต่อไป
“ิเกอ! ขนมนี่อร่อยมากเลยเ้าค่ะ”
“ใช่มันคือขนมอะไรขอรับ ข้าชอบนัก”
เด็กทั้งสองพูดพลางจิ้มขนมในจานกินต่อไปด้วย นี่มันอร่อยเกินไปแล้ว!
“บ่าวเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่คิดว่าคุณชายจะทำขนมอร่อยและน่าทานถึงเพียงนี้”
ลู่ฉางมองิซินด้วยสายตาเทิดทูนอย่างไม่ปิดบัง คุณชายของเขาช่างเก่งกาจนัก!
“หึหึ ขนมที่พวกเ้ากินอยู่มีชื่อว่า ตั้นหวงฮวา (ทองหยิบ) หวงตั้นฉิว (ทองหยอด) และเถียนตั้นซือ (ฝอยทอง) ”
ิซินชี้ไปยังขนมแต่ละชนิดพร้อมทั้งบอกชื่อของพวกมันไปด้วย
“ชื่อช่างมงคลและน่าทานนักขอรับ”
เฉียนต้าพูดพร้อมกับยังไม่หยุดมือในการตักขนมตรงหน้าเข้าปาก
“ดี ถ้าพวกเ้าว่าอย่างนั้น ข้าก็พร้อมจะขายมันแล้ว เพราะงั้น อาลู่ อาเฉียน เ้าสองคนมาช่วยข้าเร็วเข้า จะได้รีบนำไปขายกัน พวกเรายัง้าเงินกันอีกมากนะ”
“ขอรับ!”
ทุกคนรับคำอย่างขันแข็งไม่ใช่แค่เพียงลู่ฉางกับเฉียนต้า แต่เด็กๆ ทั้งสองเองก็รับคำที่จะช่วยิซินทำขนมด้วยเช่นกัน นั่นเพราะ คุณชายผู้นี้มีบุญคุณกับพวกเขามากมายนัก!
.
“เอ่อ พี่ป้าน้าอา ขนมยังมีอีกเยอะ ต่อแถวกันหน่อยนะขอรับ”
“เอาหนึ่งชุด/ข้าสองชุด/ข้าสามชุด/ข้าด้วยๆๆๆๆๆ ….”
“ขอรับๆ!!”
ทั้งเขา ลู่ฉางและเฉียนต้าต่างช่วยกันหยิบจับขนมจนมือแทบจะพันกันยุ่ง ความวุ่นวายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงแค่ครึ่งชั่วยามผ่านไปเท่านั้น ผู้คนต่างเข้ามามุงซื้อขนมแปลกใหม่นี่กันด้วยความสนใจ แรกเริ่มเดินเข้ามาดูด้วยคิดว่าเป็ขนมแปลกใหม่ไม่เคยพบเห็น แต่เมื่อได้ชิมก็กลับมาซื้อกันเพราะความอร่อย เมื่อมีคนมุง คนที่ผ่านไปมาก็มุงตามซื้อตาม ปากต่อปากยิ่งทำให้ขนมเขามีคนสนใจจนขายดีอย่างกับแจกฟรีอย่างงั้นแหละ! นี่มันเกินคาดหมายไปมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก
“เชิญทางนี้ๆ ขอรับ/เ้าค่ะ ขนมมงคลอร่อยๆ ใครกินแล้วมีแต่ความโชคดีจ้า”
เด็กทั้งสองไม่คิดอยู่เฉย ต่างช่วยกันเรียกลูกค้าเข้าร้านไม่หยุด
“ขายสามวันนี้เท่านั้น เร่เข้ามา เร่เข้ามา”
“เอ๋ สามวันเองเหรอ ทำไมขายแค่สามวันล่ะเ้าหนู”
ชายกลางคนผู้หนึ่งถามด้วยความสงสัย เพราะขนมนี่ท่าทางจะอร่อยจริงๆ ไม่เช่นนั้นเ้านายเขาคงไม่ให้มาซื้อเพิ่มเสียเยอะขนาดนี้ และถ้าขายดีขนาดนี้ทำไมถึงขายเพียงสามวัน
“เพราะวันอื่นเราจะมีอย่างอื่นมาขายแทนขอรับท่านน้า เราจะขายคละๆ วันกันไปแล้วจะวนกลับมาขายขนมชนิดนี้อีกครั้งขอรับ แต่รับรองว่าขนมชนิดอื่นก็อร่อยไม่แพ้ขนมชนิดนี้แน่นอนขอรับ”
ไป๋อู่ตอบคำถามกลับไปตามที่ิซินบอกเขาเอาไว้ ว่าจะมีขนมชนิดอื่นขายด้วย เพราะหากขายขนมชนิดเดิมซ้ำกันนานๆ อาจจะทำให้ผู้คนเบื่อได้ แรกเริ่มคงต้องทำเช่นนี้ไปก่อน ขายครั้งละสองสามชนิด เพราะกำลังและเงินเรายังไม่พอที่จะขายขนมหลายชนิดพร้อมกันได้
หลายคนที่รอฟังคำตอบจากไป๋อู่ต่างพยักหน้ารับรู้ตามชายผู้นั้นไปด้วย
“อย่างนั้นรึ ดีงั้นข้าจะได้ไปบอกเ้านายข้า ท่านซื้อไปทานเมื่อเช้านี้ก็ติดใจให้ข้ามาซื้ออีกนี่ล่ะ สามวันนี้ข้าคงเป็ลูกค้าประจำร้านเ้าแน่นอน”
“ขอบคุณขอรับ พี่ข้าเป็คนทำขนมนี้ขึ้นมาด้วยความใส่ใจ รับรองถ้าท่านได้ทานสักครั้งจะติดใจไม่ต่างจากเ้านายของท่านแน่นอนขอรับ”
“งั้นเชียวรึ ถ้างั้นข้าสั่งเพิ่มอีกสองชุดแล้วกัน เพื่อข้าจะติดใจจะได้เอาไปฝากลูกและภรรยาข้าด้วย”
“ขอบคุณขอรับท่านน้า”
เด็กหนุ่มดีใจยิ้มหน้าบานที่ช่วยพี่ๆ ขายขนมเพิ่มได้
“เร่เข้ามาเ้าค่ะ เร่เข้ามา…..”
ผิงผิงเห็นพี่ชายช่วยเรียกลูกค้าขายได้แล้ว จึงเร่งเรียกลูกค้าบ้าง
จนกระทั่งผ่านไปสองชั่วยามขนมก็ถูกขายจนหมดผู้ที่มาซื้อไม่ทันต่างกลับไปอย่างเสียดาย แต่เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้จะมีมาขายอีก ก็ตั้งท่ารอจะมาซื้อพรุ่งนี้กันแทน
“! …สุดยอดเลย ขายหมดภายในเวลา 2 ชั่วยาม!!!”
“อืม เหนื่อยหน่อยแต่ก็สนุกดี เด็กๆล่ะเป็ไงบ้าง เหนื่อยหรือสนุกกัน หืม”
“สนุกมากๆ เลยขอรับ! /เ้าค่ะ!”
ทั้งห้าคนนั่งหมดแรงอยู่ตรงแผงขายขนม ในขณะที่ขนมเขาขายหมดแล้วร้านต่างๆ รอบบริเวณแผงเขาก็ยังคงขายต่อไปเรื่อยๆ ทุกคนต่างมองมาที่ร้านเขาด้วยความอิจฉา ิซินเห็นสายตาเ่าั้ก็นึกในใจว่าท่าจะแย่บรรยากาศแบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พรุ่งนี้คงต้องผูกมิตรสักหน่อยแล้ว
“หึหึ งั้นเรากลับกันเถอะ รีบไปเตรียมตัวขายวันพรุ่งนี้ต่อ ข้าว่าจะทำเพิ่มอีกสัก50-60ชุด ไหนๆ ก็มีโอกาสในการหาเงินแล้วพวกเราต้องรีบกอบโกยเพื่อวันข้างหน้าท่องไว้ เพื่อเงิน!!”
“ขอรับ!”
“จริงสิอาลู่ เ้าอย่าลืมนำขนมที่ข้าแบ่งไว้ไปให้พี่หลิวด้วยล่ะ”
“ขอรับ”
จะอย่างไรพี่หลิวก็มีบุญคุณกับพวกเขาทุกคน ถ้าไม่ได้หน้าร้านพี่หลิวในการเปิดหมวกร้องเพลง ก็คงจะไม่มีร้านขนมที่พวกเขาขายอยู่ทุกวันนี้ เขาไม่มีทางลืมอยู่แล้ว
_____________________
ขอบคุณมากๆ เลยจ้า