บทที่ 3 ศักดิ์ศรีของเทพั
ลูกชายสองคนร้องดีใจพลางะโโลดเต้นไปรอบ ๆ จนเซียวหย่งฝูเวียนหัว “ไปต้มน้ำเร็ว เช็ดตัวให้น้องด้วย”
“ขอรับ!”
เซียวจ้งหลาง “ข้าจะเก็บผลไม้ให้นางกิน”
เซียวเฉินหลาง “ส่วนข้าจะพานางไปตกปลาที่แม่น้ำ”
เมื่อป้าเฉินและเซียวหยวนหลางมาถึง เซียวหย่งฝูก็ทำความสะอาดเด็กน้อยและหลินซื่อเรียบร้อยแล้ว
“ฮ่า ๆ พี่เฉินท่านมาแล้ว เข้ามาเร็ว มืดหน่อย เดินระวังด้วย”
ป้าเฉินแอบถอนหายใจและคิดกับตัวเองว่าเซียวหย่งฝูผู้นี้ใจกว้างจริง ๆ เขาถูกตระกูลเซียวบ้านนั้นไล่ออกไปแล้ว แต่ยังยิ้มออกได้อีก
เมื่อตอนที่บุตรชายคนโตของสกุลเซียวมาหา ก็เอ่ยขอยืมตะเกียงน้ำมันเสียอย่างงั้น ทั้งที่เมื่อตอนบ่าย… เฮ้อ นางยังจำความวุ่นวายในบ้านของสกุลเซียวในบ่ายวันนี้ได้ดีทีเดียว
“นางคลอดแล้วหรือ เอ้า ข้าเอาตะเกียงมาด้วย” ป้าเฉินกล่าว เซียวหยวนหลางรับตะเกียงไปจุด
หลินซื่อวางทารกทั้งสองลงด้านข้าง “ใช่แล้ว เป็แฝดชายหญิงคู่หนึ่ง”
ดวงตาของเซียวหยวนหลางเป็ประกายทันทีเมื่อเขาได้ยินว่าตนมีน้องสาว “ท่านแม่ ข้ามีน้องสาวแล้วหรือ”
หลินซื่อพยักหน้า “อืม นี่คือน้องสาวเ้า อยากลองอุ้มดูหรือไม่”
“ไม่ได้ขอรับ มือข้าสกปรก… น้องยิ้มแล้ว!” เซียวหยวนหลางชูมือทั้งสองข้างให้มารดาดู แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า มองเ้าก้อนแป้งหัวเราะพ่นฟอง เขาก็หัวใจพองโต อยากะโขึ้นด้วยความดีใจ
เมื่อเขาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ทำให้หลินซื่อเห็นแผลบนใบหน้าของลูกชายชัดเจนยิ่งขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าป้าเฉินยังอยู่ที่นี่ นางจึงไม่ได้พูดอะไร
ป้าเฉินเข้ามาใกล้และตรวจหลินซื่ออย่างละเอียดพลางกล่าวชม “ให้กำเนิดทารกสองคนติดกัน ใบหน้าก็ยังขึ้นเืฝาด ถือว่าโชคดี”
เ้าก้อนแป้งซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของหลินซื่อ แอบกลอกตา
มีนางคุ้มครองอยู่ทั้งคน ต่อให้นางจะคลอดลูกอีกสักสิบคนก็ยังได้
ส่วนป้าเฉินคิดกับตัวเองว่าเป็เพราะหลินซื่อยังสาว!
แต่นางไม่เข้าใจเลยว่าครอบครัวเซียวยากจน แทบไม่มีจะกินอยู่แล้ว แต่ก็ยังคิดจะมีลูกสาวอยู่
หลังจากยิ้มแสดงความยินดีสองสามคำ ป้าเฉินก็ไม่ได้นั่งอยู่นาน เพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว
หลินซื่อที่มีลูกสาวหนึ่งคนก็เหมือนมีทุกอย่างพร้อม กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่ เด็กสองคนนี้จะตั้งชื่อว่าอะไรดี”
เซียวหย่งฝูคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตบหน้าขา “ลูกสาวของพวกเราให้เรียกว่าหน่วนหยาง เซียวหน่วนหยาง ทันทีที่ข้าเห็นเด็กคนนี้ ข้าก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ส่วนเ้าหกให้เรียกว่า ลิ่วหลาง”
หลินซื่อหัวเราะและกล่าวกับเด็กตัวเล็กในอ้อมแขน “หน่วนหยาง หน่วนหยางของข้า ท่านพ่อเ้าชอบเ้าขนาดนี้ ช่างเป็ชื่อที่ไพเราะมาก”
เซียวหน่วนหยางขยับปากพ่นฟอง จากนั้นนางก็ยิ้มอย่างอบอุ่น ซึ่งทำให้หลินซื่อยิ้มหวานตอบกลับ
“ท่านพี่ ข้ารู้สึกว่าหน่วนหยางของพวกเราเป็ดาวนำโชค เมื่อครู่นี้...” หลินซื่อมองออกไปข้างนอกก่อนจะกล่าวต่อ “เมื่อครู่หน่วนหยางแตะท้องของข้า เสี่ยวลิ่วก็พลิกตัวได้ ทั้งข้ายังมีกำลังขึ้นมาอีก คงไม่ใช่ว่า...”
เ้าก้อนแป้งยกยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ ใช่แล้ว เพราะข้าคือเทพัผู้นำโชค!
หลินซื่อไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก สามีก็เข้าใจทันที ถ้าหากว่าเด็กไม่พลิกตัว ก็คงต้องเสียไปหนึ่งศพสองชีวิตแล้ว
เซียวหย่งฝูยื่นมือออกมาหยอกล้อหน่วนหยางและกล่าวอย่างจริงจัง “ลูกสาวของพวกเราเกิดมาพร้อมความโชคดี เพียงแต่เื่นี้อย่าพูดอีกเลย ไม่เช่นนั้น มันอาจสร้างปัญหาให้กับลูก ๆ เอาได้”
ทารกที่ได้รับการปกป้องจากฝูงหมาป่าย่อมมีความพิเศษอย่างแน่นอน
แต่เซียวหย่งฝูไม่คิดจะพูดมันออกมา
แม้ว่าจะได้พบกันเพียงไม่กี่ชั่วยาม แต่เขาก็ชอบเด็กคนนี้จากใจจริง โดยไม่ได้หวังสิ่งใด
หลินซื่อเข้าใจทันทีว่าเขาหมายความว่าอะไร นางพยักหน้าด้วยดวงตาแดงระเรื่อ
หลินซื่อก้มศีรษะลงและหอมบุตรสาว “ไม่รู้ว่าใครกันที่โหดร้ายได้ถึงขนาดนี้”
เซียวหน่วนหยางยกมุมปากโค้งขึ้นเป็รอยยิ้ม
เมื่อถูกหลินซื่อโยกกล่อมในอ้อมแขน เด็กน้อยจึงค่อย ๆ หลับตาลง
เมื่อเห็นว่าทารกทั้งสองหลับแล้ว หลินซื่อจึงลดเสียงเบาลง “ใช่แล้ว เมื่อครู่ข้าเหมือนจะเห็นแผลบนใบหน้าหยวนหลาง ท่านไปเรียกเขามาถามหน่อยเถอะว่าวันนี้เกิดเื่อะไรขึ้น”
ต้องบอกว่าใน่หลายปีมานี้ต้องประสบกับความอดอยาก เซียวหย่งฝูถือว่ายังโชคดี แต่ก็ถือว่าโชคร้ายเช่นกัน
โชคดีที่ว่าก็คือ พ่อและแม่ของเขายังอยู่
โชคร้ายก็คือ พ่อของเขาล้มป่วย
ที่โชคร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือแม่เฒ่าเหยาแม่ของเขาชอบแค่บุตรชายคนรองเท่านั้น
อะไรก็ให้แต่บ้านรอง แต่กลับเป็ครอบครัวบุตรชายคนโตที่ต้องดูแลผู้เฒ่าเซียว
นั่นจึงเป็สาเหตุว่าทำไมครอบครัวเซียวถึงได้ยากจนนัก
เมื่อใดก็ตามที่มีเงิน แม่เฒ่าเหยาจะมาล่อหลอกใช้อำนาจเอาเงินไปใช้จ่ายให้กับบ้านรองทั้งสิ้น
เซียวหย่งเหวินนำเนื้อตากแห้ง*[1]ไปฝากตัวเป็ศิษย์ให้ได้เล่าเรียนเป็ปัญญาชน จ่ายสินสอดให้หลานสาวของแม่เฒ่าเหยา และฉลองวันครบรอบบุตรของตน
ซึ่งทั้งหมดนั่นเป็เงินที่บ้านใหญ่เซียวเก็บหอมรอบริบมา!
เมื่อเซียวหย่งฝูเรียกบุตรชายเข้ามาสอบถาม เขาแทบจะโมโหจนลมแทบจับ
ตนพาภรรยาเข้าเมืองเพื่อไปหาหมอ แต่เสี่ยวเหยากลับไม่ดูดำดูดีผู้เฒ่าเซียว ไม่หุงหาอาหาร และปล่อยให้เขานอนจมกองอุจจาระปัสสาวะ
เมื่อเซียวหยวนหลางไปพบเข้าจึงจัดหาอาหารให้ผู้เฒ่าเซียว แต่ไม่เพียงถูกขัดขวาง เซียวหย่งเหวินยังทุบตีพี่น้องคนอื่น ๆ และขับไล่พวกเขาออกจากบ้าน
หลังจากได้ยินทั้งหมด เซียวหย่งฝูตบโต๊ะเสียงดังกล่าวสาปแช่ง “เดรัจฉาน! พวกเขาจะตามใจเสี่ยวเหยาผู้นั้นเกินไปแล้ว!”
เ้าก้อนแป้งที่กำลังฝันหวานพลันสะดุ้งตื่น
ท่านพ่อ ใจเย็นเถิด!
นางอยากจะร้องไห้สักคำสองคำ แต่ก็อยากฟังต่อ ไวเท่าความคิดนางนอนนิ่งเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
เซียวหย่งฝูลุกขึ้นยืนและเดินออกไปด้วยความโกรธ “ข้าจะไปหาเดรัจฉานตัวนั้น ข้าจะไปถามมันว่ารู้จักคำ ‘กตัญญู’ หรือไม่!”
หลินซื่อรีบะโห้าม “ท่านพี่กลับมาก่อน ตอนนี้ดึกมากแล้ว รอจนกว่าทุกคนในหมู่บ้านจะตื่นกันพรุ่งนี้เสียก่อนค่อยออกไป จะได้มีพวกเขาช่วยออกความเห็นด้วย”
เซียวหยวนหลางคว้าเซียวหย่งฝูได้ทัน “ท่านพ่อ นั่งก่อนเถอะ บ่ายวันนี้พวกเขาบอกข้ากับน้องชายว่าพวกข้าสมควรขุดดินขุดหญ้าอยู่ที่นี่ ไม่คู่ควรที่จะอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับพวกเขา ท่านพ่อ พวกเราทำกินอยู่ที่นี่เลี้ยงหมู เลี้ยงสุนัขดีหรือไม่”
เซียวหย่งฝูสะดุ้งเมื่อลูกชายคนโตถาม
เขาค่อนข้างหัวอ่อนอยู่แล้ว และยังถูกแม่เฒ่าเหยาล้างสมองอีก
แต่เมื่อเห็นรอยแผลเป็บนใบหน้าอ่อนเยาว์ของลูกชาย เขาก็ต้องอดกลั้นไม่ยอมแสดงอารมณ์ออกมา นี่เป็ครั้งแรกที่ผู้เป็พ่อเช่นเขาคิดสงสัยว่าตลอด่หลายปีที่ผ่านมาตนทำอะไรผิดไปหรือไม่
ภายใต้แสงตะเกียง เซียวหน่วนหยางก็ขยับขนตาเล็กน้อย เหลือบมองท่านแม่ และเมื่อเห็นว่านางไม่ได้สนใจจึงพยายามขยับตัว แต่ไม่คิดเลยว่าการเป็เด็กทารกจะยากลำบากขนาดนี้ การไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ทำให้นางต้องข่มความรู้สึกไว้
หลินซื่อลูบเด็กน้อยเบา ๆ สองสามครั้งแล้วทำสีหน้าเศร้า “ท่านพี่ ข้าน้ำนมไม่พอ เกรงว่าลูกทั้งสองจะไม่อิ่ม ตอนนี้ช่วยทำน้ำซุปมาให้ข้าหน่อยเถิด”
เซียวหย่งฝูเงยหน้าขึ้นและเงียบไปครู่หนึ่ง “ใกล้รุ่งสางแล้ว นอนพักก่อนเถอะ หยวนหลางพรุ่งนี้เช้าตามข้าไปบ้านนั้นทำไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงกลับมาให้แม่เ้า”
หลังจากพูดจบ เขาก็ดับตะเกียง
เมื่อทุกคนหลับใหล เด็กตัวน้อยก็ลืมตาขึ้น
อากาศร้อน พื้นที่คับแคบ ทุกคนต่างนอนหน้านิ่วคิ้วขมวด เหงื่อแตกพลั่ก
บ้านหลังนี้ไม่มีหลังคาด้วยซ้ำ ทำให้มองเห็นดาวบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน
ในสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่สามารถเรียกฝนได้ ไม่เช่นนั้นครอบครัวของนางก็จะยิ่งลำบากเข้าไปอีก
ทันใดนั้น แสงสีทองส่องประกาย ัสีทองตัวเล็กขนาดเท่าฝ่ามือได้บินออกมาจากร่างของเซียวหน่วนหยาง
หางของัทองตัวน้อยปัดเบา ๆ พาสายลมเย็นสบายพัดโบกเอื่อย ๆ จนในที่สุดทุกคนก็นอนหลับสนิท
ัทองตัวน้อยใช้เขาักลม ๆ น่ารักสาดแสงสีทองขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังจากรออยู่ครู่ใหญ่ ก็ไม่มีการตอบสนอง
“ไหนบอกว่าแค่ลงมา ‘เที่ยวเล่น’ อย่างไรเล่า ทำไมไม่บอกว่ามันจะลำบากขนาดนี้!”
ัทองตัวน้อยบ่นเสียงใส
“ยังไม่ตอบอีก! เ้าขี้ขลาด กล้าหลอกข้ามาที่นี่ แต่ไม่กล้าโผล่หน้ามาหาข้าหรือ!”
ัทองตัวน้อยดีดดิ้นไปมาในอากาศด้วยความฉุนเฉียวดูน่าเอ็นดูไม่น้อย
“นี่มันด่านเคราะห์ตามที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกตำราแล้ว!”
“นี่! พวกเ้าคิดว่าเมื่อข้าอยู่ในนี้แล้วจะออกไปจัดการพวกเ้าไม่ได้ใช่หรือไม่?” ัทองตัวน้อยเท้าเอว
เมื่อยังไม่มีการตอบสนอง นางก็กลับเป็ไข่อีกครั้ง “ข้ายังเป็เด็กอยู่เลยนะ!”
“พวกเ้าจะต้องเสียใจที่ทำกับลูกัเช่นนี้!”
แล้วนางก็เลียนแบบเสียงขององค์จักรพรรดิ์ ทำการวางท่าพลางกล่าวอย่างน่าเกรงขาม “ข้าคือเทพัผู้ยิ่งใหญ่ และเป็เทพผู้ชอบธรรมนะ นี่… พวกเ้าได้ยินหรือไม่!”
หลังจากโวยวายกับลมกับฟ้าอยู่นาน เสียงก็ค่อย ๆ เงียบไป
ท้ายที่สุดแล้ว เทพัก็ต้องรักษาหน้า
[1] เนื้อตากแห้ง (束脩) ครั้งหนึ่งในอดีตเนื้อตากแห้งเคยเป็อาหารประจำครอบครัวของขงจื๊อที่ได้รับความนิยมมาก คนจึงนำเนื้อตากแห้งไปให้อาจารย์เพื่อฝากตัวเป็ศิษย์