ตอนที่ 50 แค้นฝังใจ
“สวรรค์ ยังมีเรื่องเช่นนี้ด้วย ขนห่านนั้นจะทำเป็นพู่กันได้อย่างไร? เจ้าเคยได้ยินหรือเปล่า?” ผู้หญิงคนนั้นลากชายที่เพิ่งกลับมาจากอำเภอ และถามเขาโดยไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าตัวเองทำตัวเกินงาม
ทุกคนจับจ้องพู่กันขนห่านที่ขายได้เงินมากมาย และช่วงนี้พวกเขาเห็นว่าที่บ้านหลิงซานฉิงทานแต่ปลาแต่เนื้อทุกมื้อ หากไม่ใช่เพราะหาเงินได้ ใครมันจะกล้าจ่ายฟุ่มเฟือยขนาดนี้?
หลังจากเถ้าแก่ร้านส่งเงินให้นางแล้วเขาก็ขอตัวกลับไป หลิงซานฉิงหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้าน พลางชำเลืองมองผู้คนมากมายที่อยู่รอบ ๆ มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ผู้หญิงที่อยู่รอบ ๆ เห็นเช่นนี้ก็ต่างอยากลองเข้าไปดู แต่ไม่มีใครเดินเข้าไปก่อน เมื่อวานพวกนางใส่ร้ายหลิงซานฉิงได้อย่างไร ช่างเหมือนกับกระจกสะท้อนเงานัก
แต่มีเพียงหลิงซานฉิงคนเดียวที่ทำพู่กันขนห่านเป็น เจ้าสิ่งนี้ทำเงินได้มากขนาดนี้ แม้ถูกกล่าวหาหลายข้อ แต่สามารถแลกวิธีการทำพู่กันขนห่านมาได้ มันก็คุ้มแล้ว
เมื่อคิดเช่นนั้น พวกเขาต่างมองหน้ากัน จู่ ๆ ก็มีคนหนึ่งเสนอความเห็นออกมา “แค่พวกเราไม่กี่คนคงพูดโน้มน้าวหลิงซานฉิงไม่ได้แน่ ไม่สู้พวกเราลองไปหาคนอื่นดู เราทุกคนอยู่ด้วยกัน ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ข้าไม่เชื่อว่านางจะปฏิเสธได้”
ราวกับคำพูดนี้ได้แสดงถึงความเห็นของคนอื่น ๆ ออกมาด้วย พวกเขาพากันพยักหน้า ตกลงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ จากนั้นแต่ละคนก็ไปหาเพื่อนที่คบค้าสมาคมด้วย
ในตอนพลบค่ำ ทุกคนมารวมตัวกัน และเดินไปที่บ้านของฉาจื่ออันอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ฉาเซวียนเอ๋อร์ที่อยู่หน้าประตูบ้านตัวเองเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็ยังคิดว่ามีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้น นางทำเหมือนมารดานาง รีบเข้าไปคว้าตัวคนหนึ่งเอาไว้ “นี่พวกเจ้ากำลังจะไปที่ใดกัน? มีเรื่องสนุกอะไรให้ดูกันรึ?”
ผู้หญิงคนนั้นกำลังเดินไปอย่างเร่งรีบแต่ถูกคนดึงตัวเอาไว้ก็รู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อคิดว่ามีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคน ไม่แน่เรื่องมันอาจจะง่ายขึ้น พลันสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “ไปหาหลิงซานฉิง นางหาเงินจากการทำพู่กันขนห่าน เรากำลังจะไปถามนางว่าทำอย่างไร ไม่เช่นนั้นเจ้าก็ไปด้วยกันเลยสิ?”
จะดีกว่านี้หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น แต่คนที่อยู่ตรงหน้าคือลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน ไม่ว่าหลิงซานฉิงจะกราดเกรี้ยวแค่ไหน ก็ต้องไว้หน้าหัวหน้าหมู่บ้านบ้างแหละ
ครั้นฉาเซวียนเอ๋อร์ได้ยินว่าจะไปเรียนรู้การทำพู่กันขนห่านจากหลิงซานฉิง นางก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที “ไปสิ กลัวที่ไหนกัน” เมื่อนางทำพู่กันขนห่านได้เมื่อไหร่ จะยังมีอะไรให้หลิงซานฉิงหาเงินได้อีก? น่าสนุกจริง ๆ
ฉาเซวียนเอ๋อร์บอกจะไปก็ไปเอาดื้อ ๆ ไม่นานก็มาถึงบ้านของหลิงซานฉิง เมื่อเห็นว่าประตูบ้านของนางปิดสนิท ครั้งนี้กลับไม่มีใครกล้าถีบประตูอีก ผู้หญิงที่อายุมากสุดจึงเป็นคนแรกที่เคาะประตูสามครั้ง เมื่อได้ยินคนข้างในตอบกลับมา ก็ส่งสายตาไปให้พวกเขา
หลิงซานฉิงเปิดประตู เห็นสถานการณ์นี้ ก็เข้าใจในทันที นางยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย “พายุหมุนที่ไหนหอบพวกเจ้ามาที่นี่กัน บ้านวิหารของข้ามีขนาดเล็ก คงรองรับพวกเจ้าไม่ไหว มีเรื่องอะไรก็คุยให้มันจบ ๆ กันที่นี่แหละ”
“หลิงซานฉิงเจ้า...” ฉาเซวียนเอ๋อร์โมโหขึ้นมาเมื่อได้ยินคำพูดนาง พวกเขาหลายคนเข้ามาหานาง นางยังกล้าสร้างภาพกับพวกเขาอีก มันน่าต่อยจริง ๆ
ผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ รีบคว้านางไว้ “แม่คุณ หยุดเถอะนะ นี่เป็นเรื่องที่กระทบกับคนทั้งหมู่บ้าน หากเจ้าทำมันพัง เจ้าคงรับผลที่ตามมาไม่ได้หรอก”
แม้นางจะเป็นลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน แต่หลิงซานฉิงคือคนที่ไม่กลัวแม่แต่การขึ้นศาลาว่าการ แล้วนางจะกลัวการร้องเรียนรึ?
ฉาเซวียนเอ๋อร์มองไปรอบ ๆ แต่กลับเห็นทุกคนจ้องเขม็งมาที่นางด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร แม้นางยังอยากจะพูดอะไร แต่ก็ทำได้เพียงหุบปากเท่านั้น
หญิงชราที่เพิ่งเคาะประตูเมื่อครู่ยังข่มอารมณ์ไว้ได้ ไม่เพียงสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ยังแนะนำตัวเองขึ้นมาด้วย “ซานฉิง ข้าคือป้าสามของจื่ออัน เจ้าต้องเรียกข้าว่าป้าสามด้วยถึงจะถูก ป้าสามรู้ว่าเมื่อวานเจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่นั่นก็เป็นเพราะพวกเราสับสน ถึงได้หลงเชื่อคำใส่ร้ายของคนถ่อย เจ้าอย่าได้ทะเลาะกับป้าสามอย่างข้าที่ไม่มีความรู้เลย”
หลงเชื่อคำใส่ร้ายของคนถ่อย เมื่อคำพูดนี้ดังเข้าหูฉาเซวียนเอ๋อร์ก็รู้สึกไม่พอใจ คนที่แพร่ข่าวไปไม่ใช่แม่ของนางหรอกรึ เมื่อวานยังเชื่อว่าเป็นความจริงอยู่เลย เหตุใดวันนี้ถึงกลายเป็นคำใส่ร้ายของคนถ่อยไปซะล่ะ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่นางจะแก้แค้น นางต้องอดทนกับมันให้ได้ก่อน
ป้าสาม?
หลิงซานฉิงหัวเราะเบา ๆ ออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่ไหว และไม่กลัวว่าใครจะคิดมากหรือไม่ “ป้าสาม เหตุใดข้าถึงจำไม่ได้ว่ายังมีป้าสามอยู่นะ โอ้ใช่แล้ว คนที่มาดูเรื่องสนุกเมื่อวานดูเหมือนจะมีท่านด้วยใช่มั้ย เหตุใดเมื่อวานท่านถึงจำไม่ได้ว่าท่านคือป้าสามของข้าล่ะ?”
เมื่อป้าสามได้ยิน ก็ตอบไม่ได้แม้แต่ครึ่งประโยค จึงทำได้แค่หัวเราะแห้ง ๆ ออกมา “หากเมื่อวานไม่ใช่เพราะแม่สามีเจ้าก่อเรื่องอย่างร้ายแรงมาก ป้าเข้าไปแทรกมันคงจะไม่ดี ถึงอย่างไรมันก็เป็นเรื่องในบ้านเจ้า แต่ตอนนี้ป้ามีเรื่องจะขอร้อง เจ้าคงจะไม่ปฏิเสธป้าหรอกใช่ไหม?”
“สะใภ้สามนิสัยดีจะตาย จะปฏิเสธพวกเราได้อย่างไร แค่พวกเราเอ่ยปาก นางจะต้องช่วยในสิ่งที่ช่วยได้แน่นอน”
ผู้หญิงคนนั้นมองไปที่มองไปที่หลิงซานฉิง และทุกคนก็มองตาม คนที่ด่านางเมื่อวานต่างก็เปลี่ยนนิสัย และพยายามชื่นชมนางอย่างเต็มที่
หลิงซานฉิงแคะหูราวกับได้ยินไม่ชัด “เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องอะไรกันแน่ หากไม่มีอะไรข้าจะกลับไปทำพู่กันขนห่าน ผู้สั่งซื้อยังคงรอข้าอยู่”
แววตาของป้าสามเปล่งประกาย พลางยิ้มกว้าง “ใช่ใช่ใช่ เรื่องนี้แหละที่พวกเรามาหา ที่สำคัญคือพวกข้าอยากจะมาขอให้เจ้าช่วยสอนวิธีทำพู่กันขนห่าน เจ้าดูสิตอนนี้ครอบครัวเจ้าดีขึ้นมาก แต่ครอบครัวอื่นในหมู่บ้านยังไม่ดีขึ้นเลย เจ้าไม่สามารถสนใจแต่ครอบครัวตัวเองได้ ทุกคนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันไม่ใช่รึ”
นางพูดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก หากหลิงซานฉิงไม่ตกลง ก็หมายความว่านางหาเรื่องกับคนทั้งหมู่บ้าน
หลิงซานฉิงแอบยิ้มเยาะในใจ แม้จะไม่ได้แสดงออกมา แต่สีหน้ายังคงเรียบนิ่งเช่นเดิม นางตอบอย่างเกียจคร้าน “อ๋อ อยากเรียนรู้พู่กันขนห่าน”
ป้าสามพยักหน้าติดต่อกัน “ใช่แล้ว พู่กันขนห่านนั่น ทุกคนอยากเรียนรู้จากเจ้า”
หลิงซานฉิงกวาดสายตาไปมองด้านข้างก็เห็นทุกคนพยักหน้าตอบกลับมา ทันใดนั้นนางก็ฉีกยิ้มมุมปากขึ้น และในตอนที่พวกเขาคิดว่ามีความหวัง นางก็หุบยิ้ม และพูดอย่างเด็ดขาดว่า “ไม่สอน”
ป้าสามยิ้มค้างทันที ปฏิเสธแบบนี้เลยหรือ แม้แต่พิจารณาก็ไม่พิจารณา นางได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ ออกมาเล็กน้อย “ซานฉิง เจ้าได้ฟังสิ่งที่ป้าพูดชัดเจนไหม ป้ากับทุกคนอยากเรียนทำพู่กันขนห่าน เหตุผลหลักคือเมื่อเจ้ามีคำสั่งซื้อมาก พวกเราก็สามารถช่วยเจ้าได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าเพียงคนเดียว มันจะไม่เปลืองแรงเกินไปรึ”
นางพูดเกลี้ยกล่อมไม่หยุด ราวกับพูดจนปากจะฉีก “อีกอย่าง ขับเคลื่อนให้คนในหมู่บ้านอย่างพวกเรามั่งคั่งร่ำรวยเหตุใดจะไม่ดีกัน ป้าว่าเจ้าก็ไม่ใช่คนที่ดูเหมือนกินคนเดียว ดังนั้นเจ้าให้พวกเราทำด้วยเถอะนะ อย่างมากพวกเราก็แค่นำเงินที่หาได้ก้อนแรกให้กับเจ้า ถือซะว่าเป็นการจ่ายค่าเรียนก็ได้แล้วมิใช่รึ?”
แต่หลิงซานฉิงกลับไม่สะทกสะท้าน นางเอียงหัวอย่างเกียจคร้าน พร้อมกับบิดขี้เกียจอย่างไม่สนใจ “ไม่เช่นนั้นเอาเช่นนี้ดีกว่า พวกเจ้าล้วนเป็นคนฉลาด ก็ไปในอำเภอซื้อมันมาและศึกษาพวกมันเอง ไม่แน่พวกเจ้าอาจจะทำได้ก็ได้”
เมื่อเห็นท่าทางไม่อยากจะเชื่อของพวกเขาแต่ละคน จู่ ๆ นางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้พลางก้าวถอยหลังอย่างเกินจริง “จะว่าไปแล้ว ข้าก็เป็นผู้หญิงที่ไม่รอบคอบคนหนึ่ง พวกเจ้าเข้ามาล้อมรอบกันหมดไม่กลัวถูกข้าทำให้เดือดร้อนหรือไง เร็วเข้า ไปยืนให้ไกล ๆ หน่อย หากทำให้พวกเจ้าเดือดร้อน ข้าคงรับไม่ไหว”
นางแสดงอย่างเกินจริง เมื่อเห็นว่าพวกเขาตกตะลึงและไม่ขยับเขยื้อน นางก็ถอยหลังไปสองก้าว
ดวงตาของฉาเซวียนเอ๋อร์ลุกไหม้ขึ้นมาด้วยความโกรธ สีหน้าดุร้าย สองมือกำแน่น โมโหจนอกกระเพื่อมขึ้นมา
ในที่สุดนางก็ตะโกนออกมาอย่างทนไม่ไหว “หลิงซานฉิง ในเมื่อเจ้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนมีพฤติกรรมแบบไหน มีโอกาสแล้วเจ้าก็ยังไม่ใช้ประโยชน์ แถมยังปฏิเสธพวกเรา พวกเรามาเรียนรู้จากเจ้าเพราะให้เกียรติเจ้า เจ้าอย่ามามองข้ามความหวังดีของผู้อื่น! หากไม่ใช่เพราะพู่กันขนห่าน ใครอยากจะมาเหยียบบ้านเจ้ากัน! รีบให้พวกเราเข้าไปเรียนรู้การทำพู่กันขนห่านเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้น...” เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่เปลี่ยนแปลงของหลิงซานฉิง นางก็ลังเลอีกครั้ง ตอนนี้มีสิ่งใดที่จะข่มขู่นางได้บ้าง?
หลิงซานฉิงเลิกคิ้ว และถามอย่างเกียจคร้าน “ไม่เช่นนั้นอะไร เจ้าลองบอกมาสิ เจ้าจะทำอะไรข้าได้?”
แววตาแฝงไปด้วยความท้าทายเล็กน้อย แต่สีหน้ากลับดูถูกเหยียดหยาม
ฝ่ายของฉาเซวียนเอ๋อร์มีคนมากมายขนาดนี้ แต่กลับไม่สามารถตอบคำถามได้ ครั้นนางเพ่งมองดี ๆ คนเหล่านี้มองนางด้วยสายตารังเกียจและรำคาญตั้งแต่เมื่อใดกัน? เห็น ๆ กันอยู่ว่านางไม่ผิด
ป้าสามใช้โอกาสนี้รีบดึงหัวข้อเดิมกลับมา “ซานฉิง เจ้าดูสิพวกเรามาที่นี่กันทั้งหมด หากเจ้าไม่สอน ก็พาพวกข้าเข้าไปดูหน่อยสิ พวกเราจะไม่ขโมยและจะไม่แย่งอย่างเด็ดขาด แค่ดูเท่านั้น ไม่มีอะไรเสียหายเลย”
แววตาหลิงซานฉิงค่อย ๆ เย็นชาทีละนิด แม้พวกเขาจะไม่แย่งจริง ๆ แต่เมื่อเข้าไปแล้วพวกเขาจะออกมารึ? ไม่มีทางหรอก
หลังจากวุ่นวายกันมานาน นางก็เอ่ยด้วยท่าทางที่แฝงไปด้วยความรำคาญเล็กน้อย “ข้าไม่สอนทำพู่กันขนห่าน อย่าพูดว่าเจ้าเป็นป้าสามเลย ต่อให้เป็นย่าสามที่ปีนขึ้นมาจากหลุมศพ ข้าก็ไม่สอน”
ไม่สอนก็ไม่สอนสิ คนพวกนี้พูดเรื่องไร้สาระมากจริง ๆ แต่โชคดีที่พวกเขามา เป้าหมายของนางก็สำเร็จแล้ว ในที่สุดก็ล้างมลทินให้ตัวเองได้ และยังทำให้คนเหล่านี้ได้รู้ฝีมือของนาง ดูซิว่าจากนี้ไปพวกเขายังจะกล้าพูดมั่วอยู่หรือไม่
เมื่อป้าสามได้ยินคำพูดนั้น นางก็เบิกตากว้างทันที “เจ้า เหตุใดเจ้าถึงพูดคำที่ไม่สุภาพเช่นนี้ออกมา มิน่าล่ะเจ้าถึงไม่เคารพแม่สามีตัวเอง เจ้าเป็นคนไม่มีมโนสำนึกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว!”
เมื่อเห็นว่ายังไงก็เรียนรู้ไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไป แสร้งทำไปมันก็ไม่มีประโยชน์
หลิงซานฉิงมีสีหน้าเหยียดหยาม “เปิดเผยธาตุแท้ออกมาเร็วจังเลยนะ ข้ากำลังคิดว่าพวกเจ้าจะทนได้นานแค่ไหนกันเชียว ไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะ” พูดจบ นางก็โบกมือ แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้าน
ฉาเซวียนเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความโมโห เดินกลับไปบ้านตัวเองอย่างโกรธเคือง นางคงบ้าไปแล้วที่คิดจะให้อีกฝ่ายสอนทำพู่กันขนห่านบ้าบอนั่น ผู้หญิงคนนั้นไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วได้จริง ๆ
นางย่างสามขุมกลับบ้าน กระแทกประตูปิดอย่างแรง และเดินเข้าไปข้างในอย่างโกรธเคือง พลางระบายความไม่พอใจออกมา “หลิงซานฉิงนังตัวแสบก็แค่อาศัยว่าตัวเองทำพู่กันขนห่านเป็น นอกนั้นก็ไม่มีอะไรดีแล้ว เจ้าไม่สอนข้าก็ไม่เรียน!”
บางทีนางคงจดจ่อกับการด่ามากเกินไป ไม่ทันได้มองใต้เท้า ก็สะดุดม้านั่งเตี้ยตัวหนึ่งเข้า ยามนี้นางทั้งโมโหทั้งน้อยใจ ถีบม้านั่งอย่างรุนแรงไปสองครั้ง
นางหาม้านั่งมานั่งลง รู้สึกบูดบึ้ง สีหน้าก็ดูมืดมนหดหู่