บทที่ 31 เชื่อฟังหน่อย ต่อไปจะได้กินขนม
ณ หอเทียนลู่
หลิวหรูอี้อาศัย่เวลาพักจากการเรียน เริ่มพูดคุยสร้างสัมพันธ์กับเหล่าน้องชายคนอื่น ๆ "น้องเหิง หากเ้าชอบกระบี่พกของเสด็จพ่อ สามารถมาหาข้าเพื่อขอชมได้ทุกเมื่อนะ"
หลิวหรูอี้พูดจาอวดรวยแบบถ่อมตัว พร้อมกับโชว์กระบี่พกให้ทุกคนเห็น ซึ่งนี่คือหลักฐานที่แสดงว่าเขาเป็ที่โปรดปรานของหลิวปัง
หลิวเหิงพยักหน้าและตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ขอบคุณพี่สาม เมื่อข้าอยากดู ข้าย่อมไปหาท่านเอง"
พูดจบ ลูกคนที่สี่ของตระกูลหลิวก็ก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ ไม่สนใจหลิวหรูอี้ที่กำลังโอ้อวดอีกต่อไป
"หลิวฮุย ข้าจะบอกให้นะ ที่เ้าไม่เป็ที่โปรดปรานของเสด็จพ่อ ก็เพราะเ้าจืดชืดเกินไปน่ะสิ! มา ๆ มานี่ พี่สามจะสอนเ้ารำกระบี่ รับรองว่าไม่เจ็บมากหรอก!"
วิชากระบี่ของหลิวหรูอี้นั้น แม้แต่หลิวปังยังต้องเอ่ยชม ถึงแม้ว่าวิชากระบี่ของทั้งพ่อและลูกจะไม่ได้เื่เลยก็ตาม…
"พี่สาม... ข้า... ข้ายังชอบอ่านหนังสือมากกว่า..." หลิวฮุยตอบด้วยเสียงเบา
เนื่องจากพระสนมผู้เป็มารดาเสียชีวิตั้แ่เขายังเล็ก จึงไม่ได้รับความโปรดปรานจากหลิวปัง ส่วนน้องชายร่วมอุทรอย่างหลิวโหย่วกลับแอบอยู่ข้างหลังหลิวฮุย เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่หลิวหรูอี้เรียกว่าการสอนรำกระบี่นั้นหมายถึงอะไร
ก็แค่การซ้อมพวกเขาให้ระบม เพื่อโอ้อวดวิชากระบี่ของตัวเองเท่านั้น
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อตาแก่จอมเ้าเล่ห์นั่นเคยเป็จอมยุทธ์พเนจรในวัยเยาว์ แม้จะสู้เซี่ยงอวี่ไม่ได้ แต่ก็ยังชอบทำตัวเป็ยอดฝีมือ
ท่าทางสะพายกระบี่ท่องยุทธภพของหลิวหรูอี้ทำให้หลิวปังเห็นภาพตัวเองในวันวาน แล้วจะไม่รักได้อย่างไร?
นี่มันคือร่างจำลองที่สมบูรณ์แบบชัด ๆ!
แต่น่าเสียดายที่ลูกคนอื่น ๆ ต้องลำบาก คนปกติที่ไหนจะอยากมานั่งอ่านหนังสือทุกวัน แล้วต้องทนฟังคนอวดกระบี่พกกันเล่า?
"เฮ้อ! พวกเ้านี่นะ แม้แต่สิ่งที่เสด็จพ่อชอบก็ยังไม่รู้!" หลิวหรูอี้รู้สึกเวทนาในความโชคร้ายและขัดใจในความไม่เอาไหนของน้อง ๆ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขามีมารดาที่ดี?
นางกุมหัวใจของหลิวปังไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ตามที่พระสนมชีบอกมา ่นี้หลิวปังเริ่มไปค้างคืนที่ตำหนักเจียวฝางบ่อยครั้ง อ้างว่าเพื่อดูแลเื่การศึกษาของรัชทายาท แต่ใครเล่าจะไม่รู้ว่าไปหาความสำราญกับฮองเฮาหลวี่กันแน่?
รัชทายาทที่ไม่ได้เื่คนนั้น ยังมีอะไรให้ต้องสั่งสอนอีก?
หลิวหรูอี้แค่นเสียงเ็า นึกถึงหลายครั้งที่เขาทำตามคำแนะนำของมารดา เข้าไปหาเื่ก่อกวน แต่หลิวอิ๋งกลับอดทนเงียบกริบ
แต่ครั้งล่าสุด เขากลับถูกหลิวอิ๋งอัดจนน่วม ทำให้เสียหน้าต่อหน้าน้อง ๆ อย่างยิ่ง
"น้องฉาง มารำกระบี่กับพี่สามมา!"
"ทำไมท่านไม่ไปหาพี่ใหญ่ล่ะ?" น้องเจ็ดหลิวฉางยังเป็เพียงเด็กน้อย เนื่องจากมารดาเสียชีวิตเร็ว ปัจจุบันจึงอยู่ในความดูแลของฮองเฮาหลวี่ ด้วยความเป็เด็กที่พูดจาตรง ๆ คำพูดนี้จึงแทงใจดำหลิวหรูอี้เข้าอย่างจัง!
ช่างเลือกพูดเื่ที่ไม่อยากจำเสียจริง!
"พี่สาม ข้าเห็นด้วยกับสิ่งที่น้องเจ็ดพูดนะ ได้ยินว่าพี่ใหญ่กราบท่านโหวแห่งเมืองไหวอินเป็อาจารย์ ย่อมต้องเรียนรู้วิชากระบี่ที่ล้ำเลิศแน่นอน"
หลิวเหิงพูดเรียบ ๆ ไม่ได้้าจุดชนวนา แต่้าใช้ชื่อหลิวอิ๋งมาขู่หลิวหรูอี้ เพราะในตอนนี้ นอกจากหลิวปังแล้ว หลิวหรูอี้ผู้นี้เกรงกลัวเพียงหลิวอิ๋งคนเดียวเท่านั้น
"ใช่ ๆ ๆ! ท่านไปหาพี่ใหญ่ของข้าเถอะ!" หลิวฉางยืนเท้าสะเอว ทำท่าทางภูมิใจในตัวเองอย่างยิ่ง เพราะถูกฮองเฮาหลวี่เลี้ยงดูมาั้แ่เด็ก เขาจึงรู้สึกว่าหลิวอิ๋งคือพี่ชายแท้ ๆ ของตน
แน่นอนว่าทุกครั้งที่เขาวิ่งน้ำมูกไหลไปหาหลิวอิ๋ง มักจะถูกอีกฝ่ายรังเกียจและทิ้งท้ายไว้ว่า "เ้าเด็กน้อย ไปเล่นโคลนไป๊!"
หลิวฉางก็เชื่อฟังไปเล่นโคลนจนเสื้อผ้าเลอะเทอะ และถูกฮองเฮาหลวี่ตีจนน่วมในที่สุด
"พวก... พวกเ้าคิดว่าข้ากลัวเขาหรือ?" หลิวหรูอี้จงใจขึ้นเสียงเพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง
"ไม่ ๆ ๆ พี่สามเป็ผู้ที่จะสะพายกระบี่ท่องใต้หล้า ย่อมไม่มีทางกลัวพี่ใหญ่แน่นอน!" นิสัยเ้าเล่ห์ของหลิวเหิงเผยออกมาทันที
ด้านหลิวหรูอี้เป็คนรักศักดิ์ศรี เมื่อถูกพูดเช่นนี้จึงยิ่งถอยกลับไม่ได้ หลิวหรูอี้จับกระบี่พกท่าทางราวกับหลิวปังในสมัยที่ฟันงูขาวเพื่อก่อการปฏิวัติไม่มีผิด "บอกให้รู้ไว้ พรุ่งนี้ข้าจะไปประลองกระบี่กับพี่ใหญ่!"
"ยุ่งอะไรกันอยู่หรือ?" เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น หลิวหรูอี้รู้สึกเสียวสันหลังวาบ รีบเก็บกระบี่พกทันที
"พี่ใหญ่!" หลิวฉางวิ่งเตาะแตะราวกับลูกหมูน้อย พยายามจะะโเข้าสู่อ้อมกอดของหลิวอิ๋ง
แต่พี่ชายผู้ไร้ความปรานีกลับเบี่ยงตัวหลบ ทำให้หลิวฉางพุ่งวืดจนเสียหลัก
"เ้าเด็กน้ำมูกไหล อยากทำเสื้อข้าเลอะอีกแล้วหรือ?"
แม้จะถูกพี่ชายแกล้ง แต่หลิวฉางก็ไม่โกรธ เพราะทุกครั้งที่มีของอร่อย หลิวอิ๋งมักจะนึกถึงเขาเสมอ อย่างเช่น กระดูกวัวที่กินเหลือ หรือไข่ขาวของไข่เค็ม
พี่ใหญ่บอกว่าถ้ากินสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นักรบผู้กล้าหาญเหมือนเสด็จพ่อ!
หารู้ไม่ว่านั่นคือการที่หลิวอิ๋งหลอกให้น้องชายช่วยกำจัดเศษอาหารที่เขากินเหลือ...
"มา ลองชิมดูสิ!" หลิวอิ๋งหยิบน้ำตาลกรวดใสบริสุทธิ์เม็ดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
"พี่ใหญ่ หวานจังเลย!"
"อืม เ้ากินแล้วไม่เป็ไร แสดงว่าไม่มีปัญหาแน่นอน!" หลิวอิ๋งอารมณ์ดีอย่างยิ่ง การผลิตน้ำตาลกรวดถูกส่งต่อให้เซียวเหอดูแล ส่วนเื่การขนส่งนั้น อาจารย์หานซิ่นเป็ผู้จัดการทั้งหมด
วันนี้ที่มาหอเทียนลู่ก็เพื่อให้น้อง ๆ ช่วยชิมรสชาตินี่เอง
หลิวฉางรีบกินน้ำตาลกรวดจนหมดเกลี้ยงในพริบตา จากนั้นก็เบิกตากลมโต มองหลิวอิ๋งด้วยสายตาอ้อนวอน "พี่ใหญ่ ข้าอยากกินอีก!"
"เ้าเด็กตะกละ!" หลิวอิ๋งให้รางวัลน้องชายอีกเม็ดหนึ่ง จากนั้นจึงวางน้ำตาลกรวดไว้บนโต๊ะแล้วยิ้มกล่าวว่า "เกรงใจกันทำไม? มากินขนมกันสิ!"
ไม่ว่าเด็กจะเติบโตเพียงใด ก็ยากที่จะต้านทานสิ่งล่อใจอย่างขนมหวานได้ หลิวเหิงเป็คนแรกที่เดินเข้าไป ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าพี่ชายตรงหน้าเต็มไปด้วยความจริงใจ ไม่มีการโอ้อวดแม้แต่น้อย เพียงแค่อยากแบ่งปันให้น้อง ๆ
หลิวเหิงยิ้มกว้าง "พี่ใหญ่ ขนมนี้หวานมาก! หากนำไปขายข้างนอก ต้องช่วยเพิ่มเงินในคลังหลวงได้อย่างแน่นอน!"
หลิวอิ๋งพยักหน้าอย่างพอใจ สมกับที่เป็จักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ในอนาคต มองการณ์ไกลจริง ๆ ในขณะที่เ้าเด็กหลิวฉางยังมัวแต่กินขนม แต่หลิวเหิงกลับมองเห็นมูลค่าของน้ำตาลกรวดแล้ว
หลิวฮุยและหลิวโหย่วอยากจะก้าวเข้ามาแต่ยังมีความเขินอาย หลิวอิ๋งเห็นดังนั้นจึงทนไม่ไหว หยิบน้ำตาลกรวดกำหนึ่งวางตรงหน้าพวกเขา "เป็พี่น้องกัน จะเกรงใจอะไร? ข้าไม่กินหัวพวกเ้าหรอก!"
ฮองเฮาหลวี่มีอำนาจเด็ดขาด อีกทั้ง่นี้หลิวอิ๋งมีนิสัยเปลี่ยนไปมาก ทำให้หลิวฮุยและหลิวโหย่วรู้สึกเกรงกลัว
แต่หลังจากได้ชิมน้ำตาลกรวด ทั้งสองก็ดูเหมือนจะลดความกลัวต่อหลิวอิ๋งลง
"อร่อยใช่ไหม? แต่เพื่อสุขภาพฟัน ต่อไปห้ามกินเยอะนะ! โดยเฉพาะเ้าหลิวฉาง! ข้าเผลอนิดเดียว เ้ากินไปห้าเม็ดแล้วหรือ?" หลิวอิ๋งเขกหัวหลิวฉางไปหนึ่งที ลูกหมูน้อยจึงยอมหยุดกินขนม
เมื่อเห็นหลิวอิ๋งปรากฏตัวขึ้นแล้วแย่งความโดดเด่นไปจนหมด ทำให้หลิวหรูอี้รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
"เหอะ! ก็แค่ของหลอกเด็กเท่านั้นแหละ! จะไปสู้กระบี่สามฉื่อที่เอวข้าได้อย่างไร!"
ยังไม่ทันที่หลิวหรูอี้จะพูดจบ ก็เห็นหลิวอิ๋งเดินมาหยุดตรงหน้า พร้อมกับถือขนมไว้ในมือเม็ดหนึ่ง "แล้วเ้าจะกินไหมล่ะ?"
"กิน ๆ ๆ! ขอบคุณพี่ใหญ่!" หลิวหรูอี้ยิ้มร่า รีบยัดน้ำตาลกรวดเข้าปากทันที
"น้องสาม ข้าขอโทษที... เมื่อกี้พี่ใหญ่เข้าห้องน้ำแล้วลืมล้างมือน่ะ!"
"อ้วก!"
เมื่อเห็นหลิวหรูอี้กำลังขย้อน หลิวอิ๋งก็ยิ้มเ้าเล่ห์ "ฮิฮิ ล้อเ้าเล่นน่ะ! เชื่อฟังหน่อย ต่อไปจะได้กินขนม!"
หลังจากแกล้งน้องชายผู้โง่เขลาเสร็จ หลิวอิ๋งจึงจากไปด้วยความพึงพอใจ
ด้วยการมีบริษัทน้ำตาลกรวดแห่งต้าฮั่นอยู่ในมือ ไม่มีอาจารย์คนไหนในหอเทียนลู่ที่มั่นใจว่าจะสอนวิชาอะไรให้หลิวอิ๋งได้อีก
ส่วนหลิวหรูอี้ที่ถูกแกล้ง ก็แผดเสียงคำรามด้วยความโกรธ "น้ำตาลกรวดล่ะ? ข้าจะกินสิบเม็ด!"