“เอ้าชน~!!!”
เสียงชนแก้วสังสรรค์ของเหล่าทหารดังก้องไปทั่วโรงอาหารที่มาขอยืมใช้สถานที่ในการจัดงานเลี้ยง ด้วยเสียงที่ส่งออกไปยิ่งดึกมันก็เริ่มดังมากยิ่งขึ้นจนทำให้เหล่านักเรียนเตรียมทหารที่อยู่ตึกห่างไม่ไกลออกไปได้ยินเสียงอันเต็มไปด้วยความรื่นเริงจนอยากจะเข้าไปร่วมด้วย
“หืม นี่มันอะไรกันไม่ใช่ว่าจะออกมาทั้งหมดหรอกใช่ไหม”
เหล่านักเรียนที่แอบมาตามเงาของตึกล้วนมองเห็นการเคลื่อนไหวของกันและกัน มันไม่ใช่เงาของเหล่าคนสวมเครื่องแบบทหาร แต่เป็เงาของเหล่าคนสวมใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น มีผ้าโพกหัว ด้วยการมองจ้องกันและกันนี้เอง ทำเอานักเรียนเตรียมทหารที่คิดจะปล้นใเพราะจำนวนคนที่ปล้นมีมากเกินไป
เดิมทีพวกที่คิดจะออกปล้นมีเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีคนหลายร้อยคน จนสถานที่หลบซ่อนไม่เพียงพอ แม้เงาของตึกจะมีขนาดใหญ่ มันกลับไม่สามารถบังร่างของเหล่านักเรียนได้มิด ยังมีหลายคนที่อยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นได้ หากเป็แบบนี้ต่อไปพวกเขาจะต้องถูกพบตัวอย่างแน่นอน
“ส่งคนไปบอกพวกมันก่อน ตอนนี้คนเยอะเกินไป กลุ่มคนที่มาก่อนจะเป็คนลุยเอง ส่วนพวกมันไปรอรับส่วนแบ่งไม่อย่างนั้นจะล้มเหลวกันหมด”
“ลูกพี่ ไม่ได้การพวกมันไม่ยอมฟังใดๆเลย ต่างคนต่างความเห็นไม่มีใครคิดอยากจะทำตามคำสั่ง”
“บ้าเอ๊ย ไอ้พวกโง่”
เหล่านักเรียนต่างไม่มีใครยอมถอย พวกเขาไม่เชื่อว่าตัวเองจะได้รับส่วนแบ่งใครก็ตามที่มาถึงล้วนแล้วมองเข้าไปในโรงอาหารหวังจะหาจังหวะเข้าไปขโมยออกมา การที่พวกเขาไม่ยอมฟังแผนการ ไม่ยอมรับข้อเสนอ นั่นก็เพราะเชื่อมั่นว่าตัวเองเก่งพอที่จะนำอาหารออกมาได้ อย่างน้อยๆหากถูกจับพวกเขาก็มีสิทธิที่จะได้หยิบอาหารตรงหน้าเข้าปากก่อนจะถูกลงโทษ การกลับไปยังห้องพักแล้วรอรับส่วนแบ่งหากเกิดว่าล้มเหลว พวกเขาจะไม่ได้อะไรเลยแล้วยังถูกลงโทษด้วย สู้บุกเข้าไปปล้นจะดีกว่าอย่างน้อยๆก็มีโอกาสได้กินอะไรสักคำ หากไม่มากไปจะเป็อาหารที่หล่นพื้นพวกเขาก็ไม่เกี่ยง
“มาแล้วสินะ”
ผู้บัญชาการมองจ้องกลุ่มนักเรียนผ่านกล้องวงจรปิดที่ใช้งานระบบอินฟาเรดจนสามารถมองเห็นได้ในตอนกลางคืน ตอนนี้เหล่าคนที่ถูกล่อลวงล้วนได้เข้าโอบล้อมโรงอาหารเอาไว้แล้ว จากสิ่งที่เกิดทำให้เขาดีใจที่จะได้เห็นอะไรสนุกๆ แต่เขาก็อดบ่นไม่ได้กับเหล่านักเรียน
หากตอนนี้พวกเขาได้รับภารกิจให้ไปเก็บของล้ำค่าหนึ่งอย่างจากสถานที่เสี่ยงตาย พวกเขาคงจะตายกันทั้งหมดเพราะไม่มีใครยอมถอย ทุกคนล้วนเชื่อมั่นในพลังของตัวเองสุดท้ายก็ตายเพราะเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ไม่ยอมวิเคราะห์สถานการณ์
“เฝ้าห้องควบคุมเอาไว้แล้วใช่ไหม”
ทหารที่กำลังฉลองกันกับครูฝึกได้กระซิบกันเล็กน้อย เกี่ยวกับการดูแลห้องควบคุมที่สามารถบังคับการเปิดปิดระบบไฟฟ้าภายในโรงอาหารได้ พวกเขาไม่้าให้ใครดับไฟเพื่อที่จะแอบลอบเข้ามา ในคืนนี้พวกเขาเชื่อว่าเหล่านักเรียนคงจะมีกลยุทธ์เล็กๆน้อยอย่างเช่นปิดการมองเห็นของพวกเขาด้วยการดับไฟ
ถึงอย่างนั้นการดับไฟก็ไม่ทำให้พวกเขาเสียเปรียบเพราะตอนนี้บริเวณคอของพวกเขาทุกๆคนมีกล้องอินฟาเรดห้อยเอาไว้ เมื่อใดก็ตามที่ไฟดับพวกเขาจะใช้งานมันสอดส่องในความมืดได้ ไม่เพียงเท่านั้นใต้ชุดทหารของพวกเขายังมีชุดเกราะฝึกซ้อมอีก ด้วยสิ่งนี้จะทำให้การปล้นของนักเรียนใหม่ที่พากันทิ้งชุดเกราะฝึกซ้อมเอาไว้ที่ห้องเป็ไปได้ยากมากยิ่งขึ้น
“ลูกพี่ เกิดเื่ขึ้นแล้ว”
นักเรียนที่มาก่อนแล้วมีการทำตามแผนได้วิ่งกลับมาด้วยความรวดเร็วเพื่อรายงานสิ่งที่นอกเหนือจากแผนของพวกเขา
“มีอะไร”
“มีทหารกลุ่มหนึ่งนั่งกินข้าวที่ห้องควบคุม เข้าไปไม่ได้เลย”
ปกติห้องควบคุมของโรงอาหารจะไม่มีใครดูแล แต่วันนี้กลับมีคนใช้จัดงานเลี้ยงขึ้นมา ด้วยสิ่งที่เกิดทำให้เหล่านักเรียนย่นคิ้วเพราะการปล้นคงจะเกิดขึ้นในตอนที่ไฟสว่าง ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่คิดที่จะปล้น แม้หลายคนจะไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง พวกเขาก็ยังไม่ได้โง่ถึงขั้นโผล่หัวออกไปให้ครูฝึกและทหารมองเห็น
“มีวิธีอื่นในการดับไฟไหม อย่างเช่นตัดสายไฟ”
“ลูกพี่ เราทำแบบนั้นไม่ได้ ระบบไฟฟ้าของฐานแห่งนี้เดินสายใต้พื้นดิน แต่ก็ยังพอมีทาง”
“ยังไงรีบเล่ามาเร็ว”
“ผมจำได้ว่าห่างจากนี้ไปราว 200 เมตรมีหม้อแปลงขนาดใหญ่ที่ส่งกระแสไฟไปยังอาคารหลายหลังของค่ายแห่งนี้ เพียงแต่ว่า”
“แต่อะไร”
“มันไม่มีวิธีปิด สิ่งที่จะปิดได้ต้องใช้งานกุญแจ ดังนั้นมีวิธีเดียวคือทำให้มันะเิ แต่ถ้าเราทำแบบนั้นเราจะได้รับโทษหนักกว่าปล้นอาหารแน่นอน”
“ชิ”
การจะปิดไฟโรงอาหารล้มเหลวไปในทันที ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาทำได้มีเพียงแค่ปล้นใน่ที่มีแสงไฟเท่านั้น ถึงมันจะเสี่ยงแต่หากพวกเขาบุกเข้าไปอย่างน้อยๆก็พอจะได้ข้าวคนละหนึ่งกำมือ แต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าที่จะบุกเนื่องจากตอนนี้ครูฝึกและทหารยังคงมีสติ เหล่านักเรียนจึงรอให้คนเหล่านี้เมาก่อน
“ครูฝึกครับ เด็กปีนี้เป็อย่างไรบ้าง”
“โหย~!” เสียงพูดของทหารและครูฝึกดังออกมาจนถึงด้านนอกโรงอาหาร ซึ่งเสียงที่พวกเขาคุยกันล้วนแล้วมีจุดประสงค์ส่งไปให้ถึงพวกที่แอบอยู่รอบๆโรงอาหาร ตอนนี้พวกเขาได้รับรายงานแล้วว่าเหยื่อกำลังปิดล้อมสถานที่แห่งนี้เอาไว้
“ฝึกได้แค่ 2 เดือนทำเป็เก่ง ไม่เพียงเท่านั้นนะ มาตรฐานต่ำกว่าปีก่อนมากๆ ไม่รู้ว่าพวกมันกินอะไรถึงได้โตมา”
“ฮ่าๆๆ พวกผมนึกว่าตัวเองอ่อนแอแล้วซะอีก นี่รุ่นน้องพวกเราอ่อนแอกว่าอีกอย่างนั้นเหรอครับ ฮ่าๆ”
การพูดคุยอย่างสนุกสนานดังขึ้น ถึงอย่างนั้นเหล่านักเรียนทุกคนล้วนต่างก็ใจเย็น ยังไม่มีใครคิดจะบุกเข้าไป พวกเขายังคงรอโอกาสให้เหล่าทหารและครูฝึกเมามากกว่านี้ก่อน ยิ่งเดินเซยิ่งดีต่อพวกเขาเพราะอาจจะได้กินข้าวมากกว่า 1 กำมือ อย่างไรก็ตามพวกเขากำลังเหงื่อตกเมื่อได้ยินบทสนทนาของทหารที่ทำให้พวกเขารอไม่ได้
“ครูฝึกครับ อาหารจะหมดแล้ว เมื่อครู่คนของเราติดต่อมาบอกว่าอาหารที่จะนำมาเติมเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง”
“อ้าว แล้วคนเป็อะไรไหมนั่น”
“ไม่ครับไม่ คนไม่เป็อะไรแต่อาหารคว่ำหมด ตอนนี้เราเหลือข้าวแค่ 2 หม้อและแกงอีกครึ่งหม้อไม่รู้จะพอกินกันไหม”
“เออๆ ถ้าใครจะกินข้าวก็กิน หากเหล้ายังเหลือก็ถือว่าโอเคละนะ”
“ฮ่าๆๆ”
เหล่าทหารหัวเราะเยาะ บางคนเริ่มวางจานข้าวแล้วกระดกเบียร์เข้าปาก เหล่านักเรียนที่ถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นหอมของอาหารและถูกกระตุ้นจากปริมาณข้าวที่ลดลง ทำให้พวกเขาหลายคนเริ่มที่จะขยับออกจากต่ำแหน่งเข้าไปใกล้ประตูทางเข้า ไม่คิดที่จะรออีกต่อไป กลุ่มคนที่หยุดนิ่งเมื่อเห็นเพื่อนของพวกเขาเคลื่อนไหวก็ไม่ยอมน้อยหน้าเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ทางเข้าโรงอาหารเช่นเดียวกัน จนทำให้รอบประตูทางเข้าเต็มไปด้วยนักเรียน
“เห็นเขาหรือยัง”
ผู้บัญชาการถามรองผู้บัญชาการที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องควบคุมหลักของค่ายเพื่อเฝ้ามองการปล้นในคืนนี้ผ่านกล้องวงจนปิดหลายตัว อย่างไรก็ตามการสำรวจของพวกเขากลับไม่พบเด็กคนหนึ่งที่พวกเขาหมายตาเอาไว้ เด็กคนนั้นที่พวกเขารอคอยก็คือผู้ที่สามารถซิงโครไนซ์ระดับ S แอชเชอร์ แอสลาส
ทว่าพวกเขากลับยังไม่พบแอชเชอร์เลย หากคืนนี้เขาไม่ปล้นกับเพื่อนๆ งั้นก็หมายความว่าเขาไม่สนใจอาหารและยอมที่จะถูกทำโทษฟรีจากเหตุการณ์ที่ครูฝึกกำลังจะเหมารวม
“ท่านผู้บัญชาการ ดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้รอเสียเปล่านะครับ”
“เจอเขาแล้วเหรอ”
“ใช่ครับ ดูนั่นเขาอยู่ที่หม้อแปลงไฟฟ้าของค่ายแห่งนี้”
“หืม จะเป็ไปได้ยังไงกัน หรือว่าเขาคิดจะะเิหม้อแปลง เขาบ้าเกินไปหรือเปล่า” ผู้บัญชาการย่นคิ้ว กุญแจที่ใช้เปิดปิดหม้อแปลงไฟฟ้าถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี หากแอชเชอร์จะปิดหม้อแปลงนี้ ทางเดียวที่เขาจะทำได้ก็คือทำลายมัน แต่การทำลายจะทำให้เขาถูกลงโทษอย่างหนัก ผู้บัญชาการจึงไม่อยากจะเชื่อ แต่แล้วผู้บัญชาการต่างย่นคิ้วหลังจากมองไปยังห้องของผู้ที่เก็บรักษากุญแจที่ตอนนี้ภายในห้องไร้ผู้คน
“คนดูแลกุญแจไปไหน”
“ตรงนั้นครับ” ทหารที่ทำหน้าที่ควบคุมกล้องวงจรปิดหันกล้องไปยังมุมมืดก่อนจะพบว่ามีใครบางคนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำเหมือนพักผ่อน แต่เมื่อผู้บัญชาการมองเห็นเขาก็รู้ว่าคนดูแลถูกทำให้สลบไปแล้วจากนั้นก็ถูกนำตัวมานั่งบนเก้าอี้ทำเหมือนว่าเขาไม่ได้สลบแต่นั่งเล่นเท่านั้น
“ฉันอยากเห็นว่าเขาลงมืออย่างไร”
กล้องวงจรปิดใกล้กับบริเวณห้องเก็บกุญแจหม้อแปลงไฟฟ้าถูกเปิดย้อนหลัง ในระหว่างที่ผู้บัญชาการพยายามตามแกะรอยวิธีการของแอชเชอร์ ตัวของเขาเองที่ถูกจับตามมองก็ได้นำกุญแจทั้งสองดอกออกมาเสียบลงไปยังหม้อตู้เก็บรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า
“ถ้าจำไม่ผิด โรงอาหารน่าจะเป็ตรงนี้”
แอชเชอร์สับสวิทช์หนึ่งตัวลงด้วยความมั่นใจ จนทำให้ไฟที่โรงอาหารห่างออกไปไม่ไกลดับ เมื่อรู้ว่าเขาทำสำเร็จแอชเชอร์ก็รีบปิดตู้แล้ววิ่งนำกุญแจไปคืนเ้าของ การปิดการมองเห็นในคืนนี้จบลงไปแล้ว ดีที่เขามีความคุ้นชินกับค่ายแห่งนี้จากชีวิตก่อน ทำให้เขารู้หลายสิ่งอย่างที่ทำให้เขาสามารถปิดการทำงานของไฟฟ้าได้
“พี่ชาย ตื่นขึ้นมาพี่โดนแน่”
แอชเชอร์นำกุญแจห้อยคอให้กับทหารที่เขาขโมยมันมาจากนั้นก็รีบวิ่งไปยังทิศทางของโรงอาหารเพื่อร่วมปล้นกับคนอื่นๆ
“เกิดอะไรขึ้น ไฟฟ้ารัดวงจรเหรอ”
“ครูฝึก ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่”
เหล่าทหารและครูฝึกสวมใส่แว่นอินฟาเรดกวาดตามองไปรอบๆเพื่อหาสาเหตุของไฟดับ พวกเขามั่นใจว่าให้คนเฝ้าห้องควบคุมไฟของโรงอาหารเอาไว้แล้ว แต่ไฟในโรงอาหารกลับดับ ทางเดียวที่เป็ไปได้คือต้องปิดจากหม้อแปลงหรือไม่ก็มีเหตุการณ์บางอย่างทำให้ไฟฟ้าดับ
แต่เมื่อเขาสังเกตไปด้านนอกภายในค่ายยังมีแสงสว่าง ซึ่งมันก็หมายความว่าการที่โรงอาหารไฟดับมาจากสาเหตุที่หม้อแปลง แต่มันก็ไม่น่าเป็ไปได้เพราะคนที่เฝ้าหม้อแปลงก็เป็พวกเดียวกันกับพวกเขาที่เตรียมเอาไว้ การจะถูกนักเรียนจัดการเป็ไปไม่ได้เพราะฝั่งนั้นสวมใส่ชุดเกราะฝึกซ้อม ไม่เพียงเท่านั้นยังเปิดใช้งานมันตลอดเวลาอีกด้วยเพราะมีโอกาสสูงที่นักเรียนจะบุกปล้นกุญแจ
“หม้อแปลงๆ เกิดอะไรขึ้นได้ยินไหม หม้อแปลง~!”
รหัสที่ตั้งขึ้นมาเล่นๆติดต่อไปยังคนดูแลกุญแจหม้อแปลง ทว่าวิทยุสื่อสารที่ส่งออกไปกลับไร้การตอบ ทำเอาครูฝึกอึ้งเมื่อรู้ว่ามีนักเรียนจัดการกับคนดูแลหม้อแปลงไปแล้ว
“ได้โอกาสแล้ว ตอนนี้ล่ะบุกเข้าไปเลย~!”
เหล่านักเรียนที่ยืนงงกับไฟดับ ต่างพากันยืนรอกลัวว่ามันอาจจะเป็แผนของครูฝึก แต่เมื่อรู้ว่าไฟยังไม่กลับมาสว่างพวกเขาก็เริ่มวิ่งหน้าตั้งเข้าไปในโรงอาหาร ตำแหน่งที่เหล่านักเรียนมุ่งหน้าไปนั้นคือหม้อข้าวที่เหลืออยู่ไม่มาก
“เฮ่ย นั่นใคร~!” ครูฝึกแกล้งทำเป็ร้องหลังจากมองเห็นนักเรียนวิ่งเข้ามาในโรงอาหาร ทว่าเสียงร้องของครูฝึกกลับไม่มีใครตอบกลับ เหล่านักเรียนต่างเงียบ พยายามทำเพียงแค่วิ่งไปให้ถึงหม้อข้าวเท่านั้น